
ทางออกนอกตำรา : ‘ลุงตู่’ รีบชักดาบ ออกมาสกัด ‘นายทุนปล่อยกู้โหด’
อุตส่าห์ทำคลอด พ.ร.บ. ทวงถามหนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม มาบังคับใช้ ใครฝ่าฝืน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับแต่สุดท้ายยังมีการทวงหนี้โหด คิดค่าทวงถามหนี้ อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ประกาศใช้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 โดยห้ามคิดอัตราดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 หากกระทำความผิด โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท แต่กลับมีการคิดดอกเบี้ยเกินแทบทั้งสิ้น โดยที่ไม่มีใครเข้าไปดำเนินการ
มีแต่ พ.ร.บ.เกี่ยวกับธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์แก่บุคคลทั่วไป มาควบคุมสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ให้เปลี่ยนวิธีคิดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราดอกเบี้ยคงที่ มาเป็นการคิดดอกเบี้ยลดต้นลดดอกเท่านั้น ที่ถือว่าสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติ
มาถึงตอนนี้ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังกำลังทำประชาพิจารณ์เพื่อยกร่าง พ.ร.บ.การกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน เพื่อควบคุมผู้ประกอบธุรกิจผู้ให้สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อทะเบียนรถ ผู้ให้บริการทางการเงินประเภทให้เช่าซื้อ ให้เช่าแบบลีสซิ่ง และแฟกตอริง
เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะประชากรในประเทศนี้ 66-67 ล้านคน มี 1.6 ล้านคน ที่มีเงินฝากในบัญชีอยู่ 1 ล้านบาท มีคนอีก 5-7 แสนคน ที่มีบัญชีเงินฝากเหลือก้นถุงไว้ 5 แสนบาท ที่เหลือมีเงินในบัญชีหลักพันถึงหมื่นบาท
สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพบว่า ปี 2561 ครัวเรือนเกษตรไทยมีรายได้เงินสดในการเกษตรเฉลี่ย 164,614 บาทต่อครัวเรือน มีรายได้เงินสดนอกการเกษตร 153,500 บาทต่อครัวเรือน แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว มีเงินสดคงเหลือก่อนจ่ายหนี้แค่ 71,443 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่ครัวเรือนไทยมีหนี้สินเฉลี่ย 123,454 บาทต่อครัวเรือน
พ.ร.บ.การกำกับดูแลผู้ให้บริการ ทางการเงินฉบับนี้เขาคุมอะไรครับ เขาคุม ผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อรายย่อย ระดับจังหวัด ผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อที่มีหลักประกัน หรือผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่ออื่นตามที่กำหนด แต่ไม่รวมถึงสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
คุมบุคคลที่ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อ ให้เช่าแบบลีสซิ่ง และแฟกตอริงที่เป็นทางการค้าปกติ หรือผู้ประกอบธุรกิจที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่ออื่น
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ มีไม่กี่มาตราครับ แต่ถือว่าเป็นคุณกับ “ผู้กู้” เพราะคุม “ผู้ปล่อยกู้” ให้ดำเนินการทางธุรกิจที่เป็นธรรม “ไม่ขูดเลือดกับปู ไม่ให้ใครหน้าไหนมาทำนาบนหลังคน”
มาตรา 43 กำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงินที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการทางการเงินภายใน 30 วันนับแต่มีการประกอบธุรกิจ
มาตรา 46 การกำหนดอัตราดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นของผู้ให้บริการทางการเงิน ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด แปลง่ายๆว่า จะมีการออกประกาศของกระทรวงการคลังออกมาว่า อัตราดอกเบี้ยเป็นเท่าใด ค่าปรับไม่เกินไหน ค่าต๋งเป็นอย่างไร
มาตรา 48 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์และหนี้สินของผู้ให้บริการทางการเงิน ตลอดจนลูกหนี้ ให้รวมถึงการสั่งให้กรรมการ พนักงานหรือลูกจ้างของผู้ให้บริการทางการเงิน ผู้สอบบัญชีของผู้ให้บริการทางการเงิน และผู้ประมวลข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มาให้ถ้อยคำ ส่งข้อมูลเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์และหนี้สินได้
เข้าไปตรวจสอบในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการประกอบธุรกิจฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ หรือมีหลักฐานหรือเอกสารที่เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย สามารถ ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เอกสารหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือดำเนินคดี
มาตรา 56 กรณีที่เห็นว่าผู้ให้บริการทางการเงินใดมีฐานะหรือการดำเนินงานที่อาจเกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ประชาชน ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้ให้บริการทางการเงินแก้ไขให้ถูกต้อง หากไม่แก้ไขหรือไม่สามารถแก้ไขได้ ให้รัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้
มาตรา 64 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 45 ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 3 แสนบาท
มาตรา 72 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดของนิติบุคคล ถ้าเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ ให้ผู้นั้นต้องรับโทษในความผิดด้วย
นี่คือกฎหมายที่กำลังออกมาควบคุมสินเชื่อที่กำลังฮอตฮิตติดลมบนกับการปล่อยกู้รายย่อยแบบกินดอกเบี้ยรายเดือน ตั้งบริษัทมาไม่เกิน 5 ปี เจ้าของธุรกิจนี้ 3-5 คน ติดอันดับมหาเศรษฐีในพริบตาจากการทำนาบนหลังคนจน...
กฎหมายแบบนี้ถือว่าเข้มมาก มาตรฐานเหมือนกันเด๊ะกับพ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน ที่ให้อำนาจคณะกรรมการเข้าไปควบคุมกิจการได้ สั่งปลด สั่งเอาผิดผู้บริหาร คณะกรรมการบริษัทได้ แต่กฎหมายจะเข้มแค่ไหนก็ไร้ปัญญา หากการบังคับใช้ไร้ประสิทธิภาพ
จริงมั้ยพี่น้องไทย.......
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา|โดย...บากบั่น บุญเลิศ |หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3368 ระหว่างวันที่ 24-26 พ.ค.2561






