
น้ำมันแพง : วิกฤติทางปัญญา
ผู้สร้าง Fake News ทั้ง 2 กรณีอาศัยจุดเด่นในด้านบุคลิกของนายกรัฐมนตรี ที่เป็นคนพูดจาโผงผาง ออกไปในแนวปะทะตอบโต้ เมื่อมีถ้อยคำลักษณะตอบโต้ออกมาจึงถูกคล้อยตามและเป็นกระแสแชร์ทันที กรณีปตท.เช่นกันความรู้สึกผสมผสานไม่พอใจซ่อนอยู่ลึกๆ เมื่อมีการเต้าข่าวตอบโต้ลักษณะไม่ง้อผู้บริโภค จึงง่ายที่จะถูกแชร์ในโลกโซเชียล เสมือนว่าคนพร้อมที่จะเชื่อว่าCEO ปตท.พูดเช่นนั้นจริง เป็นการสร้างวาทกรรม Hate Speech ที่ลุกลามขยายวงทันที
[caption id="attachment_285789" align="aligncenter" width="503"]
ไม่ว่าผู้สร้าง Fake News ทั้ง 2 กรณีเจตนาหวังผลอะไร หรือไม่ ก็ตาม หรือหวังเพียงแค่สร้างความปั่นป่วน กระทั่งจุดกระแสให้ไปกระทบกับการบริหารของรัฐบาล ทำนองไม่อินังขังขอบกับความเดือดร้อนของประชาชนจากภาวะน้ำมันแพง ถือได้ว่าผู้ที่ดำเนินการเรื่องนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร ในแง่ของผลตอบรับและโดยเฉพาะกรณีปตท.ดูเหมือนกระแสนี้ถาโถมเข้าหาอย่างสาหัสสากรรจ์ไม่น้อย เมื่อเทียบกับอดีตในสิ่งที่ต้องเผชิญมาในลักษณะคล้ายกัน
จากทั้ง 2 กรณีการสร้างกระแสที่เกิดขึ้นแรง เหมือนไฟลามทุ่ง สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่วิกฤติ เป็นวิกฤติทางปัญญา เป็นสังคมที่เข้าสู่ภาวะไร้เหตุผล สังคมจับฉ่าย พร้อมที่จะคล้อยตามอะไรง่ายๆโดยขาดการแสวงหาความรู้และข้อเท็จจริง พร้อมกระโจนและเอนเอียงเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่าความไม่รู้ในทันที สะท้อนว่าเป็นสังคมที่หุนหันพลันแล่น ใช้อารมณ์มาครอบงำในการตัดสินสิ่งใด สิ่งหนึ่ง
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศราฐกิจ | ฉบับ 3370 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.- 2 มิ.ย.2561






