
ข้าพระบาท ทาสประชาชน : ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กับความเป็นผู้นำการเมืองไทย
ผมได้มีโอกาสรู้จักกับ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เพราะเป็นคนร่วมยุคสมัยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเป็นมิตรต่างสถาบันศึกษา ที่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองด้วยกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าเป็นเพื่อน “คนเดือนตุลา” มาตั้งแต่ยังเยาว์วัย แม้เส้นทางชีวิตจะระหกระเหินแยกกันเดินไปตามเส้นทางของตน แต่ผมก็ติดตามบทบาทของ ดร.เอนก ด้วยความเอาใจใส่ตลอดมา เพราะบทบาทของท่านผู้นี้น่าศึกษาและน่าติดตามอย่างยิ่ง ด้วยความเชื่อว่าสักวันหนึ่งเขาคงต้องก้าวขึ้นมามีบทบาทในการเป็นผู้นำทางการเมืองไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อสถานการณ์และโอกาสเอื้ออำนวยให้ เขาจะเหมาะสมกับความเป็นผู้นำทางการเมืองไทยหรือไม่ และจะสอดคล้องกับสภาพสังคมแค่ไหน เพียงใด คงต้องย้อนดูประวัติและเส้นทางชีวิตมาประกอบการพิจารณา
เมื่อจบแล้วยังได้รับมอบหมายให้สอนวิชาเศรษฐกิจการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกระยะหนึ่ง ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและคณบดีคณะรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้รับเชิญไปเป็นศาสตราจารย์เยี่ยมเยือนที่ The Paul H.Nitze School of Advanced International Studies(SAIS) ในวอชิงตัน ดี.ซี. ของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ อีกด้วย ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษสาขารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา
โดยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนในเขตป่าเขา ส่วนการเมืองในระบอบรัฐสภา ก็เคยคลุกคลีร่วมทำงานมีประสบการณ์ไม่น้อย โดยเคยเป็นที่ปรึกษานายมารุต บุนนาค ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันพระปกเกล้า เคยเป็นที่ปรึกษา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนมาเป็นที่ปรึกษาให้กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลชวน 2 และเคยเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ลาออกมาพร้อม พล.ต.สนั่น และร่วมกันตั้งพรรคมหาชนโดย ดร.เอนก ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค เส้นทางเดินทางการเมืองของ ดร.เอนก จึงไม่ธรรมดาและมิใช่คนแปลกหน้าในทางการเมืองของไทย
ในรัฐบาล คสช.หลังการรัฐประหาร 2557 ด้วยความที่ ดร.เอนก เป็นบคคลผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์ทางการเมืองในระดับสูง เขายังได้รับการทาบทามให้มาช่วยงานการเมืองของรัฐบาล โดยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาและกรรมการคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย
ในทางวิชาการ ถือได้ว่า ดร.เอนก เป็นนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิหลายสถาบัน ผลงานสำคัญที่สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักแก่ประชาชน และสถาบันการเมืองต่าง ๆ ก็คือ เขาเป็นผู้เสนอข้อเขียนและบทความทางวิชาการเรื่อง “สองนคราประชาธิปไตย” โดยเป็นผู้สรุปให้เห็นถึงสภาพทางการเมืองไทยในอดีตถึงปัจจุบันว่า “คนชนบทเป็นผู้เลือกรัฐบาล แต่คนในเมืองเป็นผู้ล้มรัฐบาล” ดร.เอนก เป็นนักคิด นักวิชาการ ที่มีผลงานสมํ่าเสมอ ที่สำคัญคือผลงานด้านวิชาการที่เป็น ไปเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ และเพื่อประชาชน
โดยพลังอำนาจทั้งมวลของโลก ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยีและการทหาร ตลอดจนเส้นทางคมนาคมขนส่งที่กำลังก้าวสู่ระยะเปลี่ยนผ่านมาสู่ตะวันออก ตามลักษณะทางภูมิ-รัฐศาสตร์และศักยภาพของแต่ละประเทศ ซึ่ง ดร.เอนกผู้เขียน ได้นำเสนอทฤษฎีความเป็นไปได้ และแนวทางที่ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศไทย ควรเตรียมตัวและจัดวางยุทธศาสตร์ประเทศอย่างไร เพื่อรับมือกับกระแสโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปกับมหาอำนาจใหม่ในภูมิภาค อย่างรู้เท่าทันเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของตน
ความเป็นนักคิดและนักวิชาการ รวมถึงความเป็นผู้มีประสบการณ์ในทางการเมืองในทุกมิติดังกล่าวมา รวมถึงการเป็นนักวิชาการที่มิได้นั่งอยู่แต่เพียงบนหอคอยงาช้าง แต่ใช้ชีวิตคลุกคลีร่วมต่อสู้กับประชาชน มีประสบการณ์ทางการเมือง จากการปฏิบัติที่เป็นจริง ประกอบกับฐานะทางครอบครัวและชนชั้นของ ดร.เอนก ที่มาจากครอบครัวผู้ประกอบธุรกิจ ทำมาค้าขาย หาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต ทำให้ ดร.เอนก มีบุคลิกความเป็นนักคิดนักวิชาการที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน ซึ่งหาไม่ค่อยจะมีในบรรดานักการเมืองที่ผ่านๆ มา คุณลักษณะที่มีพร้อมอย่าง ดร.เอนก จึงเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับการเมืองไทยในภาวะปัจจุบัน หากประเทศไทยจะมีผู้นำทางการเมืองเช่นนี้ มาเป็นผู้นำประเทศ
จึงขอให้กำลังใจครับสำหรับคนที่คิดดีทำดีแบบนี้ ประเทศไทยตกอยู่ในยุคไร้ผู้นำมานาน ชะตากรรมของบ้านเมืองตกอยู่ในกำมือของคนชั่ว การเมืองเลวมายาวนาน จนประเทศสูญเสียโอกาส และล้าหลังมามากพอแล้ว เพราะนักการเมืองแต่ละคนที่ขึ้นมามีอำนาจหาคนดี คนเก่ง มีความรู้ ความสามารถยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ที่ผ่านมาล้วนโกงจนสิ้นชาติ เหลิงอำนาจจนลืมตัว ขอผู้นำแบบลงตัว เป็นคนดีมีความรู้มากู้ชาติเสียทีเถอะครับ ประเทศไทยจะได้เจริญรุ่งเรืองเสียที
|คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน
|โดย : ประพันธุ์ คูณมี
|หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3373 ระหว่างวันที่ 10-13 มิ.ย.2561






