thansettakij
thansettakij
ฉาย  บุนนาค : โพลนี้เพื่ออะไร… เสรีภาพทางวิชาการหรือความยึดมั่นในอัตตา?

ฉาย บุนนาค : โพลนี้เพื่ออะไร… เสรีภาพทางวิชาการหรือความยึดมั่นในอัตตา?

30 ม.ค. 61 | 12:00 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ม.ค. 61 | 11:58 น.
5458458

mkbJyGMF ในการเมืองทุกยุคทุกสมัย ผู้นำทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบอะไร ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ก็ล้วนแต่ต้องการคะแนนนิยมจากประชาชนทั้งสิ้น… อย่างน้อยที่สุดก็เพื่ออ้างความชอบธรรมในการปกครอง

และการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นต่างๆ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “การทำโพล” นั้น จึงกลายเป็นเครื่องมือวัดค่าและรวบรวมข้อมูลต่างๆที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ “นักทำโพล” หลายสำนักจึงกลายเป็น “ผู้ทรงอิทธิพล” ไปโดยปริยาย...

“โพล” (Poll) มีรากศัพท์ของภาษาเยอรมันโบราณ หมายถึง “หัว” ในการนับหัว เกิดขึ้นครั้งแรกปี ค.ศ.1824 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในรัฐเพนซิลเวเนีย ในการเลือกตั้งระหว่างนายแอนดรูว์ แจ๊คสัน และนายจอห์น ควินซี่ อดัมส์
นักวิชาการต่างประเทศ แบ่งแยกคุณภาพของโพลไว้ 3 ประเภท คือ “โพลที่ดี” “โพลที่แย่” และ “โพลที่น่ารังเกียจ” ซึ่งถูกจัดทำอย่าง “ไร้ความเป็นมืออาชีพ”
13623121381362312898l เราไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะด้านสถิติ หรือด้านคณิตศาสตร์ ก็สามารถประเมินคุณภาพของการทำโพลเองได้ โดยสังเกตแค่ 2 ประเด็นหลัก คือ “การตั้งคำถาม” และ “จุดประสงค์ที่แท้จริง (ธง)” ของสปอนเซอร์ของโพลนั้นๆ (หากมี)...
ส่วนเรื่องหลักวิธีการสุ่ม กลุ่มเป้าหมายและจำนวนกลุ่มตัวอย่างนั้น ก็เป็นปัจจัยที่ควรวิเคราะห์เช่นกัน

ผมชื่นชมและเคยอ่านบทความของ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556

ในบทความของท่านว่าด้วยเรื่องของการทำ “โพล” ...
ท่านเคยระบุปัญหาในการเลือกคำที่ใช้ในการถามสำหรับการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ (โพล) ... “การรู้จักถามหรือปุจฉานี้ เป็นหนี่งในสี่หัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ การตั้งคำถามให้ดีนั้น  สำคัญเท่าๆ กับการหาคำตอบ หากไม่รู้จักตั้งคำถามที่ดีแล้วก็ยังไม่มีวันได้คำตอบที่ดีได้... การทำโพลก็เช่นกัน ต้องรู้จักที่จะตั้งคำถามให้ถูกต้องเหมาะสม ถ้าถามด้วยการใช้คำพูดแตกต่างกัน ออกไปผลลัพธ์ที่ได้ก็แตกต่างกัน”
17670668547_3b5cda05986fc6c0d978_512 และท่านยังมีการเตือนให้ระมัดระวัง และรู้เท่าทันคำถามในโพลที่อาจจะกระทบด้านจิตวิทยา ซึ่งถือมีประโยชน์มากๆ สำหรับผู้อ่าน เช่น  ทฤษฎี “Framing Effect” หรือผลของการใช้กรอบความคิดที่แตกต่างกันส่งผลต่อคำตอบ และ ทฤษฎี “Order  Effect” ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งเรื่องของความจำที่มนุษย์ที่เรามักจะจำสิ่งที่นำเสนอไปตอนต้นๆ หรือตอนท้ายๆ ได้มากกว่า (Primacy or Recency Effect)
หากแต่ “คำถาม” ในผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ที่คุณประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สั่งระงับนั้น มีเนื้อหาดังนี้

1.เพื่อนสนิทเคยให้ยืมนาฬิกาหรูหรือไม่... ซึ่งผลสำรวจร้อยละ 90 บอกว่า ไม่เคย

2.ผู้ถือครองนาฬิกาบอกว่าเพื่อนให้ยืมมา คิดว่าพูดจริงหรือไม่... คำตอบส่วนใหญ่คือ ไม่เชื่อ

3.คิดว่าคนที่พูดโกหกมีแนวโน้มการทุจริตหรือไม่ ... คำตอบส่วนใหญ่คือ ใช่

4.รับได้หรือไม่ที่รุ่นน้องช่วยรุ่นพี่ปกปิดเรื่องดังกล่าว ... คำตอบคือ รับไม่ได้

คำถามเหมาะสม ? คำถามปลายปิด? คำถามชี้นำ? คำถามสร้างสรรค์? วิญญูชนพึงตอบ...
160531_POL_how-to-read-poll.jpg.CROP.promo-xlarge2 แม้ “นิด้าโพล” มีหน้าที่ต้องสะท้อนความคิดเห็นของสังคมอย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์

แม้นักวิชาการ (ประชาชน) ควรมีสิทธิเสรีภาพและไม่ควรถูกแทรกแซง

แม้เกียรติเป็นสิ่งที่ฟรีในการมอบให้แก่กัน
แต่ความกล้าหาญทางจริยธรรม ไม่ใช่การบ่อนทำลายความมั่นคงชาติ โดยเพิ่มความแตกแยกในสังคมดั่งที่ผ่านมา... ไม่ใช่การกดดันกระบวนการยุติธรรม

ไม่ควรมีประชาชนคนใด ถูกพิพากษาทางความคิดที่มี “อคติ” และปราศจากหลักฐาน

โพลเป็นเพียงแค่ความรู้สึกไม่ใช่ข้อเท็จจริง

“อัตตา”... ความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวเราเป็นของเรา เป็นสิ่งเที่ยงแท้ เป็นศูนย์กลางแห่งสรรพสิ่ง เป็นความจริงในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเรียกว่า  “สัสสตทิฐิ” ถือเป็น “มิจฉาทิฐิ” อย่างหนึ่ง และเป็นรากฐานแห่งความทุกข์ทั้งปวง

โดยสรุปไม่ว่าโพลนี้จะเพื่อเสรีภาพทางวิชาการหรือเพื่ออัตตาของผู้จัดทำ “เหตุ” จากโพลนี้ได้ก่อ “ผล”ความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ NIDA และรัฐบาลชุดนี้อย่างน่าเศร้าใจ…
business-poll-survey2-2401 ………………
คอลัมน์ : ฉาย บุนนาค /หน้า 18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3336 ระหว่างวันที่ 1-3 ม.ค.2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว-9
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline