
ทางออกนอกตำรา : “ทรู-เอไอเอส” เป็นใคร ทำไมคิดค่าปรับ 1.5%
ครั้นพอวันที่ 24 เมษายน 2561 เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้ากรณีใช้คำสั่งมาตรา 44 เพื่อช่วยเหลือการประมูลคลื่นความถี่โทรคมนาคม และการประมูลทีวีดิจิตอลว่า ได้มีการหารือพูดคุยกันว่าจะมีมาตรการอย่างไร ที่เหมาะสมออกมาที่จะดูแลในเรื่องนี้ โดยตรงแยกออกเป็น 2 ประเด็น อันแรกคือทีวีดิจิตอล อันที่ 2 คือคลื่นความถี่ ซึ่งจะต้องดูบริบทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเดือดร้อน ความพร้อมไม่พร้อมของระบบต่างๆ มันต้องมาหาวิธีการแก้ไข
ด้วยเหตุนี้ ผมขอยืนยันตรงนี้ว่า การผลักดันให้คสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 ไปขยายเวลาการชำระค่าประมูล 1 แสนล้านบาทเศษ และให้คิดดอกเบี้ยที่ตํ่าเตี้ยชนิดที่คนเดินดินกินข้าวแกงไม่เคยได้รับแค่ 1.5% นี้ ยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพ “คุณสมชาย” เด็ดขาดเพราะถึงขณะนี้ “ปฏิบัติการล็อบบี้รัฐบาล” กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม
แว่วจาก “ซอยสายลมทะลุค่ายทหาร” ย่าน ร.1 รอ. ริมวิภาวดีรังสิตว่า “ผู้ใหญ่ค่ายมือถือ 2 ราย เสนอให้ขยายเวลาในการชำระออกไปแค่ 3 ปี ให้คิดดอกเบี้ยได้ 2%” นัยว่าเพื่อลดแรงเสียดทาน...
เขาจึงปรับขึ้นมาให้ที่ 2% เป็นเวลา 3 ปี เพื่อที่จะเข้าร่วมประมูลคลื่น 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ครั้งใหม่ได้...555
ผมเห็นว่าเรื่องนี้รัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร มิใช่ปล่อยให้มีการระแวงและเกิดข้อครหาว่า กำลัง “ตกปลาในบ่อใหญ่ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงคนในช่วงเลือกตั้ง”
โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้งหรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่า การกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่งหรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”
จะเห็นว่า อำนาจ ม.44 นั้น ไม่ได้ให้อำนาจ คสช.ไว้ในการขยายระยะเวลาการจ่ายค่างวดประมูลคลื่นมือถือเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะถึงเอกชนไม่จ่ายเงินก็ไม่บ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศ และรัฐบาลสามารถคิดค่าปรับจากการเบี้ยวค่างวดได้ แถมที่ผ่านมาเอกชน 2 ราย ยังทำกำไร มีเงินปันผลคืนให้ผู้ถือหุ้นกันอย่างอู้ฟู่ในปี 2560 เป็นเครื่องยืนยัน
อีกทั้งข้อเสนอที่คิดดอกเบี้ยแค่ 1.5-2% นั้นต้องถือว่าไม่เคยมีปรากฏว่า จะมีเอกชนรายใดในประเทศไทยได้รับมาก่อนนอกจากผู้ประกอบการดิจิตอลที่ขาดทุนยับจากการทำงานไม่เป็นของ “กสทช.”
อ้อเกือบลืมไป มีกรณีของแบงก์กู้ที่ยืมเงินกันและคิดดอกเบี้ยแค่ 1.5% ในตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อาร์พี) แต่ต้องเสนอซื้อหรือขายพันธบัตร ไม่ตํ่ากว่า 300 ล้านบาทต่อรายการ และต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเสนอซื้อและขายตราสารหนี้ในตลาดซื้อคืน แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ร้อยละ 0.06 จากยอดซื้อขาย
อ้อเกือบลืมไปอีกกลุ่มที่ได้รับดอกเบี้ยตํ่าขนาดนี้ เป็นผู้ประกอบการ SMEs ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่รัฐบาลลุงตู่พล.อ.ประยุทธ์ นี่แหละจัดสินเชื่อที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เป็นพิเศษ ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล วงเงิน 1,000 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยเพียง 1.5%
แม้แต่ผู้ประกอบการที่จนในพริบตาจากอุทกภัย รัฐบาลยังจัดเงินให้ 5,000 ล้านบาท แต่คิดดอกเบี้ย 3% แล้วยักษ์ใหญ่มือถือ 2 ราย ทั้ง “เอไอเอส-ทรู” นี่เป็นใคร ทำไมจะเบี้ยวค่างวดที่ชนะการประมูลแล้วรัฐบาลจะเข้าไปช่วย และคิดค่าปรับตํ่าแสนตํ่า1.5-2%
ขณะที่ผู้ใช้มือถือหากค้างชำระหนี้ค่างวดเขาคิดดอกเบี้ยแสนแพง แถมยังตัดสัญญาณเข้าให้อีก
ไม่เชื่อท่านนายกฯลุงตู่ รองนายกฯ ลุงป้อม ยัน ผบ.ทบ.ลองค้างค่างวดจ่ายมือถือสิ...ท่านจะรู้ว่าเป็นอย่างไร
..............................
คอลัมน์ | ทางออกนอกตำรา หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3363 ระหว่าง วันที่ 6-9 พ.ค.2561
[caption id="attachment_278956" align="aligncenter" width="503"]
[caption id="attachment_278957" align="aligncenter" width="503"]
[caption id="attachment_278958" align="aligncenter" width="503"]






