
GDPR Vs ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
มีข้อสังเกตว่าสิทธิในการแก้ไข ลบ หรือจำกัดข้อมูลนั้นมีเนื้อหาต่างจากที่กำหนดไว้ใน GDPR อย่างมาก และอีกหนึ่งสิทธิที่ควรจะได้บัญญัติไว้คือสิทธิที่จะปฏิเสธการให้ใช้ข้อมูลโดยควรจะมีการกำหนดแยกสิทธินี้ไว้ด้วย ส่วนในสิทธิประเภทสุดท้ายนั้นควรมีการกำหนดไว้เพื่อมิให้ภาคธุรกิจใช้ช่องทางอัตโนมัติของระบบมาเป็นตัวแสวงประโยชน์ในการตัดสินใจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิ
โดยในส่วนท้ายของบทนิยามได้ยกตัวอย่างของข้อมูลที่คุ้มครอง เช่น ชื่อ เลขบัตรประชาชน และที่อยู่ เป็นต้น ซึ่งในส่วนนี้จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในประเด็นนี้ เนื่องจากผมยังคงศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ จึงไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในการรับฟังความคิดเห็นในร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ดี ที่โดยปกติทาง สพธอ. จะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นในตัวกฎหมายที่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะยกร่างแล้ว โดยผมหวังว่าจะมีท่านผู้มีเกียรติที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานได้ทักท้วงในประเด็นนี้แล้ว เหตุที่ผมเป็นกังวลเพราะในระหว่างที่เรายังไม่มีกฎหมายของไทยเอง ในภาคธุรกิจก็จะพยายามดำเนินการให้เป็นไปตามที่กำหนดใน GDPR เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการดำเนินธุรกิจ
ในความเห็นส่วนตัวผมมองว่า มุมมองนี้จะถูกต้องหาก มองเรื่องนี้ผ่านมุมมองเรื่องอำนาจอธิปไตยและเขตอำนาจของศาลเพียงเท่านั้น แต่เนื่องจากเรื่องนี้ไม่สามารถที่จะมองข้ามโลกแห่งความเป็นจริงในการดำเนินธุรกิจได้ ดังนั้นหากกฎหมายไทยที่แตกต่างในลักษณะนี้ใช้บังคับ และภาคธุรกิจไทยได้ปฏิบัติตามกฎ หมายไทยที่แตกต่างจาก GDPR สุดท้ายหากเกิดปัญหาที่มีผล กระทบอันก่อให้เกิดความเสียหายสูงที่มาจากการละเมิดข้อกำหนดของ GDPR ก็ทำให้ภาคธุรกิจของไทยอาจถูกฟ้องดำเนินคดีในต่างประเทศได้ เพราะโทษปรับตามกฎหมายฉบับนี้สูงถึง 20 ล้านยูโร หรือประมาณ 780 ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าคุ้มค่าแน่ นอนหากจำเป็นต้องดำเนินคดีกันจริงๆ ดังนั้นในประเด็นนี้เพื่อลดความสับสนของภาคเอกชน จึงเสนอให้บทนิยามศัพท์ไม่ควรมีลักษณะขัดหรือแย้งกับที่ได้กำหนดไว้ใน GDPR
ในตอนนี้ GDPR ได้มีผลใช้บังคับแล้ว ผู้เขียนมีข้อแนะนำให้หน่วยงานซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะภาคเอกชนเท่านั้นที่มีบุคลากรในหน่วยงาน ลูกค้า หรือกลุ่มธุรกิจการค้าที่มีความจำเป็นต้องติดต่อกับพลเมืองของสหภาพยุโรป รีบดำเนินการขอความยินยอมในการจัดเก็บ การใช้ และถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคล ของบุคคลต่างๆ ข้างต้น
ในหนังสือให้ความยินยอมจึงมีโอกาสสูงที่ข้อความด้านในจะมีการทำให้การยินยอมเพียงครั้งเดียวของท่าน กลายเป็นการให้ความยินยอมในการจัดเก็บ ใช้ประโยชน์ ถ่ายโอนข้อมูลให้กับทางบริษัท รวมถึงบริษัทในเครือและบริษัทคู่ค้า ซึ่งโดยหลักแล้วควรจะเป็นท่านผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้อนุญาตในแต่ละครั้ง มิใช่เป็นการให้ความยินยอมแบบรวมครั้งเดียวเช่นนี้ แต่หากท่านใดได้ให้ความยินยอมไปแล้วก็อย่าเพิ่งตกใจนะครับ ท่านยังมีสิทธิในการปฏิเสธการให้ใช้ข้อมูลรวมไปถึงสิทธิในการลบข้อมูลของท่านออกจากบริษัทต่างๆ ได้ดังนั้นท่านก็สามารถดำเนินการผ่านช่องทางเหล่านี้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวได้อยู่
ถึงตรงนี้แล้วท่านผู้อ่านอาจคิดว่าทำไมเรื่องนี้มันดูยุ่งยากจัง นี่แหละครับโลกที่กำลังจะย่างเข้าสู่ยุค 5.0 เราค่อยๆ ร่วม กันเรียนรู้ไปด้วยกันแล้วอีกไม่นานท่านก็จะเริ่มชินไปเองครับ
คอลัมน์ :GDPR VS ร่างพ.ร.บ.คุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล |โดย...มาร์ค เจริญวงศ์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด |หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ |ฉบับ 3371 ระหว่างวันที่ 3-6 มิ.ย.2561






