ทันทีที่ปรากฎข่าวและภาพ ในเช้าวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 แพร่ไปทั่วประเทศว่า เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก นำโดย นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกกับคณะ นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวกอีก 4 คน ด้วยเหตุที่ลักลอบตั้งแคมป์พักแรม บริเวณห้วยปะชิ อยู่ระหว่างหน่วยทิคองกับหน่วยมหาราช เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561ซึ่งเป็นจุดที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ไม่อนุญาตให้ตั้งแคมป์
เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวได้เข้าตรวจค้นและพิสูจน์ทราบในที่เกิดเหตุ ปรากฏตรวจพบอาวุธคือ 1.อาวุธปืนยาวขนาด.22 จำนวน 1 กระบอก 2.อาวุธปืนไรเฟิลติดลำกล้องจำนวน 1 กระบอก 3.อาวุธปืนลูกซองแฝดจำนวน 1กระบอก และเครื่องกระสุนพร้อมใช้งาน นอกจากนี้ยังพบซากไก่ฟ้าหลังเทากับเนื้อเก้ง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายเปรมชัย กรรณสูตรกับคณะรวม 4 คน ไปยังสำนักงานในเวลา 02.40น.
ซึ่งในคืนนั้น คณะของนายเปรมชัยกับพวก คงพยายามที่จะเคลียร์กับหัวหน้าวิเชียร ชินวงษ์ เพื่อเสนอผลประโยชน์ให้แลกกับการไม่ดำเนินคดีและปิดข่าว อันเป็นความท้าทายต่อหน้าที่และคุณธรรม ของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ปฎิบัติในระดับล่าง แต่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ยืนยันทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทำให้หัวหน้าวิเชียร ชินวงษ์ ได้รับเสียงชื่นชมยกย่อง ในความกล้าหาญซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมาในการทำหน้าที่ เป็นฮีโร่ของประชาชนที่รักความถูกต้องเป็นธรรมอย่างยิ่ง ในเวลาชั่วข้ามคืน หลังข่าวนี้แพร่สะพัดไปถึงประชาชน
ในเนื้อข่าวดังกล่าวยังทราบอีกว่า เมื่อเช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติม ทำให้พบซากเสือดำถูกชำแหละเนื้อและหนัง พร้อมกับเครื่องกระสุนปืนอีกจำนวนมากที่ถูกซ่อนอยู่ในบริเวณแคมป์ที่พัก ด้วยหลักฐานปรากฎชัดมัดตัวนายเปรมชัยกับคณะว่า เข้าป่ามาตั้งแคมป์ลักลอบล่าสัตว์โดยผิดกฎหมาย
ทั้งหมดจึงถูกควบคุมตัวส่งดำเนินคดีที่ สภอ.ทองผาภูมิ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงและจากคำให้สัมภาษณ์ของนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ชี้ชัดว่า มีข้อมูลการบันทึกภาพ พบมีซากสัตว์เสือดำ,อาวุธปืน,แม้เจ้าหน้าที่ไม่เห็นในขณะยิง แต่การที่ขออนุญาตเข้าพื้นที่จุดหนึ่ง แต่ไปตั้งแคมป์และพบซากสัตว์อยู่อีกจุดหนึ่งที่ไม่ได้รับอนุญาต แม้นายเปรมชัยจะให้การปฎิเสธ ก็มีหลักฐานเพียงพอในการดำเนินคดี
ด้วยเหตุดังกล่าว นายเปรมชัย กรรณสูต บุคคลผู้มีชื่อเสียง เป็นผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของบริษัท มหาชน รับเหมาก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปของความยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะของบริษัท และตัวบุคคลที่เป็นผู้บริหาร ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอันเป็นความผิดร้ายแรงในทางอาญาแผ่นดิน แต่ที่ร้ายแรงที่สุดคือ ความผิดที่ทำลายจิตใจและคุณธรรมของสังคม ทำลายบรรทัดฐานที่ดีงามของบ้านเมือง ที่ผู้คนไม่อาจยอมรับได้ เพราะทุกคนไม่คาดคิดว่าบุคคลในระดับสูงจะกล้ากระทำผิดเช่นนี้ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่หัวหน้าวิเชียร ชินวงษ์ กับคณะ ได้แสดงความกล้าหาญเข้าจับกุมดำเนินคดี กับผู้มีอำนาจทางการเงินและมีอิทธิพลทางสังคมในระดับสูง ที่กระทำผิดโดยมิยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองเช่นนี้ จึงโดนใจประชาชนที่ไม่ยอมรับ การกระทำที่วางตนอยู่เหนือกฎหมายจากกรณีดังกล่าว
พลันที่ข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ผู้คนในสังคมโซเชียลต่างออกมาประณามการกระทำของนายเปรมชัยกับพวก และเรียกร้องให้บ้านเมืองดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุด การที่สังคมทั้งสังคมต่างออกมาแสดงความคิดเห็นจนแทบกลายเป็นประชามติ เรียกร้องและแสดงออกโดยพร้อมเพรียงกันเป็นหนึ่งเดียวในกรณีนี้ จึงนับว่าเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจและน่าศึกษาอย่างยิ่ง
ประเด็นในทางกฎหมายเมื่อมาถึงสถานการณ์ขณะนี้ คงเป็นเรื่องยากที่นายเปรมชัย กับพวก จะหลุดรอดเงื้อมมือทางกฎหมายตามอาญาแผ่นดิน ใครที่คิดช่วยหรือวิ่งเต้นเพื่อล้มคดีนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสังคมต่างเฝ้าดูและติดตามโดยไม่ห่าง ทั้งข้อหาก็ร้ายแรงหลายข้อหา ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์คุ้มครอง,ความผิดต่อ พรบ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตุถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พกพาไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์ หรือนำเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ซึ่งข้อหาหนักมีโทษจำคุกถึง 5 ปี และเมื่อรวมแต่ละกระทงความผิดก็อาจทำให้ต้องโทษจำคุกหลายปี ซึ่งคงต้องเป็นไปตามกรรมและกระบวนการยุติธรรม อันจะะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า คุกมิได้มีไว้ขังเฉพาะแต่คนจนเท่านั้น
บทเรียนสำคัญและล้ำค่าที่สุดจากกรณีการกระทำของ นายเปรมชัย กรรณสูต คือการที่สังคมได้แสดงพลังแห่งสำนึกของคุณธรรม ทำให้เห็นว่าสังคมไทย ประชาชนทั้งหลายต่างคัดค้าน ต่อต้าน ไม่ยอมรับการกระทำใดๆ ที่ไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทุกคนรังเกียจการใช้อำนาจบาตรใหญ่วางตนอยู่เหนือกฎหมาย พวกเขาต้องการเห็นทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร มีตำแหน่งใหญ่โตฐานะร่ำรวยเพียงใดก็ตาม
นี่คือการส่งสัญญาณถึงไม่เพียงแต่บุคคลชั้นสูงในสังคมเท่านั้น บรรดาผู้นำผู้บริหารประเทศ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการชั้นสูงทุกระดับว่า จิตสำนึกทางคุณธรรมของสังคมไทยกำลังไล่บดขยี้ทุกคน อย่าประมาทและดูถูกพลังของประชาขนโดยเด็ดขาด จงถือปรากฎการณ์จากนาฬิกาถึงการไล่ล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นอุทธาหรณ์เตือนตนและเตือนใจ ประชาชนยุคใหม่ พวกเขามิใช่ลิ่วล้ออีกต่อไป
..................
คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3340 ระหว่างวันที่ 15-17 ก.พ.2561