
อย่าทำลายแนวร่วม ต้านคอร์รัปชัน
การออกมาปรามผู้คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของนายกรัฐมนตรีว่า “เราพูดเรื่องทุจริตมาก็บ่อยแล้ว หลายคนจะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยกับบ้านเมืองของเราเอง บางครั้งต่างประเทศก็ไม่ไว้ใจ เพราะฉะนั้นเราต้องแยกแยะให้ออก ว่าอะไรคือเรื่องของการตรวจสอบ ไม่ใช่พูดกันเสียหาย ก็คงจะมีดีๆ อยู่เยอะแยะ มากกว่าสิ่งที่ไม่ดี ต่างชาติเขาก็ดูอยู่ การลงทุนอะไรต่างๆ ก็กำลังเกิดขึ้น เราอาจจะหวังดี พูดกันไปกันมา บางทีก็เสียหาย” กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมกังขาในท่าทีของรัฐบาลที่ประกาศจุดยืนในการต่อสู้กับการทุจริตทุกรูปแบบ
ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนในสังคมไทยที่ออกมาต่อต้านการทุจริตจะทำให้นักลงทุนต่างชาติวิ่งหนี ผู้คนในประเทศนี้จะยินดีปรีดา เพราะนักลงทุนที่เดือดร้อนกับการวิจารณ์ของคนในสังคมที่ออกมาต่อต้านการทุจริต คือนักลงทุนที่อาศัยระบบอุปถัมภ์คํ้าจุนมาโอบอุ้มเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนในชาติ
ปฏิกิริยาของผู้คนในสังคมไทยที่ผู้คนลุกขึ้นมาชี้เบาะแส ออกมาส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ นับได้ว่าเป็นการเติบโตของการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองที่ควรสนับสนุน ยกย่อง และต้องเชิดชู
นั่นเท่ากับว่า คนไทยกำลังปฏิรูปจิตสำนึกของคนในชาติให้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่พลเมืองที่ดีของประเทศที่พึงปรารถนา จากเดิมที่ผู้คนต่างยืนนิ่งเฉย รัฐบาลควรอย่างยิ่งที่จะดึงเอาทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และควรที่จะหาวิธีการมาปกป้องผู้ที่เปิดโปงให้ข้อมูลในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันกับรัฐบาลในทุกรูปแบบ อย่าถีบเกราะกำบังอันดีของสังคมทิ้งไป เพราะกลัวทุนต่างชาติหนี หรือกลัวพรรคพวก กลุ่มทุนผู้สนับสนุนจะหนีหายโดยเด็ดขาด
......................
บทบรรณาธิการ : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3352 ระหว่างวันที่ 29-31 มี.ค. 2561






