
ตรวจสอบย้อนกลับซีพีเอฟกับนโยบายพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน
บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟได้ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนขององค์กรมาแล้วกว่า 6 ปี “วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ พูดถึงการเดินทางสู่ความยั่งยืนของซีพีเอฟ ที่ต้องขับเคลื่อนจากความเข้าใจของคนในองค์กรเป็นหลัก 6 ปีที่ผ่านมาซีพีเอฟขยายการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ ใหม่ๆ ให้แก่พนักงานและผู้บริหาร ซีพีเอฟพลิกแนวทางปฏิบัติจากการบริจาค การให้ช่วยเหลือสังคมธรรมดา ไปสู่ความยั่งยืนของทั้งองค์กร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน องค์กรต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ลูกค้าก็จะต้องมีผลที่ดีจากสิ่งที่เราดำเนินการด้านความยั่งยืน
การเดินหน้าสู่ความยั่งยืนขององค์กร คือสิ่งใหม่ๆ ที่คนในองค์กรต้องเรียนรู้ การเกิดอุปสรรคปัญหาตลอดการดำเนินงาน ไม่ได้เกิดจากการไม่ได้รับความร่วมมือ หรือไม่สนับสนุนกัน แต่เกิดจากบางเรื่องที่เข้าใจยาก
ในประเด็นของความยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นของโลก ซึ่งยึดโยงกับประเด็นของสหประชาชาติ กับเป้าหมาย SDGs : Sustainable Development Goals 17 ข้อ ที่เน้นเรื่องของการขจัดความยากจน ความเหลื่อมลํ้า ความไม่ยุติธรรม และเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นมุมมองหรือวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับซีพีเอฟ ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นครัวของโลกที่ยั่งยืน โดยในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กับความยั่งยืน ซีพีเอฟยึด 3 เสาหลัก คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินนํ้าป่าคงอยู่ ซึ่งทั้ง 3 เสาหลักก็มี 6 เป้าหมาย ใน 6 เป้าหมายก็จะแบ่งเป็น 11 เป้าประสงค์
3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน จะมีเป้าประสงค์ชัดเจนทั้งหมด อาทิ 30% ของผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ มุ่งเน้นในเรื่องของสุขโภชนาการ การเข้าถึงการเรียนรู้ด้านการผลิตอาหารและการบริโภคที่ถูกหลักโภชนาการและความปลอดภัย ซึ่งตรงนี้มีโครงการที่เดินอยู่แล้ว คือ โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน โครงการ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต รวมทั้งการเข้าเยี่ยมชมโรงงานและให้ความรู้เรื่องโภชนาการแก่เยาวชน วางเป้าการเข้าถึงเยาวชนกว่า 3 แสนคนในปี 2020
หรือส่วนของซัพพลายเชนที่มีการพัฒนาทันที ด้วยเป้าหมายคือ 100% ของซัพพลายเชนกว่า 200 ราย ที่ต้องทำให้ได้ทั้งการประเมิน และ Audit ตรวจสอบ ตรวจประเมินการส่งวัตถุดิบ ซึ่งปี 2018 ตั้งเป้าทำให้ได้ 50% และอีก 2 ปีข้างหน้า ทำให้ได้ 100% โดยคู่ค้าของซีพีเอฟต้องเซ็นรับรู้นโยบาย 4 หลัก 4P (Product ผลิตภัณฑ์และบริการ, People แรงงาน, Process กระบวนการผลิต และ Performance การดำเนินงาน) ที่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืน วัตถุดิบต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่วนของรายที่ยังทำไม่ได้ ก็ต้องพัฒนาต่อ
เมื่อพูดถึงเรื่องวัตถุดิบ “วุฒิชัย” อธิบายถึงปัญหาการรับซื้อวัตถุดิบที่ถูกกระแสสังคมต่อต้านกับการรับซื้อข้าวโพด ว่า อดีตแหล่งที่มาของข้าวโพด 7 ล้านกว่าไร่ในเมืองไทย มีถูกกฎหมายอยู่แค่ครึ่งหนึ่ง ที่เหลือก็คือรุกป่า รุกเขา เรามีปัญหาที่น่านและเชียงใหม่ ซึ่งอดีตมีการรุกป่าเป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงวันนี้ไม่ได้แล้ว ซีพีเอฟไม่รับซื้อวัตถุดิบจากการบุกรุกป่า จึงเริ่มต้นกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้ได้วัตถุดิบที่ถูกต้อง มีเอกสารกำกับว่าพื้นที่ที่ใช้ปลูกมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง โดยมีเป้าในปี 2020 ทุกอย่างต้องถูกกฎหมาย 100%
ปัญหาที่น่านวันนี้ บริษัทลูกของซีพีเอฟ คือ BKP หรือ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) เข้าไปพัฒนาการทำเกษตรแบบยั่งยืน ในเรื่องการปลูกข้าวโพด ส่งเสริมเกษตรกรที่มีศักยภาพ และมีพื้นที่ที่ถูกต้อง ให้ปลูกข้าวโพดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้ผลตอบแทนที่มากขึ้นจากเดิม โดยเราเข้าไปให้ความรู้ทั้งหมด ทั้งการจัดการเรื่องดิน การเตรียมดิน การเตรียมพันธุ์ทั้งหลาย ซึ่งผลก็ออกมาแล้วว่าได้เพิ่มจากเดิมอีก 400 กิโลกรัมต่อไร่ จากเดิมที่ได้ 600 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,000 กิโลกรัมต่อไร่
