
เอกชนหนุนเต็มตัว'ประชารัฐ' ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่เป็นการผนึกความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วน ประกอบไปด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนโดยมีแนวทางขับเคลื่อน 5 ประการ ประกอบไปด้วย
1. การขับเคลื่อนในแนวดิ่งและแนวนอน โดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในชนบท ที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยให้มีการลงทุนโครงสร้าง เช่น โรงสีขนาดเล็ก ยุ้งฉาง รวมถึงเครื่องจักรในการผลิต ทั้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด พร้อมจัดสรรลงประมาณลงในพื้นที่เพื่อให้ตรงกับความต้องการของชุมชน
2. การพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยการยกระดับการผลิต การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า การเพิ่มศักยภาพในการผลิต การสร้าง SME เกษตรกรรมให้เป็นเกษตรกรที่มีความพร้อมรอบด้าน ถือเป็นการปฏิรูปการเกษตร โดยใช้แนวทาง "1 SME เกษตร 1 ตำบล" 3. มาตรการด้านการตลาด โดยให้มีการสร้างตลาดสินค้าเกษตร (Farmers’ Market) โดยเชื่อมโยงเกษตรกรในพื้นที่กับภาคเอกชนในการนำสินค้าไปจำหน่ายในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
4. มาตรการด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นการเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในระดับตำบลหรืออำเภอ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา ซึ่งจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เกิดการซื้อสินค้า และมีเงินหมุนเวียนในชุมชน 5 . การลงทุนด้านอินเตอร์เน็ตบรอด์แบนด์ เป็นการสร้างโอกาสให้ชุมชนได้เข้าถึงเทคโนโลยี โดยพาะในภาคการศึกษา และการขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต
MOU 30 องค์กรสร้างอาชีพ สร้างรายได้
โดยความคืบหน้าล่าสุดของโครงการที่มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการลงนาม "บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง สู่เศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน" ซึ่งเป็นผลงานของทีมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากทีมที่ 5 ซึ่งมีนายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าทีม โดยมีเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน มูลนิธิสัมมาชีพ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวม 30 องค์กรเข้าร่วมลงนาม
[caption id="attachment_26638" align="aligncenter" width="400"]
ฐาปน สิริวัฒนภักดี[/caption]
โดยนายฐาปน กล่าวถึงความคืบหน้าของการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือฯนี้ว่า ในฐานะภาคเอกชนที่พร้อมจะพูดคุยและทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชาชน เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนในทุกภาคส่วนโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในเรื่องของการจัดการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ผ่านแนวทางการดำเนินทั้ง 5 ประการในข้างต้น ซึ่งแนวทางที่ 3 มาตรการด้านการตลาดถือเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนสามารถเข้าไปเชื่อมโยง เรื่องของกลไกทางด้านการตลาด (market mechanism) เน้นสินค้าภาคเกษตรในทุกมิติให้เกิดการเชื่อมโยงไปยังร้านค้า การจัดจำหน่าย ซึ่งที่ผ่านมาห้างร้านต่างให้ความสนใจสินค้าเกษตร มีการคัดเลือกสินค้าจากท้องถิ่นมาจำหน่ายในจังหวัด ก่อนที่จะขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ จนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นแพลทฟอร์มในรูปแบบของการตลาดสมัยใหม่
"ภาคเอกชนสามารถเข้ามาได้หลากหลายมิติ ทั้งจากที่มีอยู่แล้วหรือการจัดระบบตลาด ซึ่งเอกชนที่เข้าร่วมเอ็มโอยู ก็เริ่มมีสินค้าเกษตรผ่านเข้ามาเป็นระดับชั้น เริ่มจากการเป็นสินค้าเกษตร สินค้าโอท็อป สินค้าเอสเอ็มอี จนกลายเป็นสินค้าที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ อย่างไรก็ดีเชื่อว่า ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ต่างยินดีที่จะจัดสถานที่ เพื่อเปิดให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่าย พร้อมกับช่วยในการพัฒนาทั้งการผลิต บรรจุภัณฑ์ รวมถึงการตลาด"
อย่างไรก็ดีเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม มีการตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมาอีก 7 คน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถาบันพัฒน่าองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) เป็นต้น ซึ่งจะทำหน้าที่ในการนำรายละเอียดต่างๆมาศึกษาพร้อมพิจารณาถึงความเหมาะสมในการนำมาดำเนินการก่อนหน้าหรือหลัง ซึ่งแต่ละแนวทางมีกำหนดระยะเวลาในการจัดทำที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถกระทำได้ตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน ถึง 12 ปี หรือมากกว่านั้น โดยทีมเศรษฐกิจชุดนี้ จะมีการร่วมประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ โดยประเด็นหลักในการประชุมจะเป็นการติดตามความคืบหน้า พร้อมศึกษาแนวทางการเข้าไปช่วยสนับสนุนเพื่อให้เกิดได้อย่างเต็มที่
ประเดิมอุ้มสินค้าชุมชนQ1
ขณะที่นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัดในฐานะหัวหน้าภาคเอกชนคณะทำงานด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศนั้นเบื้องต้นต้องการให้ภาคเอกชนแสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาแนวทางในเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายขณะที่ปัญหาในขณะนี้คือเรื่องของราคาสินค้าภาคการเกษตรที่มีราคาตกต่ำ ซึ่งจะต้องช่วยกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมผลักดันกลุ่มสินค้าชุมชน ทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค มาพัฒนาและหาช่องทางขาย โดยภาครัฐอยากให้ผู้ประกอบเอกชนขนาดใหญ่ ช่วยสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า โดยนำร่องใน 1-2 จังหวัด ซึ่งจะเริ่มจากการขายในระดับจังหวัด เพิ่มเป็นระดับภูมิภาค และเพิ่มเป็นระดับประเทศต่อไปในอนาคต
สำหรับโครงการส่งเสริมสินค้าชุมชนสามารถดำเนินการได้ทันทีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยให้ห้างสรรพสินค้าต่างๆ จัดสรรพื้นที่ขายให้กับสินค้า ซึ่งจะต้องมีการคุยกับในรายละเอียดอีกทีหนึ่งให้เร็วที่สุด และจะมีการหารือกันทุกสัปดาห์ต่อจากนี้ไป "สำหรับกำลังซื้อภาคประชาชนถือว่าดีขึ้นมากหลังจากที่นโยบายกระตุ้นจากภาครัฐ ขณะเดียวกันจะต้องกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการใช้จ่ายในต่างประเทศมากกว่าในประเทศ ส่วนกลุ่มคนระดับล่างต้องช่วยลดค่าครองชีพ และส่งเสริมให้มีรายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางและค่าเช่าบ้านที่ถูกลง" นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการค้าชายแดนทุกภูมิภาค โดยลดค่าผ่านแดนให้ถูกลง เพื่อให้ลูกค้าประเทศเพื่อนบ้านเดินทางเข้าออกสะดวก และสามารถเข้ามาซื้อสินค้าในประเทศไทยง่ายขึ้น เพราะมองว่ามีฐานลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ เช่น เมียนมา เวียดนาม และลาว กว่า 200 ล้านคน และนักท่องเที่ยวประมาณกว่า 30 ล้านคนที่เข้าผ่านทางช่องทางนี้
แนะภาครัฐฟังเสียงนักลงทุนต่างชาติ
นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาครัฐมีความต้องการให้ภาคเอกชนเป็นตัวกลางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากธุรกิจไทยรู้จักและสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ง่ายกว่า โดยการดึงดูดครั้งนี้จะเป็นการนำโครงการด้านสาธารณูปโภคต่างๆเข้าไปนำเสนอ เช่น โครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคต รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟระบบรางคู่ สิทธิประโยชน์เศรษฐกิจพิเศษ การลดหย่อนภาษี เป็นต้น ทั้งนี้ ภาครัฐจะต้องรับฟังความต้องการของนักลงทุนต่างชาติ ว่ามีความต้องการอย่างไร เช่นเดียวกันในประเทศต่างๆ อาทิ เวียดนาม สิงคโปร์ และจีน โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิพิเศษด้านต่างๆ เช่น เรื่องของการลดหย่อนภาษีนิติบุคล เป็นต้น
"ที่ผ่านมานักลงทุนต่งชาติหันไปลงทุนในประเทศต่างๆ อาทิ เวียดนาม สิงคโปร์ และจีน โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนามบ้างแล้ว อาทิ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มสินค้าไอที เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมีช่องทางการดึงดูดนักลงทุนอยู่มาก แต่ท้ายที่สุดต้องขึ้นอยู่กับภาครัฐว่าจะดำเนินนโยบายทิศทางเศรษฐกิจอย่างไร"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,123 วันที่ 17 - 20 มกราคม พ.ศ. 2559
1. การขับเคลื่อนในแนวดิ่งและแนวนอน โดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในชนบท ที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยให้มีการลงทุนโครงสร้าง เช่น โรงสีขนาดเล็ก ยุ้งฉาง รวมถึงเครื่องจักรในการผลิต ทั้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด พร้อมจัดสรรลงประมาณลงในพื้นที่เพื่อให้ตรงกับความต้องการของชุมชน
2. การพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยการยกระดับการผลิต การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า การเพิ่มศักยภาพในการผลิต การสร้าง SME เกษตรกรรมให้เป็นเกษตรกรที่มีความพร้อมรอบด้าน ถือเป็นการปฏิรูปการเกษตร โดยใช้แนวทาง "1 SME เกษตร 1 ตำบล" 3. มาตรการด้านการตลาด โดยให้มีการสร้างตลาดสินค้าเกษตร (Farmers’ Market) โดยเชื่อมโยงเกษตรกรในพื้นที่กับภาคเอกชนในการนำสินค้าไปจำหน่ายในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
4. มาตรการด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นการเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในระดับตำบลหรืออำเภอ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา ซึ่งจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เกิดการซื้อสินค้า และมีเงินหมุนเวียนในชุมชน 5 . การลงทุนด้านอินเตอร์เน็ตบรอด์แบนด์ เป็นการสร้างโอกาสให้ชุมชนได้เข้าถึงเทคโนโลยี โดยพาะในภาคการศึกษา และการขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต
MOU 30 องค์กรสร้างอาชีพ สร้างรายได้
โดยความคืบหน้าล่าสุดของโครงการที่มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการลงนาม "บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง สู่เศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน" ซึ่งเป็นผลงานของทีมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากทีมที่ 5 ซึ่งมีนายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าทีม โดยมีเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน มูลนิธิสัมมาชีพ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวม 30 องค์กรเข้าร่วมลงนาม
[caption id="attachment_26638" align="aligncenter" width="400"]
โดยนายฐาปน กล่าวถึงความคืบหน้าของการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือฯนี้ว่า ในฐานะภาคเอกชนที่พร้อมจะพูดคุยและทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชาชน เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนในทุกภาคส่วนโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในเรื่องของการจัดการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ผ่านแนวทางการดำเนินทั้ง 5 ประการในข้างต้น ซึ่งแนวทางที่ 3 มาตรการด้านการตลาดถือเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนสามารถเข้าไปเชื่อมโยง เรื่องของกลไกทางด้านการตลาด (market mechanism) เน้นสินค้าภาคเกษตรในทุกมิติให้เกิดการเชื่อมโยงไปยังร้านค้า การจัดจำหน่าย ซึ่งที่ผ่านมาห้างร้านต่างให้ความสนใจสินค้าเกษตร มีการคัดเลือกสินค้าจากท้องถิ่นมาจำหน่ายในจังหวัด ก่อนที่จะขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ จนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นแพลทฟอร์มในรูปแบบของการตลาดสมัยใหม่
"ภาคเอกชนสามารถเข้ามาได้หลากหลายมิติ ทั้งจากที่มีอยู่แล้วหรือการจัดระบบตลาด ซึ่งเอกชนที่เข้าร่วมเอ็มโอยู ก็เริ่มมีสินค้าเกษตรผ่านเข้ามาเป็นระดับชั้น เริ่มจากการเป็นสินค้าเกษตร สินค้าโอท็อป สินค้าเอสเอ็มอี จนกลายเป็นสินค้าที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ อย่างไรก็ดีเชื่อว่า ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ต่างยินดีที่จะจัดสถานที่ เพื่อเปิดให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่าย พร้อมกับช่วยในการพัฒนาทั้งการผลิต บรรจุภัณฑ์ รวมถึงการตลาด"
อย่างไรก็ดีเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม มีการตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมาอีก 7 คน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถาบันพัฒน่าองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) เป็นต้น ซึ่งจะทำหน้าที่ในการนำรายละเอียดต่างๆมาศึกษาพร้อมพิจารณาถึงความเหมาะสมในการนำมาดำเนินการก่อนหน้าหรือหลัง ซึ่งแต่ละแนวทางมีกำหนดระยะเวลาในการจัดทำที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถกระทำได้ตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน ถึง 12 ปี หรือมากกว่านั้น โดยทีมเศรษฐกิจชุดนี้ จะมีการร่วมประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ โดยประเด็นหลักในการประชุมจะเป็นการติดตามความคืบหน้า พร้อมศึกษาแนวทางการเข้าไปช่วยสนับสนุนเพื่อให้เกิดได้อย่างเต็มที่
ประเดิมอุ้มสินค้าชุมชนQ1
ขณะที่นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัดในฐานะหัวหน้าภาคเอกชนคณะทำงานด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศนั้นเบื้องต้นต้องการให้ภาคเอกชนแสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาแนวทางในเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายขณะที่ปัญหาในขณะนี้คือเรื่องของราคาสินค้าภาคการเกษตรที่มีราคาตกต่ำ ซึ่งจะต้องช่วยกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมผลักดันกลุ่มสินค้าชุมชน ทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค มาพัฒนาและหาช่องทางขาย โดยภาครัฐอยากให้ผู้ประกอบเอกชนขนาดใหญ่ ช่วยสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า โดยนำร่องใน 1-2 จังหวัด ซึ่งจะเริ่มจากการขายในระดับจังหวัด เพิ่มเป็นระดับภูมิภาค และเพิ่มเป็นระดับประเทศต่อไปในอนาคต
สำหรับโครงการส่งเสริมสินค้าชุมชนสามารถดำเนินการได้ทันทีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยให้ห้างสรรพสินค้าต่างๆ จัดสรรพื้นที่ขายให้กับสินค้า ซึ่งจะต้องมีการคุยกับในรายละเอียดอีกทีหนึ่งให้เร็วที่สุด และจะมีการหารือกันทุกสัปดาห์ต่อจากนี้ไป "สำหรับกำลังซื้อภาคประชาชนถือว่าดีขึ้นมากหลังจากที่นโยบายกระตุ้นจากภาครัฐ ขณะเดียวกันจะต้องกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการใช้จ่ายในต่างประเทศมากกว่าในประเทศ ส่วนกลุ่มคนระดับล่างต้องช่วยลดค่าครองชีพ และส่งเสริมให้มีรายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางและค่าเช่าบ้านที่ถูกลง" นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการค้าชายแดนทุกภูมิภาค โดยลดค่าผ่านแดนให้ถูกลง เพื่อให้ลูกค้าประเทศเพื่อนบ้านเดินทางเข้าออกสะดวก และสามารถเข้ามาซื้อสินค้าในประเทศไทยง่ายขึ้น เพราะมองว่ามีฐานลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ เช่น เมียนมา เวียดนาม และลาว กว่า 200 ล้านคน และนักท่องเที่ยวประมาณกว่า 30 ล้านคนที่เข้าผ่านทางช่องทางนี้
แนะภาครัฐฟังเสียงนักลงทุนต่างชาติ
นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาครัฐมีความต้องการให้ภาคเอกชนเป็นตัวกลางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากธุรกิจไทยรู้จักและสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ง่ายกว่า โดยการดึงดูดครั้งนี้จะเป็นการนำโครงการด้านสาธารณูปโภคต่างๆเข้าไปนำเสนอ เช่น โครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคต รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟระบบรางคู่ สิทธิประโยชน์เศรษฐกิจพิเศษ การลดหย่อนภาษี เป็นต้น ทั้งนี้ ภาครัฐจะต้องรับฟังความต้องการของนักลงทุนต่างชาติ ว่ามีความต้องการอย่างไร เช่นเดียวกันในประเทศต่างๆ อาทิ เวียดนาม สิงคโปร์ และจีน โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิพิเศษด้านต่างๆ เช่น เรื่องของการลดหย่อนภาษีนิติบุคล เป็นต้น
"ที่ผ่านมานักลงทุนต่งชาติหันไปลงทุนในประเทศต่างๆ อาทิ เวียดนาม สิงคโปร์ และจีน โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนามบ้างแล้ว อาทิ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มสินค้าไอที เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมีช่องทางการดึงดูดนักลงทุนอยู่มาก แต่ท้ายที่สุดต้องขึ้นอยู่กับภาครัฐว่าจะดำเนินนโยบายทิศทางเศรษฐกิจอย่างไร"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,123 วันที่ 17 - 20 มกราคม พ.ศ. 2559






