
ปรากฏการณ์ “หนีห่าว”
เรื่องนี้เป็นที่วิพากวิจาร์ณ กันสนั่นเมือง(จีน) และคนจีนยังออกมาทำคลิปล้อเลียน กันอย่างสนุกสนาน หลากหลายเว่อร์ชัน ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาขำ ๆ ของสังคมออนไลน์ แต่คนไทยดูแล้ว ขำไม่ออก ทั้งเจ็บ-ทั้งอาย ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ตรงไหน หลายฝ่ายไม่สบายใจนัก
ถามว่าผู้หญิงคนนี้ผิดไหม ? ตอบเลยว่า“ไม่ผิดกม.” แต่ไม่เหมาะสม ยิ่งออกมาโพสต์ข้อความแก้ต่างก็ยิ่งรับไม่ได้ เพราะการมาทำงานมีค่าจ้างตอบแทน ไม่ได้ทำฟรี ๆ และก็ต้องรู้ว่าหน้าที่คืออะไร ? การทำงานบริการ ต้องมีใจไม่ใช่ศักดิ์แต่ทำให้เสร็จ อันนี้คือสามัญสำนึกที่เข้าใจกันทั่วไป
กรณีนี้ เธอบอกว่า วัน ๆหนึ่งต้องรับทัวร์จีนถึง 2 พันคน ก็น่าเห็นใจคงทั้งร้อนและเหนื่อย แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้อง คิดให้ได้ว่า หน้าที่เธอนั้นมีความสำคัญมากแค่ไหน สนามบินคือประตูของประเทศ เป็นแดนแรกที่อ้าวแขนรับอาคันตุกะต่างชาติ ก้าวแรกที่เหยียบเข้าผืนแผ่นดินไทย จะประทับใจหรือไม่ตรงนี้ อีกทั้งภาพที่ปรากฏในสังคมออนไลน์กลับต่างจากสโลแกนคำว่า “แลนด์ออฟสมายด์” อย่างสิ้นเชิง
อย่าเอาแค่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากภาพถ่ายที่นักท่องเที่ยวซื้อ อาจจะเพราะความรำคาญ มาเสี่ยงกับชื่อเสียงประเทศ ยิ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวบ้านเราช่วงหลังพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ปีที่แล้วคนจีนมาเที่ยวเมืองไทย 9.8 ล้านคน ปีนี้ก็คาดว่าจะเกิน 10 ล้านคน ปัญหาทัวร์จีนที่ผ่านมาก็ไล่แก้กันไม่จบ ไม่สิ้นไม่ว่าจะเป็น นอร์มินี หลอกลวงนักท่องเที่ยว ความปลอดภัย ไกด์ผี สาระยายกันไม่จบ ปราบกันไม่สิ้น
จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ เพราะจาก “น้ำผึ้งหยดเดียว” อาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระดับประเทศเพราะยุคนี้สื่อโซเชียลมาเร็วและแรง ขนาดทุเรียนยังถูกจองหมด 8 หมื่นลูกใน1นาที ก็มีให้เห็นมาแล้ว
ฉะนั้นอย่าประมาท โลกนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ ?
.........................
รายงาน ปรากฏการณ์ “หนีห่าว” | โดย..พริงกะเหรี่ยง | หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ






