
ทางออกนอกตำรา : ที่ดินสิ่งปลูกสร้าง ภาษีที่เศรษฐีรุมถล่ม
ปรากฏการณ์จัดงานสัมมนารอบนี้เป็น “ก๊อก3” หลังจากก่อนหน้านี้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมฯ สมาคมธนาคารไทย รวมพลังกันเสนอแนวทางไปยังรัฐบาลให้พิจารณาการทำคลอดกฎหมายมา 2 ระลอก
ระลอกแรก ออกมาระบุว่า กฎหมายฉบับนี้บรรดาเถ้าแก่ตัวน้อยจะสลบเหมือดกันหมด เพราะจะโดนโยนให้แบกรับภาระค่าเช่าที่จาก “เจ้าสัวที่ถือครองที่ดินสิ่งปลูกสร้าง”
ระลอกต่อมา ให้บรรดาสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ เสนอความคิดเห็นเข้ามาให้รัฐบาลและกรรมาธิการ สนช.นำไปพิจารณา
ควันที่คลุ้งออกมาสะท้อนให้เห็นว่ามี “ไฟ” ในกลุ่มผู้นำภาคธุรกิจของเมืองไทยจากการทำคลอดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแน่นอน
ว่ากันว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นกฎหมายแสลงใจ “ราชาที่ดิน” ของเมืองไทยอย่างมาก
เพราะเดิมเสียภาษีโรงเรือนฯ และภาษีบำรุงท้องที่ในสัดส่วนที่ตํ่ามากๆ แต่กฎหมายใหม่จะทำให้มีภาระที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 40,000 ล้านบาท จากเดิมปีละ 2.9 หมื่นล้านบาท
หากนับเอามติ ครม. ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ที่ร่างกฎหมายฉบับแรก ซึ่งแยกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ที่ดินเกษตรกรรม, ที่อยู่อาศัย, พาณิชยกรรม, ที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่มีเสียงคัดค้านดังระงมเพราะเพดานภาษีที่ดินเกษตรกรรม 0.2%, ที่อยู่อาศัย 0.5%,พาณิชยกรรม 2% และที่ดินเปล่า 5% ก็ตกปีครึ่ง
ทบทวนกันอีกครั้งนะครับ...ใครละจะเดือดร้อนจากกฎหมายฉบับนี้...ที่เก็บภาษีจากการถือครองที่ดินฯ
อันดับ 2 ตระกูล “เจียรวนนท์” ของเจ้าสัวซีพี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ไม่ตํ่ากว่า 200,000 ไร่ ที่ดินแปลงใหญ่อยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา 10,000 ไร่ ที่ จ.สระบุรี ปราจีนบุรี สระแก้วชุมพร สุราษฎร์ธานี อีกกว่า 5,600 ไร่
อันดับ 3 บมจ.สหอุตสาหกรรมนํ้ามันปาล์ม ผู้ดำเนินธุรกิจด้านนํ้ามันปาล์มรายใหญ่ในภาคใต้ ถือครองที่ดินราว 44,400 ไร่
อันดับ 4 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 35,000 ไร่
อันดับ 5 บมจ.ไออาร์พีซีบริษัทในเครือ ปตท. 17,000 ไร่
อันดับ 6 กลุ่มตระกูลมาลีนนท์ ราว 10,000 ไร่
อันดับ 7 น.พ.บุญ วนาสิน และเครือโรงพยาบาลธนบุรี 12,000 ไร่
อันดับ 8 กลุ่มนายวิชัย พูลวรลักษณ์ และเมเจอร์ 7,000 ไร่
อันดับ 9 กลุ่มตระกูลเตชะณรงค์ 5,000 ไร่
และอันดับ 10 ตระกูลจุฬางกูร 5,000 ไร่
ข้อมูลจากกรมธนารักษ์ระบุว่า ในประเทศไทยนั้นราชาที่ดินที่ถือครองที่ดินอยู่เกินกว่า 1,000 ไร่ขึ้นไป มีทั้งสิ้น 4,800 ราย เขาเหล่านี้ไม่ธรรมดา
นี่จึงเป็นที่มาของการปรับลดเพดานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงมาให้บรรดาราชาที่ดินอย่างฮวบฮาบ ประเภทเกษตรกรรมเพดานของอัตราภาษีลงมาอยู่ที่ 0.15% ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัย 0.3% ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมอยู่ที่ 1.2% ที่ดินทิ้งรกร้างว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ 1.2% และเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 3%
ลดลงขนาดนี้แล้ว ทำไมเศรษฐีจึงมีแรงต้าน...รอดูกันต่อไปครับ
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3340 ระหว่างวันที่ 15-17 ก.พ.2561






