
ศาลต้องปฏิบัติหน้าที่ ในนามของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชวโรกาสให้นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรมเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่
วันที่ 2 มี.ค.61 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระราชวโรกาสให้นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรมเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ โอกาสนี้ทรงมีพระราชดำรัสเพื่อเป็นเเนวทางในการปฏิบัติหน้าที่เเก่คณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทว่า
การถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่เป็นครั้งเเรกนั้น เป็นการเตือนตนเองให้รู้จุดยืนเเละหน้าที่ของเราที่ต้องปฏิบัติ ซึ่งหน้าที่ที่เราต้องปฏิบัตินั้นลึกซึ้ง มีรายละเอียดเเละความละเอียดอ่อนมาก การที่ได้ปฏิบัติหรือถือปฏิบัติสืบต่อกันมาว่า ปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้นความจริงความหมายคือ ปฏิบัติหน้าที่ในนามของสถาบันทั้งสามสถาบันคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เเละประชาชน
ในพระปรามภิไธยในนัยยะนี้หมายถึงสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายของชาติเเละความสุข ความร่มเย็นเเละความมั่นคง ของราชอาณาจักรซึ่งเป็นบ้านของเราทุกคน
อันนี้คือความหมายที่จะไขให้ว่าในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์คือในนามของประขาชนชาวไทย ในนามของสถาบันสูงสุด ทั้งหลายของชาติเเละประชาชนคือให้ความยุติธรรม ให้ความถูกต้อง โปร่งใสเเละเป็นที่พึ่งของประชาชนเเละสังคม
กฎหมายไม่ว่าประเทศไหน มีไว้เพื่อรักษาสิทธิ รักษาความปลอดภัย รักษาความสงบ เเต่กฎหมายนั้นก็ลึกซึ้ง ใช้ให้ดีก็ดี เเปลความให้ดีก็ดี ใช้ไม่ดีหรือหาช่องโหว่ในการปฏิบัติต่างๆ มันก็ไม่ดี มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นทั้งศาสตร์เเละศิลป์
เรื่องกระบวนการยุติธรรรม เเต่หากตระหนักถึงความถูกต้อง หรือพูดง่ายๆความสุขของส่วนรวม ความสงบสุขของประเทศชาติ เเละความมั่นคงของประเทศชาติก็จะไปในทางที่ถูก ก็จะอ่านกฎหมายหรืออำนวยความยุติธรรมได้อย่างไม่ผิด
ผู้พิพากษาก็เป็นมนุษย์ เป็นคน มีอารมณ์ เเต่ถ้าทบทวนศีลธรรมหรือจรรยาบรรณของผู้พิพากษาไว้ ก็จะไม่ออกนอกกรอบที่ผิด ท่านทั้งหลายได้เรียนเเละศึกษามาเเละเรียนรู้ว่าอะไรมันผิด อะไรมันถูก อะไรมันดี อะไรมันไม่ดี อะไรที่จะทำให้เดือดร้อนต่อชาติบ้านเมือง ก็คงจะรู้เเล้วว่าอะไรมันไปในทางที่ถูกเเละไม่ถูก ขอให้มีสติ มีปัญญา มีทัศนคติที่ถูกต้องเเละอำนวยความยุติธรรมให้เเก่ประชาชน
ก็จะเป็นสิริมงคลเเก่ตัวเอง ขอให้มีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน
วันที่ 2 มี.ค.61 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระราชวโรกาสให้นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรมเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ โอกาสนี้ทรงมีพระราชดำรัสเพื่อเป็นเเนวทางในการปฏิบัติหน้าที่เเก่คณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทว่า
ในพระปรามภิไธยในนัยยะนี้หมายถึงสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายของชาติเเละความสุข ความร่มเย็นเเละความมั่นคง ของราชอาณาจักรซึ่งเป็นบ้านของเราทุกคน
อันนี้คือความหมายที่จะไขให้ว่าในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์คือในนามของประขาชนชาวไทย ในนามของสถาบันสูงสุด ทั้งหลายของชาติเเละประชาชนคือให้ความยุติธรรม ให้ความถูกต้อง โปร่งใสเเละเป็นที่พึ่งของประชาชนเเละสังคม
กฎหมายไม่ว่าประเทศไหน มีไว้เพื่อรักษาสิทธิ รักษาความปลอดภัย รักษาความสงบ เเต่กฎหมายนั้นก็ลึกซึ้ง ใช้ให้ดีก็ดี เเปลความให้ดีก็ดี ใช้ไม่ดีหรือหาช่องโหว่ในการปฏิบัติต่างๆ มันก็ไม่ดี มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นทั้งศาสตร์เเละศิลป์
ผู้พิพากษาก็เป็นมนุษย์ เป็นคน มีอารมณ์ เเต่ถ้าทบทวนศีลธรรมหรือจรรยาบรรณของผู้พิพากษาไว้ ก็จะไม่ออกนอกกรอบที่ผิด ท่านทั้งหลายได้เรียนเเละศึกษามาเเละเรียนรู้ว่าอะไรมันผิด อะไรมันถูก อะไรมันดี อะไรมันไม่ดี อะไรที่จะทำให้เดือดร้อนต่อชาติบ้านเมือง ก็คงจะรู้เเล้วว่าอะไรมันไปในทางที่ถูกเเละไม่ถูก ขอให้มีสติ มีปัญญา มีทัศนคติที่ถูกต้องเเละอำนวยความยุติธรรมให้เเก่ประชาชน
ก็จะเป็นสิริมงคลเเก่ตัวเอง ขอให้มีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน






