
ปรับแผนรับความเสี่ยง "ทรัมป์"
หลังทรัมป์ออกมาแถลงจะตั้งกำแพงภาษีเหล็ก นำไปสู่ความเคลื่อนไหวจากคู่ค้าหลักรอบโลกในทันที โดยชาติยักษ์ใหญ่และมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน บอกว่าการเจรจาหารือกันและการเปิดตลาดให้แก่กันและกันเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขความขัดแย้งทางการค้า โดยจีนไม่ต้องการสู้รบในสงครามการค้า แต่จะไม่นั่งนิ่งและเฝ้ามองเฉยๆดูประโยชน์ของจีนถูกทำลายเสียหาย ด้านยุโรปแสดงท่าทีพร้อมตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีกับสินค้าสหรัฐฯ ตามมาด้วยออสเตรเลียที่วิตกกังวลสงครามการค้าจะปะทุขึ้น
แม้ท่าทีของทรัมป์ที่พร้อมปรับเปลี่ยนกลับไปกลับมา แต่มิอาจมองข้ามและประมาทท่าทีประธานาธิบดีรายนี้ได้ ที่ผ่านมาทรัมป์ได้ประกาศขึ้นภาษีเพื่อตอบโต้สินค้าจากคู่ค้าในหลายรายการ กระทั่งเจรจารายประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐ ให้นำเข้าเพิ่มขึ้นเพื่อกลบดุลการค้า เหมือนกับที่เวียดนามถูกบีบให้ซื้อถ่านหินเพิ่ม มาเลเซียต้องซื้อฝูงบินโบอิ้งเพิ่ม กระทั่งไทยเองที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปเยือนถึงทำเนียบขาวยังถูกให้เป็นสักขีพยาน เซ็นข้อตลงทั้งลงทุนเพิ่มในสหรัฐและซื้อถ่านหินเพิ่มของเอกชนไทยด้วยเช่นกัน
พัฒนาการหรือโอกาสความเป็นไปได้ จากมาตรการทรัมป์ครั้งนี้ จึงเป็นไปได้หลายแนวทางทั้งไปต่อกร้าวขึ้น หรือต่อรองแลกเปลี่ยนจนพอใจแล้วหยุด สิ่งที่ประเทศเล็กๆ อย่างไทย ต้องระมัดระวังเตรียมความพร้อมทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องวางแผนร่วมกัน โดยมีแผน 1 แผน 2 แผน 3 รองรับความเสี่ยงการขยับของทรัมป์อยู่ตลอดเวลา ต้องพยายามหาทางกระจายตลาดให้มากขึ้น ซึ่งถกแถลงกันมานาน แต่ส่วนใหญ่ยังยึดติดกับความง่ายในการเข้าตลาด ไม่ได้พยายามให้มากพอในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ถึงวันนี้ไม่จริงจังไม่ได้แล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง....
- สงครามการค้าตั้งเค้า หลัง‘ทรัมป์’เสนอรีดภาษีเหล็กนำเข้า
- สงครามการค้าระอุ! สหรัฐฯ จ่อขึ้น 'ภาษีนำเข้าเหล็ก' ผู้ส่งออกระส่ำ 'แคนาดา-จีน-เกาหลีใต้' เตรียมโต้กลับ
....................
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3346 ระหว่างวันที่ 8-10 มี.ค. 2561






