
มึนตึ้บ!งบ5พันล้านซื้อยางพารายังเคว้ง
2 สมาคมยาง จ่อแห่ร่วมแปรสภาพยาง 1 แสนตัน ขณะงบดำเนินการซื้อยางกว่า 5 พันล้านยังเคว้ง 3 หน่วยงานเร่งถกหาทางออก "อุทัย" กังขาให้ผู้รับจ้างแปรสภาพยางนำยางไปหมุนใช้ก่อนอุ้มใครกันแน่ ด้าน บอร์ด กยท. ตีกันนำเงินสงเคราะห์ปลูกยางทดแทนไปใช้ ผิดกฎหมายกู้เงินตัวเอง ส่วน บิ๊กสันนิบาตสหกรณ์เปิดสัญญาชิโนเคม แฉ กยท.เสียค่าโง่ขายยาง 2 แสนตันขาดทุนอ่วม กว่า 600 ล้าน ขณะวงในเผยล้มดีลไชน่า ไห่หนานแล้ว
จากรัฐบาล ได้มีแนวทางการรับซื้อยางพาราโดยตรงจากเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ยางในหน่วยงานของภาครัฐ 8 กระทรวงนำร่อง ในปริมาณยางล็อตแรก 1 แสนตันจำกัดที่รายละ 150 กิโลกรัม โดยจะเปิดจุดรับซื้อยางในภาคใต้ 2 พันจุด และภาคเหนือและภาคอีสาน 1 พันจุด ล่าสุด เมื่อวันที่18 มกราคมที่ผ่านมา ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการประชุมร่วมกับ 2 สมาคม ได้แก่ สมาคมน้ำยางข้นไทยและสมาคมยางพาราไทย โดยมีนางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เพื่อร่วมหาแนวทางในการที่จะดำเนินการซื้อยางไปแปรสภาพ แล้วส่งมอบให้โรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง
2 สมาคมเร่งแจ้งสมาชิกเข้าร่วม
นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล นายกกิตติมศักดิ์สมาคมน้ำยางข้นไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" หลังการประชุมว่าทาง 2 สมาคม พร้อมที่จะร่วมมือ โดยจะแจ้งให้กับสมาชิกทราบทันที และจะรวบรวมส่งรายชื่อบริษัทที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการส่งให้กับรัฐบาลในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้รัฐบาลจะรับซื้อยางตามค่าปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ยกตัวอย่าง 1.ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ปริมาณความชื้นไม่เกิน 3% ราคากิโลกรัมละ 45 บาท 2.น้ำยางสดที่มีปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ไม่ต่ำกว่า 28 % ราคากิโลกรัมละ 42 บาท และ 3.ยางก้อนถ้วย ราคากิโลกรัมละ 41 บาท โดยเมื่อรัฐบาลซื้อยางแล้วจะส่งมอบให้ผู้ประกอบการไปแปรสภาพ
"ในส่วนของยางแผ่นดิบ จะเป็นการประเมินราคาด้วยสายตา อาจจะมีถกเถียงกันบ้าง แต่ถ้าเป็นน้ำยางสด หรือน้ำยางก้อนถ้วย มีห้องแล็บ ใช้วิทยาศาสตร์มาเป็นการประเมินราคา ปัจจุบันโรงงานในสมาคมน้ำยางข้นมีร่วม 100 โรง ศักยภาพการผลิต 2 ล้านตันต่อปี ดังนั้นปริมาณ 1 แสนตันไม่มากนัก อาจจะแบ่งโควตาตามกำลังศักยภาพของโรงงานแต่ละแห่งที่จะแปรสภาพยางป้อนให้กับรัฐบาลในฐานะผู้ว่าจ้าง ที่สำคัญบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องมีแท็งก์เก็บวัตถุดิบรักษาคุณภาพ โดยต้องไม่คิดค่าบริการฝากเก็บ"
รง.แปรรูปต้องซื้อ52บาท/กก.
สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า วิธีการดำเนินงานในการรับซื้อยางครั้งนี้เพื่อไม่ให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและการลดชั้นคุณภาพของยาง จึงได้ยินยอมให้ผู้ประกอบการกิจการยางสามารถนำยางไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจของตนเองได้ก่อน ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องไม่คิดค่าบริการฝากเก็บ และผู้ประกอบกิจการยางจะต้องส่งคืนยางตามชนิด ปริมาณ คุณภาพเดียวกันภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก กยท. เพื่อนำยางวัตถุดิบส่งให้กับโรงงานแปรรูปเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยางป้อนให้กับ 8 กระทรวงตามความต้องการใช้ต่อไป
"โครงการนี้เป็นกิจกรรมเพื่อสนับสนุนโครงการของรัฐบาล และมีโอกาสขาดทุนเนื่องจากซื้อยางจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด กรณี กยท.ประสบภาวะขาดทุนเนื่องจากมียางบางชนิดที่ซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยางและแปรรูปแล้วมีมากเกินความต้องการของหน่วยงานทำให้ต้องจำหน่ายให้ผู้อื่นในราคาตลาด ให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยให้แก่กองทุนพัฒนายาง กรณีมีกำไรจากโครงการนี้ให้ถือเป็นกำไรของกยท. ทั้งนี้การกำหนดให้หน่วยงานหรือโรงงานที่จะนำยางไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางจะต้องรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 52 บาททุกชนิด"
ค้านเงินสงเคราะห์ฯมาซื้อยาง
นายประสิทธิ์ หมีดเส็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางฯ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหากจะนำเงินจากกองทุนพัฒนายางพาราส่วนที่มีภาระผูกพัน เป็นเงินสงเคราะห์โค่นยางพารา ไม่ว่าโค่นแล้วจะปลูกยางพันธุ์ดีทดแทน หรือปลูกปาล์ม ซึ่งเดิมได้กันสำรองไว้แล้วประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หากจะนำมาใช้ในการซื้อยางกระทำไม่ได้ ถือผิดกฎหมายเพราะเป็นการกู้ยืมเงินตัวเอง อย่างไรก็ดีในเรื่องสัญญาซื้อขายยางกับชิโนเคมจากจีน 2 แสนตัน เป็นสัญญาที่จะต้องนำกลับมามาพิจารณาทบทวนกันใหม่ เพื่อให้มีความโปร่งใสและชัดเจน
กังขาอุ้มพ่อค้าหรือเกษตรกร
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการดำเนินการซื้อยางวิธีการโดยโรงงานไม่ได้ใช้เงินในซื้อยาง แต่เป็นการรับจ้างแปรสภาพยาง และสามารถนำยางไปหมุนเวียนใช้ก่อนได้ เพราะพ่อค้าไม่ต้องใช้เงินซื้อยางเลย รัฐบาลออกให้ ได้ยางพาราไปขายโดยไม่ต้องใช้เงิน แล้วรัฐต้องเสียเงินค่าจ้างแปรรูปให้ด้วย แต่กับเกษตรกรมากำหนดกรอบจะต้องขายเท่านั้นเท่านี้ จึงตั้งคำถามว่า รัฐบาลช่วยใครกันแน่พ่อค้า หรือเกษตรกร การทำในลักษณะแบบนี้ยิ่งกว่าเสียค่าโง่อีก
งบซื้อยางยังไม่ลงตัว
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 19 มกราคม 2559 มีมติอนุมัติราคารับซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกรที่ 45 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับยางแผ่นดิบ วงเงิน 4.5 พันล้านบาท เริ่มรับซื้อตั้งแต่วันที่ 25 มกราคมนี้เป็นต้นไป โดยในเรื่องงบประมาณที่จะใช้ในการรับซื้อจะมาจากส่วนใดนั้น ทางกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีการประชุมพิจารณากันในวันที่ 20 มกราคม โดยยืนยันจะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
วันเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า กระทรวงเกษตรฯได้เสนอครม.เกี่ยวกับงบดำเนินการรับซื้อยาง 1 แสนตัน วงเงิน 5.479 พันล้านบาท แยกเป็นการใช้ซื้อยางจากเกษตรกร 4.5 พันล้านบาท ค่าจ้างแปรรูป และค่าขนส่ง 739 ล้านบาท ค่ารักษายาง 150 ล้านบาท และค่าดำเนินการตามที่จ่ายจริง 90 ล้านบาท สาเหตุที่ต้องมีค่าจ้างแปรรูป เนื่องจากยางที่รับซื้อจากเกษตรกรบางส่วนเป็นน้ำยางสด ถ้าไม่แปรรูปเป็นน้ำยางข้นก็จะเสีย ยางแผ่นดิบก็แปรสภาพเป็นยางแผ่นรมควัน และยางก้อนถ้วยก็อัดเป็นก้อน ดังนั้นจึงต้องมีการจัดงบไว้รองรับการแปรรูป
"ประยุทธ์"เตรียมดึงงบกลาง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. (19 ม.ค.)ว่า ขณะนี้การใช้งบในเบื้องต้นระยะแรกต้องนำงบประมาณปี 2559 ลงไปดำเนินการวงเงิน 2พันล้านบาท ในการแปรรูปยางพารา 1.4 หมื่นตัน ตามข้อเสนอของ 8 กระทรวง แต่หากมีความต้องการเพิ่มเติม ก็สามารถเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวงเงินจากงบกลางที่ตั้งกรอบไว้ ภาพรวมการสร้างความเข้มแข็งในเรื่องยางพาราต้องลดพื้นที่การปลูกยาง และสร้างกลไกลให้เกิดการแข่งขันขึ้นในตลาดยางให้มีมากขึ้น
โมเดลการซื้อขายยาง
ด้านนายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฎิบัติหน้าที่ ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การซื้อขายยางที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แล้ว จะต้องจับคู่ (แมตชิ่ง) ระหว่างบริษัทที่ประมูลโครงการของหน่วยราชการได้ กับหน่วยราชการต่างๆ จาก 8 กระทรวงที่จะใช้ยาง จะต้องกำหนดชนิดยาง ปริมาณ และวันเวลาที่แน่นอนที่จะใช้ยาง หลังจากนั้นจะต้องวางแผนการผลิตและส่งมอบให้กับผู้ใช้ยาง ต้องยอมรับว่าหน่วยราชการไม่ได้ซื้อยางโดยตรง จะต้องมีการประมูลให้ผู้รับจ้างในการดำเนินการผลิต ให้เรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงคมนาคม จะเป็นเรื่องการว่างจ้างบริษัทในการทำถนน ไม่ได้ซื้อน้ำยางข้นจากยท. แต่ต้องเป็นหน่วยงานที่จะต้องไปประสานงานกับบริษัทที่ประมูลถนนได้ ในเรื่องที่เป็นวัตถุดิบไปผสม เพราะฉะนั้นบริษัทจะต้องประสานกับ กยท. แล้วทาง กยท. จะไปส่งมอบกับบริษัท ซึ่งจะมีการซื้อขายยางให้กับบริษัทเหล่านั้นโดยตรงไม่ได้ขายให้กับส่วนราชการ (อ่านบทสัมภาษณ์ในหน้า 6)
เสียค่าโง่จีน กว่า 600 ล้าน
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) กล่าวถึง การทำสัญญาซื้อขายยางเครือชิโนเคม จำนวน 2 แสนตัน ประกอบด้วยยางแผ่นรมควัน จำนวน 1.5 แสนตัน และยางแท่ง จำนวน 5 หมื่นตัน นั้นทำให้ไทยเสียเปรียบและยังทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 600 ล้านบาท เพราะมีการหักค่าขนส่งภายในประเทศ 250 หยวน/ตัน ภาษีมูลค่าเพิ่ม 17% ของราคายาง และภาษีนำเข้าในอัตรา 1.5 พันหยวนต่อตัน และค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยในอัตรา 20 ดอลลาร์/ตัน จึงไม่แน่ใจว่าสัญญาดังกล่าวเป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) หรือไม่ และอำนาจของ รักษาการผู้ว่าการ กยท. กระทำได้หรือไม่
ขณะแหล่งข่าวจากที่ประชุมบอร์ด กยท. เผยว่า กยท.ได้มีหนังสือเลขที่ กษ 2900/1987 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 แจ้งบริษัท ไชน่า ไห่หนาน รับเบอร์อินดัสทรี กรุ๊ป ขอบอกเลิกสัญญาเนื่องจากบริษัทไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ยาง เลขที่ กษ 002/2557 โดยรับมอบยาง ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 เพียงจำนวน 3.49 หมื่นตัน และยังคงเหลืออีกจำนวน 3.73 แสนตัน อีกทั้งพฤติการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ซื้อไม่มีเจตนารับมอบยางให้เป็นไปตามกำหนดเวลาของสัญญา และนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาแล้ว ทาง กยท.จะฟ้องร้องให้บริษัทรับผิดชอบโดยให้ชำระค่าเสียหายจากการผิดสัญญารับมอบด้วย
จ่ายเงิน1.5 พันยังอืด
แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม. เผยผลการดำเนินงานการจ่ายเงินของธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในโครงการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ณ วันที่ 19 มกราคม 2559 อัตราไร่ละ 1.5 พันบาท (แยกเป็นเจ้าของสวน/ผู้เช่ายาง 900 บาท และคนกรีดยาง 600 บาทต่อไร่ จำกัดไม่เกิน 15 ไร่) ว่า ได้โอนเงินให้เกษตรกรแล้วจำนวน 1.4 หมื่นราย เป็นจำนวนเงินกว่า 72 ล้านบาท (เจ้าของสวน จำนวน 5.32 พันราย คนกรีดยาง 5.08 พันราย) จากเป้าหมาย 8.8 แสนครัวเรือน(ฐานข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร)
ราคายางขยับต่อเนื่อง
สำหรับความเคลื่อนไหวราคายางพารา ณ วันที่ 19 มกราคม 2559 ราคายางแผ่นดิบ ณ ตลาดกลางยางพาราอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อยู่ที่ 38.62 บาท/กิโลกรัม จากวันที่ 14 มกราคม 2559 (ที่รัฐบาลประกาศจะรับซื้อยางแผ่นดิบที่ 45 บาทต่อกิโลกรัม) ราคาอยู่ที่ 36.05 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับขึ้นมา 2.57 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคายางแผ่นดิบ และน้ำยางสด(ณ โรงงาน) ตลาดท้องถิ่น จังหวัดสงขลา ณ วันที่ 29 มกราคมอยู่ที่ 36.50 บาท และ 37.50 บาทต่อกิโลกรัม ปรับขึ้นมาจากวันที่ 14 มกราคม ที่ราคาอยู่ที่ 34 บาท และ 33.50 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับขึ้นมา 2.50 บาท และ 4 บาทต่อกิโลกรัมตามลำดับ ขณะที่ตลาดกลาง และตลาดท้องถิ่นอื่นๆ ก็ปรับราคาขึ้นมาใกล้เคียงกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,124 วันที่ 21 - 23 มกราคม พ.ศ. 2559
จากรัฐบาล ได้มีแนวทางการรับซื้อยางพาราโดยตรงจากเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ยางในหน่วยงานของภาครัฐ 8 กระทรวงนำร่อง ในปริมาณยางล็อตแรก 1 แสนตันจำกัดที่รายละ 150 กิโลกรัม โดยจะเปิดจุดรับซื้อยางในภาคใต้ 2 พันจุด และภาคเหนือและภาคอีสาน 1 พันจุด ล่าสุด เมื่อวันที่18 มกราคมที่ผ่านมา ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการประชุมร่วมกับ 2 สมาคม ได้แก่ สมาคมน้ำยางข้นไทยและสมาคมยางพาราไทย โดยมีนางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เพื่อร่วมหาแนวทางในการที่จะดำเนินการซื้อยางไปแปรสภาพ แล้วส่งมอบให้โรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง
2 สมาคมเร่งแจ้งสมาชิกเข้าร่วม
นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล นายกกิตติมศักดิ์สมาคมน้ำยางข้นไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" หลังการประชุมว่าทาง 2 สมาคม พร้อมที่จะร่วมมือ โดยจะแจ้งให้กับสมาชิกทราบทันที และจะรวบรวมส่งรายชื่อบริษัทที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการส่งให้กับรัฐบาลในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้รัฐบาลจะรับซื้อยางตามค่าปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ยกตัวอย่าง 1.ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ปริมาณความชื้นไม่เกิน 3% ราคากิโลกรัมละ 45 บาท 2.น้ำยางสดที่มีปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ไม่ต่ำกว่า 28 % ราคากิโลกรัมละ 42 บาท และ 3.ยางก้อนถ้วย ราคากิโลกรัมละ 41 บาท โดยเมื่อรัฐบาลซื้อยางแล้วจะส่งมอบให้ผู้ประกอบการไปแปรสภาพ
"ในส่วนของยางแผ่นดิบ จะเป็นการประเมินราคาด้วยสายตา อาจจะมีถกเถียงกันบ้าง แต่ถ้าเป็นน้ำยางสด หรือน้ำยางก้อนถ้วย มีห้องแล็บ ใช้วิทยาศาสตร์มาเป็นการประเมินราคา ปัจจุบันโรงงานในสมาคมน้ำยางข้นมีร่วม 100 โรง ศักยภาพการผลิต 2 ล้านตันต่อปี ดังนั้นปริมาณ 1 แสนตันไม่มากนัก อาจจะแบ่งโควตาตามกำลังศักยภาพของโรงงานแต่ละแห่งที่จะแปรสภาพยางป้อนให้กับรัฐบาลในฐานะผู้ว่าจ้าง ที่สำคัญบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องมีแท็งก์เก็บวัตถุดิบรักษาคุณภาพ โดยต้องไม่คิดค่าบริการฝากเก็บ"
รง.แปรรูปต้องซื้อ52บาท/กก.
สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า วิธีการดำเนินงานในการรับซื้อยางครั้งนี้เพื่อไม่ให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและการลดชั้นคุณภาพของยาง จึงได้ยินยอมให้ผู้ประกอบการกิจการยางสามารถนำยางไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจของตนเองได้ก่อน ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องไม่คิดค่าบริการฝากเก็บ และผู้ประกอบกิจการยางจะต้องส่งคืนยางตามชนิด ปริมาณ คุณภาพเดียวกันภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก กยท. เพื่อนำยางวัตถุดิบส่งให้กับโรงงานแปรรูปเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยางป้อนให้กับ 8 กระทรวงตามความต้องการใช้ต่อไป
"โครงการนี้เป็นกิจกรรมเพื่อสนับสนุนโครงการของรัฐบาล และมีโอกาสขาดทุนเนื่องจากซื้อยางจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด กรณี กยท.ประสบภาวะขาดทุนเนื่องจากมียางบางชนิดที่ซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยางและแปรรูปแล้วมีมากเกินความต้องการของหน่วยงานทำให้ต้องจำหน่ายให้ผู้อื่นในราคาตลาด ให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยให้แก่กองทุนพัฒนายาง กรณีมีกำไรจากโครงการนี้ให้ถือเป็นกำไรของกยท. ทั้งนี้การกำหนดให้หน่วยงานหรือโรงงานที่จะนำยางไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางจะต้องรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 52 บาททุกชนิด"
ค้านเงินสงเคราะห์ฯมาซื้อยาง
นายประสิทธิ์ หมีดเส็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางฯ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหากจะนำเงินจากกองทุนพัฒนายางพาราส่วนที่มีภาระผูกพัน เป็นเงินสงเคราะห์โค่นยางพารา ไม่ว่าโค่นแล้วจะปลูกยางพันธุ์ดีทดแทน หรือปลูกปาล์ม ซึ่งเดิมได้กันสำรองไว้แล้วประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หากจะนำมาใช้ในการซื้อยางกระทำไม่ได้ ถือผิดกฎหมายเพราะเป็นการกู้ยืมเงินตัวเอง อย่างไรก็ดีในเรื่องสัญญาซื้อขายยางกับชิโนเคมจากจีน 2 แสนตัน เป็นสัญญาที่จะต้องนำกลับมามาพิจารณาทบทวนกันใหม่ เพื่อให้มีความโปร่งใสและชัดเจน
กังขาอุ้มพ่อค้าหรือเกษตรกร
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการดำเนินการซื้อยางวิธีการโดยโรงงานไม่ได้ใช้เงินในซื้อยาง แต่เป็นการรับจ้างแปรสภาพยาง และสามารถนำยางไปหมุนเวียนใช้ก่อนได้ เพราะพ่อค้าไม่ต้องใช้เงินซื้อยางเลย รัฐบาลออกให้ ได้ยางพาราไปขายโดยไม่ต้องใช้เงิน แล้วรัฐต้องเสียเงินค่าจ้างแปรรูปให้ด้วย แต่กับเกษตรกรมากำหนดกรอบจะต้องขายเท่านั้นเท่านี้ จึงตั้งคำถามว่า รัฐบาลช่วยใครกันแน่พ่อค้า หรือเกษตรกร การทำในลักษณะแบบนี้ยิ่งกว่าเสียค่าโง่อีก
งบซื้อยางยังไม่ลงตัว
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 19 มกราคม 2559 มีมติอนุมัติราคารับซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกรที่ 45 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับยางแผ่นดิบ วงเงิน 4.5 พันล้านบาท เริ่มรับซื้อตั้งแต่วันที่ 25 มกราคมนี้เป็นต้นไป โดยในเรื่องงบประมาณที่จะใช้ในการรับซื้อจะมาจากส่วนใดนั้น ทางกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีการประชุมพิจารณากันในวันที่ 20 มกราคม โดยยืนยันจะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
วันเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า กระทรวงเกษตรฯได้เสนอครม.เกี่ยวกับงบดำเนินการรับซื้อยาง 1 แสนตัน วงเงิน 5.479 พันล้านบาท แยกเป็นการใช้ซื้อยางจากเกษตรกร 4.5 พันล้านบาท ค่าจ้างแปรรูป และค่าขนส่ง 739 ล้านบาท ค่ารักษายาง 150 ล้านบาท และค่าดำเนินการตามที่จ่ายจริง 90 ล้านบาท สาเหตุที่ต้องมีค่าจ้างแปรรูป เนื่องจากยางที่รับซื้อจากเกษตรกรบางส่วนเป็นน้ำยางสด ถ้าไม่แปรรูปเป็นน้ำยางข้นก็จะเสีย ยางแผ่นดิบก็แปรสภาพเป็นยางแผ่นรมควัน และยางก้อนถ้วยก็อัดเป็นก้อน ดังนั้นจึงต้องมีการจัดงบไว้รองรับการแปรรูป
"ประยุทธ์"เตรียมดึงงบกลาง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. (19 ม.ค.)ว่า ขณะนี้การใช้งบในเบื้องต้นระยะแรกต้องนำงบประมาณปี 2559 ลงไปดำเนินการวงเงิน 2พันล้านบาท ในการแปรรูปยางพารา 1.4 หมื่นตัน ตามข้อเสนอของ 8 กระทรวง แต่หากมีความต้องการเพิ่มเติม ก็สามารถเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวงเงินจากงบกลางที่ตั้งกรอบไว้ ภาพรวมการสร้างความเข้มแข็งในเรื่องยางพาราต้องลดพื้นที่การปลูกยาง และสร้างกลไกลให้เกิดการแข่งขันขึ้นในตลาดยางให้มีมากขึ้น
โมเดลการซื้อขายยาง
ด้านนายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฎิบัติหน้าที่ ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การซื้อขายยางที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แล้ว จะต้องจับคู่ (แมตชิ่ง) ระหว่างบริษัทที่ประมูลโครงการของหน่วยราชการได้ กับหน่วยราชการต่างๆ จาก 8 กระทรวงที่จะใช้ยาง จะต้องกำหนดชนิดยาง ปริมาณ และวันเวลาที่แน่นอนที่จะใช้ยาง หลังจากนั้นจะต้องวางแผนการผลิตและส่งมอบให้กับผู้ใช้ยาง ต้องยอมรับว่าหน่วยราชการไม่ได้ซื้อยางโดยตรง จะต้องมีการประมูลให้ผู้รับจ้างในการดำเนินการผลิต ให้เรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงคมนาคม จะเป็นเรื่องการว่างจ้างบริษัทในการทำถนน ไม่ได้ซื้อน้ำยางข้นจากยท. แต่ต้องเป็นหน่วยงานที่จะต้องไปประสานงานกับบริษัทที่ประมูลถนนได้ ในเรื่องที่เป็นวัตถุดิบไปผสม เพราะฉะนั้นบริษัทจะต้องประสานกับ กยท. แล้วทาง กยท. จะไปส่งมอบกับบริษัท ซึ่งจะมีการซื้อขายยางให้กับบริษัทเหล่านั้นโดยตรงไม่ได้ขายให้กับส่วนราชการ (อ่านบทสัมภาษณ์ในหน้า 6)
เสียค่าโง่จีน กว่า 600 ล้าน
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) กล่าวถึง การทำสัญญาซื้อขายยางเครือชิโนเคม จำนวน 2 แสนตัน ประกอบด้วยยางแผ่นรมควัน จำนวน 1.5 แสนตัน และยางแท่ง จำนวน 5 หมื่นตัน นั้นทำให้ไทยเสียเปรียบและยังทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 600 ล้านบาท เพราะมีการหักค่าขนส่งภายในประเทศ 250 หยวน/ตัน ภาษีมูลค่าเพิ่ม 17% ของราคายาง และภาษีนำเข้าในอัตรา 1.5 พันหยวนต่อตัน และค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยในอัตรา 20 ดอลลาร์/ตัน จึงไม่แน่ใจว่าสัญญาดังกล่าวเป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) หรือไม่ และอำนาจของ รักษาการผู้ว่าการ กยท. กระทำได้หรือไม่
ขณะแหล่งข่าวจากที่ประชุมบอร์ด กยท. เผยว่า กยท.ได้มีหนังสือเลขที่ กษ 2900/1987 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 แจ้งบริษัท ไชน่า ไห่หนาน รับเบอร์อินดัสทรี กรุ๊ป ขอบอกเลิกสัญญาเนื่องจากบริษัทไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ยาง เลขที่ กษ 002/2557 โดยรับมอบยาง ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 เพียงจำนวน 3.49 หมื่นตัน และยังคงเหลืออีกจำนวน 3.73 แสนตัน อีกทั้งพฤติการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ซื้อไม่มีเจตนารับมอบยางให้เป็นไปตามกำหนดเวลาของสัญญา และนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาแล้ว ทาง กยท.จะฟ้องร้องให้บริษัทรับผิดชอบโดยให้ชำระค่าเสียหายจากการผิดสัญญารับมอบด้วย
จ่ายเงิน1.5 พันยังอืด
แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม. เผยผลการดำเนินงานการจ่ายเงินของธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในโครงการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ณ วันที่ 19 มกราคม 2559 อัตราไร่ละ 1.5 พันบาท (แยกเป็นเจ้าของสวน/ผู้เช่ายาง 900 บาท และคนกรีดยาง 600 บาทต่อไร่ จำกัดไม่เกิน 15 ไร่) ว่า ได้โอนเงินให้เกษตรกรแล้วจำนวน 1.4 หมื่นราย เป็นจำนวนเงินกว่า 72 ล้านบาท (เจ้าของสวน จำนวน 5.32 พันราย คนกรีดยาง 5.08 พันราย) จากเป้าหมาย 8.8 แสนครัวเรือน(ฐานข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร)
ราคายางขยับต่อเนื่อง
สำหรับความเคลื่อนไหวราคายางพารา ณ วันที่ 19 มกราคม 2559 ราคายางแผ่นดิบ ณ ตลาดกลางยางพาราอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อยู่ที่ 38.62 บาท/กิโลกรัม จากวันที่ 14 มกราคม 2559 (ที่รัฐบาลประกาศจะรับซื้อยางแผ่นดิบที่ 45 บาทต่อกิโลกรัม) ราคาอยู่ที่ 36.05 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับขึ้นมา 2.57 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคายางแผ่นดิบ และน้ำยางสด(ณ โรงงาน) ตลาดท้องถิ่น จังหวัดสงขลา ณ วันที่ 29 มกราคมอยู่ที่ 36.50 บาท และ 37.50 บาทต่อกิโลกรัม ปรับขึ้นมาจากวันที่ 14 มกราคม ที่ราคาอยู่ที่ 34 บาท และ 33.50 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับขึ้นมา 2.50 บาท และ 4 บาทต่อกิโลกรัมตามลำดับ ขณะที่ตลาดกลาง และตลาดท้องถิ่นอื่นๆ ก็ปรับราคาขึ้นมาใกล้เคียงกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,124 วันที่ 21 - 23 มกราคม พ.ศ. 2559






