
สิ่งทอเมียนมามีสิทธิ์รุ่ง ยุโรปช่วยติวเข้มโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปหม่อง
สหภาพยุโรปหนุนอุตสาหกรรมสิ่งทอเมียนมาเต็มสูบ ส่งทีมที่ปรึกษาประกบโรงงานท้องถิ่นยกมาตรฐานการผลิตภายใต้โครงการ ‘สมาร์ทเมียนมา’ พร้อมพาไปออกงานแฟร์ในยุโรป เผยส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปมีสิทธิ์โต 300 % ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากน้ำมันและก๊าซ
นายโรแลนด์ โคเบีย (Roland Kobia) เอกอัครราชฑูตสหภาพยุโรปประจำเมียนมา ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ออนไลน์เมียนมาอีเลฟเว่น ว่า สหภาพยุโรปสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปในเมียนมาอย่างเต็มที่ภายใต้โครงการสมาร์ทเมียนมา โดยเล็งเห็นประโยชน์ 2 ประการคือ การทำให้เมียนมามีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากการส่งออกและการทำให้สิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในเมียนมา
นายโคเบีย ระบุว่าโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐานและมีระบบการผลิตที่ยั่งยืนซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะช่วยเพิ่มงานและสร้างคุณภาพที่ดีขึ้นให้แก่ชาวเมียนมาทำให้เสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งของประเทศ
นางซีโมน เลห์มานน์ (Simone Lehmann) ผู้อำนวยการโครงการสมาร์ทเมียนมากล่าวว่า เสื้อผ้าสำเร็จรูปกลายเป็นสินค้าส่งออกทำเงินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเวลาไม่ถึง 2 ปีและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องโดยคาดว่าอัตราการขยายตัวใน 3 ปีจากนี้น่าจะ สูงกว่า 300 % โดยเฉพาะประเทศเยอรมันประเทศเดียวการส่งออกจะเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวภายใน 5 ปีทำให้น่าเชื่อได้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะทำเงินตราต่างประเทศให้กับเมียนมาเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำมันและก๊าซ
นางเทต ซู ซิน วิน ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัทเมเปิ้ลเทรดดิ้งฯ ซึ่งมีพนักงาน 800 คน กล่าวว่าการเข้าร่วมโครงการของสหภาพฯ เป็นประโยชน์ต่อบริษัทมากโดยบริษัทเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2556 ทำให้ได้ออร์เดอร์จากประเทศเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศสและเกาหลีใต้
เมียนมาอีเลฟเว่นระบุว่าในช่วง 3 ปีที่ เมเปิ้ลเทรดดิ้งเข้าร่วมโครงการ ผู้เชี่ยวชาญจากยุโรป ได้เดินทางมาที่โรงงาน 12 ครั้งเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารโรงงานและพนักงาน ถึงวิธีการปรับปรุงการผลิตและสภาพแวดล้อมพร้อมกับให้ความรู้ในเรื่องแนวปฏิบัติเกี่ยวกับนโยบายการปกป้องคุ้มครองเด็ก การประหยัดพลังงาน มาตรฐานความปลอดภัย การบริหารทรัพยากรบุคคล
อีกบริษัทหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการสมาร์ทเมียนมาคือ เมียนมาซินเนอร์จีการ์เม้นต์ ซึ่งหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว สามารถส่งสินค้าออกไปขายประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ โดยผู้บริหารบริษัทให้สัมภาษณ์ว่าได้เดินทางไปศึกษาตลาดที่ยุโรปภายในโครงการทำให้เรียนรู้ถึงมาตรฐานและความต้องการของตลาดอย่างลึกซึ้ง
เมียนมาอีเลฟเว่น ระบุว่า โครงการสมาร์ทเมียนมา ของสหภาพยุโรปขณะนี้กำลังเข้าสู่เฟสที่ 2 มีระยะ 4 ปี โดยในเฟสแรกซึ่งมี ระยะ 3 ปีมีรายงานว่าโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปกว่า 12 โรงงาน ที่เข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มการจ้างงานสำหรับแรงงานหญิงได้ถึง 300,000 คน
สำหรับโครงการในเฟสที่ 2 นี้ จะใช้เงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป 4.8 ล้านยูโร (ประมาณ 187 ล้านบาท) สำหรับการอบรมและให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญจากยุโรป รวมทั้งการนำผู้บริหารโรงงานจากเมียนมาเดินทางไปศึกษาตลาดและแสดงสินค้าในยุโรป
เมียนมาอีเลฟเว่นระบุว่าความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปในเฟสที่ 2 ของโครงการ สมาร์ทเมียนมาจะเน้นในเรื่องการผลิตแบบยั่งยืน ความโปร่งใสในการจัดหาวัตถุดิบ และย้ำในเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลและการให้ความสำคัญต่อสังคมต่อเนื่องจากเฟสที่ 1
นายมิน โซ (Myint Soe) นายกสมาคมอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปเมียนมา กล่าวว่าโครงการสมาร์ทเมียนมา เป็นประโยชน์มากเนื่องจากเป็นการให้ความรู้ในด้านการเพิ่มผลผลิตและการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้เกิดการเพิ่มการผลิตสำหรับส่งออกไปตลาดยุโรป
เมียนมาอีเลฟเว่น ระบุว่า การขยายการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปตลาดประชาคมยุโรปมีโอกาสที่ดีเนื่องจากเมียนมาได้สิทธิ์จีเอสพีจากประชาคมฯ ในพิกัดสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูป
นายมิน โซ กล่าวว่า “โครงการสมาร์ทเมียนมา เป็นการให้ความรู้และอบรมไม่เฉพาะนายจ้าง แต่ยังให้ความรู้แก่ฝ่ายบริหาร หัวหน้างานและคนงานในเวลาเดียวกันในเรื่องของแนวปฏิบัติการทำงาน ทำให้นายจ้างได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำงานภายใต้กฎหมายแรงงาน ซึ่งปรากฏว่าโรงงานที่ร่วมโครงการไม่มีปัญหาเรื่องการประท้วงหยุดงานของแรงงานเลย”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,126 วันที่ 28 - 30 มกราคม พ.ศ. 2559
นายโรแลนด์ โคเบีย (Roland Kobia) เอกอัครราชฑูตสหภาพยุโรปประจำเมียนมา ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ออนไลน์เมียนมาอีเลฟเว่น ว่า สหภาพยุโรปสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปในเมียนมาอย่างเต็มที่ภายใต้โครงการสมาร์ทเมียนมา โดยเล็งเห็นประโยชน์ 2 ประการคือ การทำให้เมียนมามีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากการส่งออกและการทำให้สิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในเมียนมา
นายโคเบีย ระบุว่าโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐานและมีระบบการผลิตที่ยั่งยืนซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะช่วยเพิ่มงานและสร้างคุณภาพที่ดีขึ้นให้แก่ชาวเมียนมาทำให้เสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งของประเทศ
นางซีโมน เลห์มานน์ (Simone Lehmann) ผู้อำนวยการโครงการสมาร์ทเมียนมากล่าวว่า เสื้อผ้าสำเร็จรูปกลายเป็นสินค้าส่งออกทำเงินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเวลาไม่ถึง 2 ปีและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องโดยคาดว่าอัตราการขยายตัวใน 3 ปีจากนี้น่าจะ สูงกว่า 300 % โดยเฉพาะประเทศเยอรมันประเทศเดียวการส่งออกจะเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวภายใน 5 ปีทำให้น่าเชื่อได้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะทำเงินตราต่างประเทศให้กับเมียนมาเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำมันและก๊าซ
นางเทต ซู ซิน วิน ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัทเมเปิ้ลเทรดดิ้งฯ ซึ่งมีพนักงาน 800 คน กล่าวว่าการเข้าร่วมโครงการของสหภาพฯ เป็นประโยชน์ต่อบริษัทมากโดยบริษัทเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2556 ทำให้ได้ออร์เดอร์จากประเทศเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศสและเกาหลีใต้
เมียนมาอีเลฟเว่นระบุว่าในช่วง 3 ปีที่ เมเปิ้ลเทรดดิ้งเข้าร่วมโครงการ ผู้เชี่ยวชาญจากยุโรป ได้เดินทางมาที่โรงงาน 12 ครั้งเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารโรงงานและพนักงาน ถึงวิธีการปรับปรุงการผลิตและสภาพแวดล้อมพร้อมกับให้ความรู้ในเรื่องแนวปฏิบัติเกี่ยวกับนโยบายการปกป้องคุ้มครองเด็ก การประหยัดพลังงาน มาตรฐานความปลอดภัย การบริหารทรัพยากรบุคคล
อีกบริษัทหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการสมาร์ทเมียนมาคือ เมียนมาซินเนอร์จีการ์เม้นต์ ซึ่งหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว สามารถส่งสินค้าออกไปขายประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ โดยผู้บริหารบริษัทให้สัมภาษณ์ว่าได้เดินทางไปศึกษาตลาดที่ยุโรปภายในโครงการทำให้เรียนรู้ถึงมาตรฐานและความต้องการของตลาดอย่างลึกซึ้ง
เมียนมาอีเลฟเว่น ระบุว่า โครงการสมาร์ทเมียนมา ของสหภาพยุโรปขณะนี้กำลังเข้าสู่เฟสที่ 2 มีระยะ 4 ปี โดยในเฟสแรกซึ่งมี ระยะ 3 ปีมีรายงานว่าโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปกว่า 12 โรงงาน ที่เข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มการจ้างงานสำหรับแรงงานหญิงได้ถึง 300,000 คน
สำหรับโครงการในเฟสที่ 2 นี้ จะใช้เงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป 4.8 ล้านยูโร (ประมาณ 187 ล้านบาท) สำหรับการอบรมและให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญจากยุโรป รวมทั้งการนำผู้บริหารโรงงานจากเมียนมาเดินทางไปศึกษาตลาดและแสดงสินค้าในยุโรป
เมียนมาอีเลฟเว่นระบุว่าความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปในเฟสที่ 2 ของโครงการ สมาร์ทเมียนมาจะเน้นในเรื่องการผลิตแบบยั่งยืน ความโปร่งใสในการจัดหาวัตถุดิบ และย้ำในเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลและการให้ความสำคัญต่อสังคมต่อเนื่องจากเฟสที่ 1
นายมิน โซ (Myint Soe) นายกสมาคมอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปเมียนมา กล่าวว่าโครงการสมาร์ทเมียนมา เป็นประโยชน์มากเนื่องจากเป็นการให้ความรู้ในด้านการเพิ่มผลผลิตและการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้เกิดการเพิ่มการผลิตสำหรับส่งออกไปตลาดยุโรป
เมียนมาอีเลฟเว่น ระบุว่า การขยายการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปตลาดประชาคมยุโรปมีโอกาสที่ดีเนื่องจากเมียนมาได้สิทธิ์จีเอสพีจากประชาคมฯ ในพิกัดสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูป
นายมิน โซ กล่าวว่า “โครงการสมาร์ทเมียนมา เป็นการให้ความรู้และอบรมไม่เฉพาะนายจ้าง แต่ยังให้ความรู้แก่ฝ่ายบริหาร หัวหน้างานและคนงานในเวลาเดียวกันในเรื่องของแนวปฏิบัติการทำงาน ทำให้นายจ้างได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำงานภายใต้กฎหมายแรงงาน ซึ่งปรากฏว่าโรงงานที่ร่วมโครงการไม่มีปัญหาเรื่องการประท้วงหยุดงานของแรงงานเลย”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,126 วันที่ 28 - 30 มกราคม พ.ศ. 2559