ซีพีเอฟแก้ไขความไม่ถูกต้องตามศักยภาพที่ซีพีเอฟทำได้ แต่ในภาพใหญ่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ที่เริ่มตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ หรือให้เงินกู้ จึงจะทำให้เดินหน้าได้ครบวงจร
“SD Report ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนอยากทำ เขียนอย่างไรก็ได้ ต้องมี Third Party ที่มา Verified (ตรวจสอบ) ข้อมูลว่าเป็นข้อเท็จจริง มีการส่งตรวจทั้งในไซต์งานและในเอกสาร ข้อมูลที่เราได้ไปเก็บต้องถูกต้องชัดเจน และ
จริงทั้งหมด ถึงจะมาลงใน SD Report ได้”
ซีพีเอฟร่วมกับองค์กรระดับโลกพัฒนาความรู้เรื่องความยั่งยืนต่อเนื่อง และล่าสุด ได้ดำเนิน “โครงการปฏิรูประบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืนเพื่อสุขภาพที่ดี Food Reform for Sustainability and Health” (FReSH หรือ เฟรช) ที่สภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และมูลนิธิอีท หรือ EAT Foundation เป็นแกนนำ โดยตอนนี้กำลังคุยกันเรื่อง ทำอย่างไรให้เกิดความมั่นคงทางอาหารของโลก เชื่อมโยงเรื่องโภชนาการอาหารที่ดีในการผลิต กระบวนการที่ได้มาในส่วนของอาหาร และ Waste เพราะตอนนี้ขยะอาหารคือปัญหาของโลก ซึ่งขยะจากอาหารมีมีเทนที่สร้างผลกระทบต่อโลกมากกว่าคาร์บอนกว่า 20 เท่า
“การเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ เป็นประโยชน์ต่อการจัดการบริหารองค์กรของเรา อย่ามองว่าความยั่งยืนเป็นเรื่อง Cost แต่มันเป็นการลงทุนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการจัดการให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียของเรา และนำไปสู่การขยายผลในเชิงธุรกิจของเราได้อย่างมั่นคง
เรื่องของความยั่งยืน มันไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่าปีนี้ยั่งยืนแล้วพอ แต่บริบทหรือตัวแปรที่เปลี่ยนไป หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโลกที่เปลี่ยนไป จะเป็นโจทย์ใหม่ให้กับซีพีเอฟ ที่จะต้องตอบ เป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญและแก้ไข เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะอยู่อย่างมีความสุขบนโลกนี้ โดยในขณะเดียวกัน เราก็ต้องมีหน้าที่ปกป้องโลกด้วย
หน้า 28 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3370 วันที่ 31 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561
การเดินหน้าสู่ความยั่งยืนขององค์กร คือสิ่งใหม่ๆ ที่คนในองค์กรต้องเรียนรู้ การเกิดอุปสรรคปัญหาตลอดการดำเนินงาน ไม่ได้เกิดจากการไม่ได้รับความร่วมมือ หรือไม่สนับสนุนกัน แต่เกิดจากบางเรื่องที่เข้าใจยาก
ในประเด็นของความยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นของโลก ซึ่งยึดโยงกับประเด็นของสหประชาชาติ กับเป้าหมาย SDGs : Sustainable Development Goals 17 ข้อ ที่เน้นเรื่องของการขจัดความยากจน ความเหลื่อมลํ้า ความไม่ยุติธรรม และเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นมุมมองหรือวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับซีพีเอฟ ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นครัวของโลกที่ยั่งยืน โดยในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กับความยั่งยืน ซีพีเอฟยึด 3 เสาหลัก คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินนํ้าป่าคงอยู่ ซึ่งทั้ง 3 เสาหลักก็มี 6 เป้าหมาย ใน 6 เป้าหมายก็จะแบ่งเป็น 11 เป้าประสงค์
3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน จะมีเป้าประสงค์ชัดเจนทั้งหมด อาทิ 30% ของผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ มุ่งเน้นในเรื่องของสุขโภชนาการ การเข้าถึงการเรียนรู้ด้านการผลิตอาหารและการบริโภคที่ถูกหลักโภชนาการและความปลอดภัย ซึ่งตรงนี้มีโครงการที่เดินอยู่แล้ว คือ โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน โครงการ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต รวมทั้งการเข้าเยี่ยมชมโรงงานและให้ความรู้เรื่องโภชนาการแก่เยาวชน วางเป้าการเข้าถึงเยาวชนกว่า 3 แสนคนในปี 2020
หรือส่วนของซัพพลายเชนที่มีการพัฒนาทันที ด้วยเป้าหมายคือ 100% ของซัพพลายเชนกว่า 200 ราย ที่ต้องทำให้ได้ทั้งการประเมิน และ Audit ตรวจสอบ ตรวจประเมินการส่งวัตถุดิบ ซึ่งปี 2018 ตั้งเป้าทำให้ได้ 50% และอีก 2 ปีข้างหน้า ทำให้ได้ 100% โดยคู่ค้าของซีพีเอฟต้องเซ็นรับรู้นโยบาย 4 หลัก 4P (Product ผลิตภัณฑ์และบริการ, People แรงงาน, Process กระบวนการผลิต และ Performance การดำเนินงาน) ที่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืน วัตถุดิบต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่วนของรายที่ยังทำไม่ได้ ก็ต้องพัฒนาต่อ
เมื่อพูดถึงเรื่องวัตถุดิบ “วุฒิชัย” อธิบายถึงปัญหาการรับซื้อวัตถุดิบที่ถูกกระแสสังคมต่อต้านกับการรับซื้อข้าวโพด ว่า อดีตแหล่งที่มาของข้าวโพด 7 ล้านกว่าไร่ในเมืองไทย มีถูกกฎหมายอยู่แค่ครึ่งหนึ่ง ที่เหลือก็คือรุกป่า รุกเขา เรามีปัญหาที่น่านและเชียงใหม่ ซึ่งอดีตมีการรุกป่าเป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงวันนี้ไม่ได้แล้ว ซีพีเอฟไม่รับซื้อวัตถุดิบจากการบุกรุกป่า จึงเริ่มต้นกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้ได้วัตถุดิบที่ถูกต้อง มีเอกสารกำกับว่าพื้นที่ที่ใช้ปลูกมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง โดยมีเป้าในปี 2020 ทุกอย่างต้องถูกกฎหมาย 100%
ปัญหาที่น่านวันนี้ บริษัทลูกของซีพีเอฟ คือ BKP หรือ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) เข้าไปพัฒนาการทำเกษตรแบบยั่งยืน ในเรื่องการปลูกข้าวโพด ส่งเสริมเกษตรกรที่มีศักยภาพ และมีพื้นที่ที่ถูกต้อง ให้ปลูกข้าวโพดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้ผลตอบแทนที่มากขึ้นจากเดิม โดยเราเข้าไปให้ความรู้ทั้งหมด ทั้งการจัดการเรื่องดิน การเตรียมดิน การเตรียมพันธุ์ทั้งหลาย ซึ่งผลก็ออกมาแล้วว่าได้เพิ่มจากเดิมอีก 400 กิโลกรัมต่อไร่ จากเดิมที่ได้ 600 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,000 กิโลกรัมต่อไร่
ซีพีเอฟแก้ไขความไม่ถูกต้องตามศักยภาพที่ซีพีเอฟทำได้ แต่ในภาพใหญ่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ที่เริ่มตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ หรือให้เงินกู้ จึงจะทำให้เดินหน้าได้ครบวงจร
“SD Report ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนอยากทำ เขียนอย่างไรก็ได้ ต้องมี Third Party ที่มา Verified (ตรวจสอบ) ข้อมูลว่าเป็นข้อเท็จจริง มีการส่งตรวจทั้งในไซต์งานและในเอกสาร ข้อมูลที่เราได้ไปเก็บต้องถูกต้องชัดเจน และ
จริงทั้งหมด ถึงจะมาลงใน SD Report ได้”
ซีพีเอฟร่วมกับองค์กรระดับโลกพัฒนาความรู้เรื่องความยั่งยืนต่อเนื่อง และล่าสุด ได้ดำเนิน “โครงการปฏิรูประบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืนเพื่อสุขภาพที่ดี Food Reform for Sustainability and Health” (FReSH หรือ เฟรช) ที่สภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และมูลนิธิอีท หรือ EAT Foundation เป็นแกนนำ โดยตอนนี้กำลังคุยกันเรื่อง ทำอย่างไรให้เกิดความมั่นคงทางอาหารของโลก เชื่อมโยงเรื่องโภชนาการอาหารที่ดีในการผลิต กระบวนการที่ได้มาในส่วนของอาหาร และ Waste เพราะตอนนี้ขยะอาหารคือปัญหาของโลก ซึ่งขยะจากอาหารมีมีเทนที่สร้างผลกระทบต่อโลกมากกว่าคาร์บอนกว่า 20 เท่า
“การเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ เป็นประโยชน์ต่อการจัดการบริหารองค์กรของเรา อย่ามองว่าความยั่งยืนเป็นเรื่อง Cost แต่มันเป็นการลงทุนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการจัดการให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียของเรา และนำไปสู่การขยายผลในเชิงธุรกิจของเราได้อย่างมั่นคง
เรื่องของความยั่งยืน มันไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่าปีนี้ยั่งยืนแล้วพอ แต่บริบทหรือตัวแปรที่เปลี่ยนไป หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโลกที่เปลี่ยนไป จะเป็นโจทย์ใหม่ให้กับซีพีเอฟ ที่จะต้องตอบ เป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญและแก้ไข เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะอยู่อย่างมีความสุขบนโลกนี้ โดยในขณะเดียวกัน เราก็ต้องมีหน้าที่ปกป้องโลกด้วย
หน้า 28 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3370 วันที่ 31 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561






