
ทางออกนอกตำรา : คลี่ปมภาษีที่ดินฯ แทงใจดำนายทุน
กฎหมายนี้หัวใจอยู่ที่เพดานการจัดเก็บ และอัตราการจัดเก็บกรณีใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรกรรม อัตราเพดานกำหนดไว้ 0.15% แต่อัตราที่จัดเก็บภาษีเขาจะคิดตามมูลค่าของที่ดิน
ถ้าที่ดินเกษตรกรรมนั้นมูลค่า 0-75 ล้านบาท จะจัดเก็บภาษี 0.01%
ถ้าที่ดินนั้นมูลค่า 75-100 ล้านบาท จะเก็บ 0.03%
ถ้าที่ดินเกษตรกรรมนั้นมีมูลค่า 100-500 ล้านบาท เขาจะจัดเก็บ 0.05%
ถ้าที่ดินเกษตรกรรมนั้นมีมูลค่า 500-1,000 ล้านบาท เขาจะจัดเก็บ 0.07%
ถ้าที่ดินเกษตรกรรมนั้นมีมูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จัดเก็บ 0.1%
อย่างไรก็ตาม เพื่อดูแลเกษตรกรรายย่อย ถ้าหากเป็นการถือครองโดยบุคคลธรรมดาจะได้รับการยกเว้นภาษี อปท. สำหรับที่ดินเกษตรกรรมมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท
เมื่อคำนวณออกมาจะพบว่า บุคคลธรรมดาที่มีที่ดินเกษตรมูลค่า 100 ล้านบาท จะเสียภาษีประมาณ 10,000 บาท
ถ้ามีที่ดินมูลค่า 200 ล้านบาท จะเสียภาษีประมาณ 60,000 บาท
โดยมูลค่า 0-50 ล้านบาท อัตรา 0.02%
บ้านมูลค่า 50-75 ล้านบาท อัตรา 0.03%
บ้านที่อยู่อาศัยมูลค่า 75-100 ล้านบาท จัดเก็บ 0.05%
บ้านมูลค่า 100 ล้านบาท ขึ้นไปจัดเก็บ 0.1%
อย่างไรก็ตาม บ้านหลังหลัก ที่มีเจ้าของบ้านและที่ดินมีชื่อในทะเบียนบ้านได้รับยกเว้นภาษีสำหรับมูลค่า 20 ล้านบาท
ผมยกตัวอย่างภาระภาษีนั้น กรณีบ้านมูลค่าที่ดิน 50 ล้านบาท เสียภาษี 6,000 บาท
ถ้าเป็นบ้านท่านเศรษฐีที่มีมูลค่า 100 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ไม่กี่หลังจะเสียภาษี 26,000 บาท
ถ้าเป็นคฤหาสถ์ ชาโตว์ใหญ่ของมหาเศรษฐีมูลค่า 200 ล้านบาท เสียภาษี 126,000 บาท
อัตราภาษีอื่นๆ (พาณิชยกรรม) อัตราเพดานอยู่ที่ 1.2% โดยมูลค่า 0-50 ล้านบาท จัดเก็บ 0.3% มูลค่า 50-200 ล้านบาท จัดเก็บ 0.4% มูลค่า 200-1,000 ล้านบาท จัดเก็บ 0.5% มูลค่า 1,000-5,000 ล้านบาท จัดเก็บ 0.6% มูลค่า 5,000 ล้านบาท ขึ้นไป จัดเก็บ 0.7%
ถ้านำที่ดิน สิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่า 100 ล้านบาทมาทำการพาณิชย์ เป็นการค้าขาย โกดัง ลานจอดรถ สตูดิโอ ฯลฯจะต้องเสียภาษี 350,000 บาท
ถ้าทรัพย์เพื่อการพาณิชย์นั้นมีมูลค่า 500 ล้านบาท จะต้องเสียภาษี 2,250,000 บาท
ถ้าเป็นห้างสรรพสินค้า อาคารสูง ซูเปอร์มาร์เก็ต คอมมิวนิตีมอลล์มูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องเสียภาษี 4,750,000 บาท
ถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย ปล่อยไว้เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อัตราเพดานภาษีอยู่ที่ 1.2% และจะเสียเพิ่มอัตราภาษี 0.3% ทุก 3 ปี แต่รวมไม่เกิน 3%
กฎหมายฉบับนี้ถือว่าแทงใจคนรวยอย่างมาก ผมไม่แปลกใจที่บรรดาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงพยายามอย่างมากที่จะสกัดกั้นและหาทางผ่อนหนักเป็นเบา
1. ทำอย่างไรที่จะดูแลไม่ให้ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้มีภาระตกไปอยู่กับเอสเอ็มอี ที่อาจต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
2. ทำอย่างไรที่จะทำให้การจัดเก็บภาษีฉบับใหม่ไม่มีปัญหา ซึ่งหมายถึงต้องลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการตีความและการใช้ดุลพินิจ เช่น การพิจารณาแปลงที่ดินสำหรับทำเกษตรกรรมหรือพาณิชย์
3. ทำอย่างไรที่เมื่อกฎหมายบังคับใช้ในปี 2562 แล้วจะมีความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะการตีความของเจ้าหน้าที่ อาจจะเป็นผลทำให้ผู้บริโภคไม่อยากจ่ายภาษีเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรม
ในเรื่องนี้ผมตามไปสืบค้นกับกรรมาธิการมาแล้ว เขายืนยันชัดว่าอัตราจัดเก็บ หรือที่เรียกว่า “ภาระภาษี” ถูกกำหนดเป็นกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
คราวนี้ผมตามไปดูอีกว่า ที่เอสเอ็มอีเขาเดือดร้อนนั้นกรรมาธิการ สนช.คิดอย่างไร
ปรากฏว่าเห็นแล้วต้องขอบคุณมากๆ และดีใจแทน เพราะมีการมาร์กไว้เป็นสาระสำคัญในการพิจารณาเลยทีเดียวในเรื่องการดูแลผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี
ผมสรุปให้ชัดลงไปว่า เขาลงลึกขนาดพิจารณากันว่า ถ้าผู้ประกอบการใช้ตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์มาทำการค้าจะคิดภาษีอย่างไร
ในกรณีที่เคยจ่ายภาษีในระบบเดิม (ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน+ภาษีบำรุงท้องที่) หากภาษีใหม่มีภาระเพิ่มขึ้นก็มีเวลาบรรเทาภาษีอีก 3 ปี เช่น เคยจ่ายภาษีเดิมอยู่ปีละ 100 บาท แต่มาประเมินใหม่ต้องเสียภาษีเต็ม 200 บาท การจัดเก็บภาษีใหม่จะไม่เก็บ 200 บาท แต่จะเริ่มต้นปีแรก 125 บาท ปีต่อไป 150 บาท ปีที่สาม 175 บาท ปีที่สี่จึงเก็บเต็ม 200 บาท
ไม่ต้องกังวล...
...........................
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา /หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ปีที่ 38 ฉบับ 3341 ระหว่างวันที่ 18-21 ก.พ.2561






