thansettakij
thansettakij
TDEC ชงรัฐดัน 3 สูตรปั้นคลัสเตอร์ดิจิตอล

TDEC ชงรัฐดัน 3 สูตรปั้นคลัสเตอร์ดิจิตอล

19 ม.ค. 59 | 04:00 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ม.ค. 59 | 10:01 น.
TDEC ชงโปรเจ็กต์ส่งเสริมคลัสเตอร์ดิจิตอล 3 ด้าน ชู Movie Town สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์รูปแบบสากล หนุน Tech Startup ด้านดิจิตอลคอนเทนต์ พร้อมผลักดันคนไทยสร้างซอฟท์แวร์สื่อด้วยต้นเอง ย้ำจะส่งผลมีเม็ดเงินเข้าประเทศไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท

นายลักษมณ์ เตชะวันชัย รองประธานสมาพันธ์สมาคมดิจิตอลคอนเทนต์บันเทิงไทย (TDEC) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าหลังการประชุมระดมความคิดเห็น ในกรอบแนวคิดและมาตรการส่งเสริมคลัสเตอร์ดิจิตอล ซึ่งได้นำโจทย์มาทบทวนและทำการบ้านว่า แนวทางอุตสาหกรรมด้านดิจิตอลคอนเทนต์ประเภทใดที่น่าสนใจและเหมาะสม หากภาครัฐผลักดันโครงการที่สมาพันธ์เสนอ จะช่วยส่งผลดีให้ประเทศไทย มีเม็ดเงินไหลเข้ามากว่าหลักแสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาสมาพันธ์ได้สรุปแนวทาง และโอกาสของอุตสาหกรรมคอนเทนต์บันเทิงไทย 3 หมวดหมู่ ประกอบไปด้วย

1. อุตสาหกรรม Film/TV Studio/ Movie Town สำหรับการถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ Sound Stage (บันทึกเสียง) จนถึงงาน Post Production โดยนำเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคต่างๆ 2. Content is the King, App is the Queen สนับสนุนให้มี Tech Startup ด้านดิจิตอลคอนเทนต์ ที่ผลิตด้วยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ หรือคอนเทนต์เชิง Innovation และเป็น Disruptive Technology เป็นการต่อยอดงานแอนิเมชันหรือเกมด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยสิ่งที่รัฐต้องให้การสนับสนุน เพิ่มเติมคือ เชื่อมโยงกับกลุ่ม FinTech และ Tech Startup VC เช่น TukTuk, InVent, DTAC, TRUE เพื่อให้มีการ Pitch และต่อยอด SME และ3. Digital Content Platform การนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสาน เพื่อให้เกิดการบริโภคคอนเทนต์ในแบบ Narrow Cast และ Personal Cast จากอุปกรณ์ดีไวซ์ประจำตัวต่าง ๆ ซึ่งหากเกิดขึ้นได้จริงจะส่งผลบวกอย่างมากต่อประเทศ และอุตสาหกรรมคอนเทนต์บันเทิงไทยเติบโตกว่า 15-20% ต่อปี จากปัจจุบันที่มีอัตราการเติบโตราว 5-10% ต่อปี

ขณะเดียวกันในปีนี้ ผู้ประกอบการต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของ Second Screen มากขึ้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่เอเยนซีและแบงก์การันตีต้องการอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาแม้ช่องทีวีจะมีเรตติ้งสูงเพียงใด แต่จะมีรายได้แค่ช่องทางเดียว คือจากสปอนเซอร์ ขณะที่ธุรกิจแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับมือถือ เช่น แอพพลิเคชันดูภาพยนตร์ หรือดาวน์โหลดเพลง จะมีช่องทางรายได้จาก 2 ทางคือ สปอนเซอร์ และผู้ใช้โทรศัพท์โดยตรงดังนั้น ที่ผ่านมาจึงเห็นว่าการประมูล 4G มีมูลค่าการประมูลที่สูง เนื่องจากมีโอกาสทำเงินได้มาก และโอกาสของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลไทยเอง ก็ต้องปรับตัวไปในทิศทางนั้นเช่นเดียวกัน เพราะหากไม่ปรับตัวอาจจะส่งผลให้ขาดทุน และไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ทั้งนี้ จากผลสำรวจของสมาคมเมื่อในปี 2558 ที่ผ่านมา พบมีธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ไทยมีมากกว่า 600 บริษัทที่จดทะเบียน แต่ในปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 500 บริษัทเท่านั้น จากการปิดตัวลงไปของผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะบริษัทที่ผลิตงานด้านคอมพิวเตอร์กราฟิก และแอนิเมชัน สมาคมประเมินว่าที่ต้องปิดตัวลงนั้น ไม่ได้มาจากความต้องการของตลาดลดลง แต่มาจากรูปแบบงานในตลาดที่มีความซ้ำซาก แบบเดิม ส่งผลให้ตลาดเบื่อและหลีกคอนเทนต์ดังกล่าวไปหารูปแบบอื่น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,123 วันที่ 17 - 20 มกราคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline