
ผวา‘น้ำมันดิ่ง’ถ่วงเศรษฐกิจซบยาว2ปี
นํ้ามันร่วงป่วนเศรษฐกิจไทย “หม่อมอุ๋ย” ชี้ปัจจัยหลักทำหดตัวไปทั้งโลก แนะประคองตัวรอกระแสลงทุน “อุตสาหกรรมใหม่” เกิดผลนักวิเคราะห์สแตนดาร์ดฯเชื่อครึ่งปีหลังนํ้ามันเริ่มปรับสู่สมดุล “บุญทักษ์-อาทิตย์” มองบวกไทยมีช่องรอด แต่ต้องระวัง ธปท.รับระวังเพิ่มบริหารเสถียรภาพการเงิน บิ๊กบอสโตโยต้าบอก 2 ปี ตลาดรถถึงฟื้น รัฐเร่ง“เพิ่มงบ-ปั้นส่งออก” พาณิชย์เผยข่าวดีสินค้าปรับลดราคาตามต้นทุนที่ลดลงแล้ว
ราคาน้ำมันที่ดิ่งโลกลงไปอยู่ระดับต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และแกว่งตัวในแดนต่ำตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระตุกความกังวลว่าจะฉุดกำลังซื้อทั่วโลกทรุดลงอีก กระทบต่อความพยายามฟื้นเศรษฐกิจไทย นักบริหารเศรษฐกิจ-ธุรกิจแนะประคองตัว ระมัดระวังเตรียมรับมือปัจจัยลบตา หวังตลาดน้ำมันจะปรับตัวเข้าสู่สมดุลในครึ่งปีหลัง แต่ภาพรวมไทยจะฟื้นตัวชัดต้องรออีก 2 ปีข้างหน้า
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์พิเศษ"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจภาพรวมว่า ปัจจัยน้ำมันเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุด และนำไปสู่ปัจจัยอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ เห็นได้จากราคาน้ำมันที่เคยอยู่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลงมาอยู่ที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แปลว่าประเทศที่ส่งออกน้ำมันที่เป็น Big Spender มีเงินใช้จากการส่งออกเหลือครึ่งเดียว การใช้จ่ายของโลกลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ปีนี้ราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ 34 -36 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันเป็นสาเหตุทั้งหมด ส่วนปัจจัยจีนเป็นเรื่องที่เข้ามาซ้ำ
" แปลว่าทั้งโลกซึ่งปริมาณของไม่ได้หดตัวเท่าไร แต่ราคาของหดตัว มันเป็นโลกที่หดตัวจริงๆ หน้าที่ของทุกประเทศคือยืนให้อยู่ วิธีที่จะยืนให้อยู่คือ ดูของตัวเองว่าอย่าผลิตอะไรเพิ่ม ถ้าผลิตอะไรเพิ่มก็เหลือเป็นสต็อก ลงทุนเพิ่มก็ไม่ได้ ลงทุนของเก่าเพิ่มก็เป็นเอ็นพีแอล เพราะมันไม่มีออร์เดอร์ ต้องยืนระยะให้อยู่ ยืนให้อยู่ ยืนไปก่อน 2-3 ปี "
ครึ่งปีหลังเริ่มปรับเข้าสมดุล
ด้านนางสาวปริยา บาลฉันทานี นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน บมจ.ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประเทศไทย ระบุว่า ราคาน้ำมันตกต่ำลงจากความกลัวของตลาดเรื่องโอเวอร์ซัพพลาย แต่เชื่อว่าครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นการปรับสมดุลของซัพพลายส่วนเกิน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการบริโภคของจีน ที่ไม่ได้ปรับตัวแย่ลงกว่าปีก่อน โดยเศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตในระดับ 6.5-7 % รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่เริ่มลดกำลังการผลิตลง ทำให้ความต้องการที่เรียกว่า Non-OPEC Supply น้อยลงกว่าเดิม มีผลช่วยดึงราคาน้ำมันขึ้นโดยตรง (อ่านรายละเอียดประกอบข่าว หน้า 11)
แนะเกาะติดไทยค่อยฟื้น
ด้านนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจปี 2559 ขยายตัวดีขึ้นจาก 2.7% ของปีก่อน เป็น 3.5 % ผ่านจุดต่ำสุดแล้วเมื่อไตรมาส 2 ปีที่แล้วและเริ่มฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง ถือเป็นปีที่ตั้งต้นการลงทุนภาครัฐ รวมถึงมาตรการกระตุ้นหลายตัว มีอานิสงส์ต่อการเติบโต ฟื้นความเชื่อมั่น ทำให้การบริโภคปรับตัวดีขึ้น
แต่ยังมีปัจจัยหน่วงจากรายได้เกษตรกรอยู่ในระดับต่ำ การส่งออกจะกลับมาขยายตัวเล็กน้อย ตามการฟื้นของเศรษฐกิจคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แต่ยังมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของจีน และความไม่แน่นอนของราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ความผันผวนนี้ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน แต่ถือว่าไทยยังโชคดีที่ทางการเงินแข็งแกร่ง โดยเฉพาะทุนสำรองระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง สัดส่วนการออมสูงกว่าเงินลงทุน เปิดโอกาสให้เริ่มต้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น แม้การทำธุรกิจจะดีขึ้น แต่ไม่ควรประมาท
เช่นเดียวกันนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่และรองประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจัยลบนอกประเทศโดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่ซึมลง ๆ น่ากลัว ถ้าจีนลดกำลังการผลิตขณะยังมีปัญหาหนี้ในระบบ จะกระทบภาคเอกชนที่มีภาระหนี้นั้นอยู่ ว่าจะทนรับได้แค่ไหน เมื่อยอดขายลดขณะภาระหนี้ยังเท่าเดิม มีโอกาสไหลเป็นหนี้เสีย ขณะเดียวกันปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มีผลต่อราคาน้ำมันและต่อเนื่องสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาอ่อนตัวต่อเนื่อง ขณะดีมานด์โลกอ่อนแอ ทั้ง 2 ตัวมีผลกระทบและเป็นความเสี่ยงของไทย ถ้าภาครัฐดันการลงทุนที่จั่วไว้หลายปีให้เดินหน้าไม่ได้
อย่างไรก็ตามไทยมีปัจจัยพื้นฐานเป็นเกราะคุ้มกัน "โดยส่วนตัวมองว่าเศรษฐกิจไทยมีความหวัง เป็นปีเข้าด้ายเข้าเข็ม ที่ทุกอย่างงวดเข้ามา รัฐบาลมีเวลาทำงานเหลือปีเดียว ตระหนักสูงในการทำให้เกิดเสถียรภาพ มองว่าจีดีพีจะโตได้ที่ 3-3.5 % และรัฐบาลมีโอกาสจะผลักดันโครงการลงทุนหลายเรื่องที่รอแค่การตัดสินใจ"
ระวังบริหารเสถียรภาพการเงิน
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ที่จัดทำปีละครั้งเผยแพร่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาชี้ว่า ความล่าช้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลเศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างช้า ๆ กระทบรายได้และความสามารถชำระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจบางส่วน ทำให้ฐานะทางการเงินของภาคเอกชน และคุณภาพสินเชื่อของภาคสถาบันการเงินด้อยลง ขณะที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาผลประโยชน์ตอบแทน และรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทั้งในตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจเกิดการสะสมความเปราะบาง ทำให้ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2558 มีมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้า
สำหรับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจนนัก แต่ควรติดตามและเตรียมความพร้อมรับมือ กับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป และอาจเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ได้แก่การขยายตัวของผู้ให้บริการทางการเงินที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยมากขึ้น จากความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ และความเสี่ยงจากการพัฒนาของเทคโนโลยีทางการเงิน ต่อผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ ผู้กำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้เท่าทันกับพัฒนาการที่เกิดขึ้น
ลดล็อตสองสินค้า 9 รายการ
อีกด้านน้ำมันราคาต่ำทำให้ต้นทุนสินค้าลดลง นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากภาวะราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่อง และมีผลต่อค่าขนส่งลดลงได้ประมาณ 14 % ของต้นทุนราคาสินค้าในท้องตลาด ดังนั้น เมื่อปีที่แล้วผู้ประกอบการได้ปรับลดราคาสินค้ามาแล้วหนึ่งรอบ จำนวน 274 รายการ ใน 21 หมวดสินค้า ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน และตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนราคาสินค้ากับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลต่ำกว่า 20 บาทต่อลิตรแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการใน 9 รายการ ยื่นขอปรับลดราคาลงโดยมีผลทันที ได้แก่ นมผงคาร์เนชันลดลง 12-14%, นมผงตราหมีลดลง 10-13%, ปลากระป๋องลดลง 25%, ข้าวหอมมะลิตราข้าวแสนดีลดลง 16% ตราฉัตรลดลง 8-17% ตรามาบุญครองลดลง 21% สินค้าในกลุ่มก่อสร้าง ได้แก่ ปูนซีเมนต์ลดลง 5%, สายไฟฟ้าลดลง 1-2%, เหล็กลดลง 20-21% เป็นต้น ส่วนน้ำปลาตราปลาหมึกจะแจ้งการลดราคามายังกรมสัปดาห์หน้า ขณะที่กลุ่มสินค้าอื่นๆ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยังไม่ได้ลดราคา
ทั้งนี้ การปรับลดราคาสินค้าในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่สอง หลังจากราคาน้ำมันดีเซลได้ทยอยลดราคาลงตั้งแต่ปีที่แล้ว
โตโยต้าชี้ตลาดรถรอ 2ปี
ขณะที่ผู้ประกอบการใหญ่เห็นพ้องตลาดรอฟื้นอีก 2 ปี โดยนายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประเมินว่า ตลาดรถยนต์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง จากปี 2558 ที่มียอดขายในประเทศรวม 7.9 แสนคัน หดตัว 9.3 % ในปี 2559 ยอดขายรถยนต์รวมในประเทศ จะลดลงอีกประมาณ 10 % หรือมียอดขายอยู่ที่ 7.2 แสนคัน
เนื่องจากยอดขายส่วนหนึ่งที่ควรเกิดในปี 2559 ถูกเร่งให้ตัดสินใจซื้อไปก่อนในไตรมาสสุดท้ายปี 2558 หนีการปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ที่จะมีผลตั้งแต่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศไม่อำนวย กำลังซื้อยังมีจำกัด และเศรษฐกิจโลกผันผวน ทำให้ธุรกิจและภาคครัวเรือนระมัดระวังการลงทุนและการใช้จ่าย
อย่างไรก็ตามนายทานาดะคาด ตลาดจะกลับมาฟื้นในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัว และผู้เคยใช้สิทธิซื้อรถยนต์คันแรก จะสามารถขายและเปลี่ยนรถได้ ประกอบกับจะมีรถอีโคคาร์เฟส 2 ออกตลาด โดยคาดจะมียอดขายในประเทศรวมในระดับ 9 แสน- 1 ล้านคัน
ด้านนายเวทิต โชควัฒนา รองผู้อำนวยการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ผู้จัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ได้เผยว่า ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่า 1.45 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 ที่ผ่านมาเติบโตเพียง 0.4 % เป็นอัตราโตต่ำสุดในรอบ 44 ปี หรือนับแต่ทำธุรกิจผลิตมาม่า เป็นดัชนีชี้ว่ากำลังซื้อผู้บริโภคลงต่ำสุด โดยในปี 2557 ยังโตได้ที่ 1%
ส่วนทิศทางปี 2559 นี้ คาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 2 % หรือเริ่มโงหัวขึ้น โดยมีปัจจัยบวกจากสัญญาณฟื้นตัว จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ การเปิดประชาคมอาเซียน การท่องเที่ยวยังขยายตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อยเริ่มฟื้นตัว แต่ก็มีปัจจัยลบที่เป็นความกังวลคือภัยแล้ง จะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้
รัฐ"เพิ่มงบ-บี้ส่งออก"
ด้านภาครัฐในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเร่งรัดดูแลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยที่ประชุมครม.วันที่ 19 มกราคม ได้เห็นชอบการเพิ่มงบกลางปี วงเงิน 5.6 หมื่นล้านบาท จากรายได้การประมูลคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 4 จี เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยจะนำไปใช้จ่าย 3 รายการหลัก คือ 1.ลงทุนโครงการอินเตอร์เน็ตให้ครอบคลุมทั่วประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงโครงข่าย เพื่อให้ไทยเป็นฮับดิจิตอลของภูมิภาค 1.5 หมื่นล้านบาท 2.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 8.39 พันล้านบาท และที่เหลือ 3.เป็นงบกลางไว้ใช้กรณีฉุกเฉินเร่งด่วนราว 3.266 หมื่นล้านบาท คาดเม็ดเงินจะลงระบบเศรษฐกิจได้ตั้งแต่มีนาคมนี้
การเพิ่มงบกลางปีดังกล่าว ทำให้วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2559 ที่ตั้งไว้ 2.72 ล้านล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.77 ล้านล้านบาท
ถัดมามีการประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ คือ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) พิจารณากำหนดกรอบวงเงินงบรายจ่ายประจำปี 2560 ที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้ 4% อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 2% (ช่วงคาดการณ์ 1.5-2.5 %ต่อปี) โดยหน่วยราชการส่งคำขอ 4.29 ล้านล้านบาท สำนักงบฯกรองเบื้องต้นเหลือ 3.4 ล้านล้านบาท ซึ่งต้องมีการปรับปรุงคำขอเพื่อกำหนดเป็นกรอบงบรายจ่ายสุดท้ายอีกครั้ง ก่อนเสนอครม.พิจารณา โดยจะคงงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 20 % เท่างบปี 2559 และเป็นงบขาดดุล แต่จะไม่สูงกว่ายอดขาดดุลในงบปี 2559 ที่ 3.9 แสนล้านบาท
ขณะที่กลางสัปดาห์นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เป็นประธานการประชุมทูตพาณิชย์ไทยจากทั่วโลก กำชับให้เร่งผลักดันการส่งออกสินค้าไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายปีนี้ที่อัตราเติบโต 5 % ให้ได้
อนึ่ง สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เห็นได้จากต้นสัปดาห์ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ลงมาแตะที่ 29.11 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนต์ 28.77 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และดูไบอยู่ที่ 23.54 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่คาดว่าอิหร่านจะส่งออกน้ำมันดิบในเร็วๆนี้ ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบที่ล้นตลาดในเวลานี้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาน้ำมันช่วงปลายสัปดาห์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย โดยเฉพาะน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสขยับมาอยู่ที่ระดับ 29.53 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนต์ 29.25 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล รับข่าวธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบีอาจทบทวนนโยบายทางการเงินอีกครั้ง ในการประชุมเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่าอีซีบีอาจดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ส่วนน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 22.62 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จากความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศแถบตะวันออกกลาง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,125 วันที่ 24 - 27 มกราคม พ.ศ. 2559
ราคาน้ำมันที่ดิ่งโลกลงไปอยู่ระดับต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และแกว่งตัวในแดนต่ำตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระตุกความกังวลว่าจะฉุดกำลังซื้อทั่วโลกทรุดลงอีก กระทบต่อความพยายามฟื้นเศรษฐกิจไทย นักบริหารเศรษฐกิจ-ธุรกิจแนะประคองตัว ระมัดระวังเตรียมรับมือปัจจัยลบตา หวังตลาดน้ำมันจะปรับตัวเข้าสู่สมดุลในครึ่งปีหลัง แต่ภาพรวมไทยจะฟื้นตัวชัดต้องรออีก 2 ปีข้างหน้า
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์พิเศษ"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจภาพรวมว่า ปัจจัยน้ำมันเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุด และนำไปสู่ปัจจัยอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ เห็นได้จากราคาน้ำมันที่เคยอยู่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลงมาอยู่ที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แปลว่าประเทศที่ส่งออกน้ำมันที่เป็น Big Spender มีเงินใช้จากการส่งออกเหลือครึ่งเดียว การใช้จ่ายของโลกลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ปีนี้ราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ 34 -36 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันเป็นสาเหตุทั้งหมด ส่วนปัจจัยจีนเป็นเรื่องที่เข้ามาซ้ำ
" แปลว่าทั้งโลกซึ่งปริมาณของไม่ได้หดตัวเท่าไร แต่ราคาของหดตัว มันเป็นโลกที่หดตัวจริงๆ หน้าที่ของทุกประเทศคือยืนให้อยู่ วิธีที่จะยืนให้อยู่คือ ดูของตัวเองว่าอย่าผลิตอะไรเพิ่ม ถ้าผลิตอะไรเพิ่มก็เหลือเป็นสต็อก ลงทุนเพิ่มก็ไม่ได้ ลงทุนของเก่าเพิ่มก็เป็นเอ็นพีแอล เพราะมันไม่มีออร์เดอร์ ต้องยืนระยะให้อยู่ ยืนให้อยู่ ยืนไปก่อน 2-3 ปี "
ครึ่งปีหลังเริ่มปรับเข้าสมดุล
ด้านนางสาวปริยา บาลฉันทานี นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน บมจ.ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประเทศไทย ระบุว่า ราคาน้ำมันตกต่ำลงจากความกลัวของตลาดเรื่องโอเวอร์ซัพพลาย แต่เชื่อว่าครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นการปรับสมดุลของซัพพลายส่วนเกิน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการบริโภคของจีน ที่ไม่ได้ปรับตัวแย่ลงกว่าปีก่อน โดยเศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตในระดับ 6.5-7 % รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่เริ่มลดกำลังการผลิตลง ทำให้ความต้องการที่เรียกว่า Non-OPEC Supply น้อยลงกว่าเดิม มีผลช่วยดึงราคาน้ำมันขึ้นโดยตรง (อ่านรายละเอียดประกอบข่าว หน้า 11)
แนะเกาะติดไทยค่อยฟื้น
ด้านนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจปี 2559 ขยายตัวดีขึ้นจาก 2.7% ของปีก่อน เป็น 3.5 % ผ่านจุดต่ำสุดแล้วเมื่อไตรมาส 2 ปีที่แล้วและเริ่มฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง ถือเป็นปีที่ตั้งต้นการลงทุนภาครัฐ รวมถึงมาตรการกระตุ้นหลายตัว มีอานิสงส์ต่อการเติบโต ฟื้นความเชื่อมั่น ทำให้การบริโภคปรับตัวดีขึ้น
แต่ยังมีปัจจัยหน่วงจากรายได้เกษตรกรอยู่ในระดับต่ำ การส่งออกจะกลับมาขยายตัวเล็กน้อย ตามการฟื้นของเศรษฐกิจคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แต่ยังมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของจีน และความไม่แน่นอนของราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ความผันผวนนี้ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน แต่ถือว่าไทยยังโชคดีที่ทางการเงินแข็งแกร่ง โดยเฉพาะทุนสำรองระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง สัดส่วนการออมสูงกว่าเงินลงทุน เปิดโอกาสให้เริ่มต้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น แม้การทำธุรกิจจะดีขึ้น แต่ไม่ควรประมาท
เช่นเดียวกันนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่และรองประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจัยลบนอกประเทศโดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่ซึมลง ๆ น่ากลัว ถ้าจีนลดกำลังการผลิตขณะยังมีปัญหาหนี้ในระบบ จะกระทบภาคเอกชนที่มีภาระหนี้นั้นอยู่ ว่าจะทนรับได้แค่ไหน เมื่อยอดขายลดขณะภาระหนี้ยังเท่าเดิม มีโอกาสไหลเป็นหนี้เสีย ขณะเดียวกันปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มีผลต่อราคาน้ำมันและต่อเนื่องสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาอ่อนตัวต่อเนื่อง ขณะดีมานด์โลกอ่อนแอ ทั้ง 2 ตัวมีผลกระทบและเป็นความเสี่ยงของไทย ถ้าภาครัฐดันการลงทุนที่จั่วไว้หลายปีให้เดินหน้าไม่ได้
อย่างไรก็ตามไทยมีปัจจัยพื้นฐานเป็นเกราะคุ้มกัน "โดยส่วนตัวมองว่าเศรษฐกิจไทยมีความหวัง เป็นปีเข้าด้ายเข้าเข็ม ที่ทุกอย่างงวดเข้ามา รัฐบาลมีเวลาทำงานเหลือปีเดียว ตระหนักสูงในการทำให้เกิดเสถียรภาพ มองว่าจีดีพีจะโตได้ที่ 3-3.5 % และรัฐบาลมีโอกาสจะผลักดันโครงการลงทุนหลายเรื่องที่รอแค่การตัดสินใจ"
ระวังบริหารเสถียรภาพการเงิน
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ที่จัดทำปีละครั้งเผยแพร่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาชี้ว่า ความล่าช้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลเศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างช้า ๆ กระทบรายได้และความสามารถชำระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจบางส่วน ทำให้ฐานะทางการเงินของภาคเอกชน และคุณภาพสินเชื่อของภาคสถาบันการเงินด้อยลง ขณะที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาผลประโยชน์ตอบแทน และรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทั้งในตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจเกิดการสะสมความเปราะบาง ทำให้ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2558 มีมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้า
สำหรับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจนนัก แต่ควรติดตามและเตรียมความพร้อมรับมือ กับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป และอาจเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ได้แก่การขยายตัวของผู้ให้บริการทางการเงินที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยมากขึ้น จากความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ และความเสี่ยงจากการพัฒนาของเทคโนโลยีทางการเงิน ต่อผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ ผู้กำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้เท่าทันกับพัฒนาการที่เกิดขึ้น
ลดล็อตสองสินค้า 9 รายการ
อีกด้านน้ำมันราคาต่ำทำให้ต้นทุนสินค้าลดลง นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากภาวะราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่อง และมีผลต่อค่าขนส่งลดลงได้ประมาณ 14 % ของต้นทุนราคาสินค้าในท้องตลาด ดังนั้น เมื่อปีที่แล้วผู้ประกอบการได้ปรับลดราคาสินค้ามาแล้วหนึ่งรอบ จำนวน 274 รายการ ใน 21 หมวดสินค้า ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน และตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนราคาสินค้ากับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลต่ำกว่า 20 บาทต่อลิตรแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการใน 9 รายการ ยื่นขอปรับลดราคาลงโดยมีผลทันที ได้แก่ นมผงคาร์เนชันลดลง 12-14%, นมผงตราหมีลดลง 10-13%, ปลากระป๋องลดลง 25%, ข้าวหอมมะลิตราข้าวแสนดีลดลง 16% ตราฉัตรลดลง 8-17% ตรามาบุญครองลดลง 21% สินค้าในกลุ่มก่อสร้าง ได้แก่ ปูนซีเมนต์ลดลง 5%, สายไฟฟ้าลดลง 1-2%, เหล็กลดลง 20-21% เป็นต้น ส่วนน้ำปลาตราปลาหมึกจะแจ้งการลดราคามายังกรมสัปดาห์หน้า ขณะที่กลุ่มสินค้าอื่นๆ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยังไม่ได้ลดราคา
ทั้งนี้ การปรับลดราคาสินค้าในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่สอง หลังจากราคาน้ำมันดีเซลได้ทยอยลดราคาลงตั้งแต่ปีที่แล้ว
โตโยต้าชี้ตลาดรถรอ 2ปี
ขณะที่ผู้ประกอบการใหญ่เห็นพ้องตลาดรอฟื้นอีก 2 ปี โดยนายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประเมินว่า ตลาดรถยนต์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง จากปี 2558 ที่มียอดขายในประเทศรวม 7.9 แสนคัน หดตัว 9.3 % ในปี 2559 ยอดขายรถยนต์รวมในประเทศ จะลดลงอีกประมาณ 10 % หรือมียอดขายอยู่ที่ 7.2 แสนคัน
เนื่องจากยอดขายส่วนหนึ่งที่ควรเกิดในปี 2559 ถูกเร่งให้ตัดสินใจซื้อไปก่อนในไตรมาสสุดท้ายปี 2558 หนีการปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ที่จะมีผลตั้งแต่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศไม่อำนวย กำลังซื้อยังมีจำกัด และเศรษฐกิจโลกผันผวน ทำให้ธุรกิจและภาคครัวเรือนระมัดระวังการลงทุนและการใช้จ่าย
อย่างไรก็ตามนายทานาดะคาด ตลาดจะกลับมาฟื้นในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัว และผู้เคยใช้สิทธิซื้อรถยนต์คันแรก จะสามารถขายและเปลี่ยนรถได้ ประกอบกับจะมีรถอีโคคาร์เฟส 2 ออกตลาด โดยคาดจะมียอดขายในประเทศรวมในระดับ 9 แสน- 1 ล้านคัน
ด้านนายเวทิต โชควัฒนา รองผู้อำนวยการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ผู้จัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ได้เผยว่า ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่า 1.45 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 ที่ผ่านมาเติบโตเพียง 0.4 % เป็นอัตราโตต่ำสุดในรอบ 44 ปี หรือนับแต่ทำธุรกิจผลิตมาม่า เป็นดัชนีชี้ว่ากำลังซื้อผู้บริโภคลงต่ำสุด โดยในปี 2557 ยังโตได้ที่ 1%
ส่วนทิศทางปี 2559 นี้ คาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 2 % หรือเริ่มโงหัวขึ้น โดยมีปัจจัยบวกจากสัญญาณฟื้นตัว จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ การเปิดประชาคมอาเซียน การท่องเที่ยวยังขยายตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อยเริ่มฟื้นตัว แต่ก็มีปัจจัยลบที่เป็นความกังวลคือภัยแล้ง จะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้
รัฐ"เพิ่มงบ-บี้ส่งออก"
ด้านภาครัฐในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเร่งรัดดูแลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยที่ประชุมครม.วันที่ 19 มกราคม ได้เห็นชอบการเพิ่มงบกลางปี วงเงิน 5.6 หมื่นล้านบาท จากรายได้การประมูลคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 4 จี เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยจะนำไปใช้จ่าย 3 รายการหลัก คือ 1.ลงทุนโครงการอินเตอร์เน็ตให้ครอบคลุมทั่วประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงโครงข่าย เพื่อให้ไทยเป็นฮับดิจิตอลของภูมิภาค 1.5 หมื่นล้านบาท 2.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 8.39 พันล้านบาท และที่เหลือ 3.เป็นงบกลางไว้ใช้กรณีฉุกเฉินเร่งด่วนราว 3.266 หมื่นล้านบาท คาดเม็ดเงินจะลงระบบเศรษฐกิจได้ตั้งแต่มีนาคมนี้
การเพิ่มงบกลางปีดังกล่าว ทำให้วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2559 ที่ตั้งไว้ 2.72 ล้านล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.77 ล้านล้านบาท
ถัดมามีการประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ คือ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) พิจารณากำหนดกรอบวงเงินงบรายจ่ายประจำปี 2560 ที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้ 4% อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 2% (ช่วงคาดการณ์ 1.5-2.5 %ต่อปี) โดยหน่วยราชการส่งคำขอ 4.29 ล้านล้านบาท สำนักงบฯกรองเบื้องต้นเหลือ 3.4 ล้านล้านบาท ซึ่งต้องมีการปรับปรุงคำขอเพื่อกำหนดเป็นกรอบงบรายจ่ายสุดท้ายอีกครั้ง ก่อนเสนอครม.พิจารณา โดยจะคงงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 20 % เท่างบปี 2559 และเป็นงบขาดดุล แต่จะไม่สูงกว่ายอดขาดดุลในงบปี 2559 ที่ 3.9 แสนล้านบาท
ขณะที่กลางสัปดาห์นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เป็นประธานการประชุมทูตพาณิชย์ไทยจากทั่วโลก กำชับให้เร่งผลักดันการส่งออกสินค้าไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายปีนี้ที่อัตราเติบโต 5 % ให้ได้
อนึ่ง สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เห็นได้จากต้นสัปดาห์ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ลงมาแตะที่ 29.11 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนต์ 28.77 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และดูไบอยู่ที่ 23.54 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่คาดว่าอิหร่านจะส่งออกน้ำมันดิบในเร็วๆนี้ ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบที่ล้นตลาดในเวลานี้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาน้ำมันช่วงปลายสัปดาห์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย โดยเฉพาะน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสขยับมาอยู่ที่ระดับ 29.53 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนต์ 29.25 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล รับข่าวธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบีอาจทบทวนนโยบายทางการเงินอีกครั้ง ในการประชุมเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่าอีซีบีอาจดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ส่วนน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 22.62 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จากความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศแถบตะวันออกกลาง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,125 วันที่ 24 - 27 มกราคม พ.ศ. 2559






