
ฉาย บุนนาค : โพลนี้เพื่ออะไร… เสรีภาพทางวิชาการหรือความยึดมั่นในอัตตา?
และการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นต่างๆ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “การทำโพล” นั้น จึงกลายเป็นเครื่องมือวัดค่าและรวบรวมข้อมูลต่างๆที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกรัฐบาล
ด้วยเหตุนี้ “นักทำโพล” หลายสำนักจึงกลายเป็น “ผู้ทรงอิทธิพล” ไปโดยปริยาย...
“โพล” (Poll) มีรากศัพท์ของภาษาเยอรมันโบราณ หมายถึง “หัว” ในการนับหัว เกิดขึ้นครั้งแรกปี ค.ศ.1824 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในรัฐเพนซิลเวเนีย ในการเลือกตั้งระหว่างนายแอนดรูว์ แจ๊คสัน และนายจอห์น ควินซี่ อดัมส์
นักวิชาการต่างประเทศ แบ่งแยกคุณภาพของโพลไว้ 3 ประเภท คือ “โพลที่ดี” “โพลที่แย่” และ “โพลที่น่ารังเกียจ” ซึ่งถูกจัดทำอย่าง “ไร้ความเป็นมืออาชีพ”
ส่วนเรื่องหลักวิธีการสุ่ม กลุ่มเป้าหมายและจำนวนกลุ่มตัวอย่างนั้น ก็เป็นปัจจัยที่ควรวิเคราะห์เช่นกัน
ผมชื่นชมและเคยอ่านบทความของ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556
ในบทความของท่านว่าด้วยเรื่องของการทำ “โพล” ...
ท่านเคยระบุปัญหาในการเลือกคำที่ใช้ในการถามสำหรับการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ (โพล) ... “การรู้จักถามหรือปุจฉานี้ เป็นหนี่งในสี่หัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ การตั้งคำถามให้ดีนั้น สำคัญเท่าๆ กับการหาคำตอบ หากไม่รู้จักตั้งคำถามที่ดีแล้วก็ยังไม่มีวันได้คำตอบที่ดีได้... การทำโพลก็เช่นกัน ต้องรู้จักที่จะตั้งคำถามให้ถูกต้องเหมาะสม ถ้าถามด้วยการใช้คำพูดแตกต่างกัน ออกไปผลลัพธ์ที่ได้ก็แตกต่างกัน”
หากแต่ “คำถาม” ในผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ที่คุณประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สั่งระงับนั้น มีเนื้อหาดังนี้
1.เพื่อนสนิทเคยให้ยืมนาฬิกาหรูหรือไม่... ซึ่งผลสำรวจร้อยละ 90 บอกว่า ไม่เคย
2.ผู้ถือครองนาฬิกาบอกว่าเพื่อนให้ยืมมา คิดว่าพูดจริงหรือไม่... คำตอบส่วนใหญ่คือ ไม่เชื่อ
3.คิดว่าคนที่พูดโกหกมีแนวโน้มการทุจริตหรือไม่ ... คำตอบส่วนใหญ่คือ ใช่
4.รับได้หรือไม่ที่รุ่นน้องช่วยรุ่นพี่ปกปิดเรื่องดังกล่าว ... คำตอบคือ รับไม่ได้
คำถามเหมาะสม ? คำถามปลายปิด? คำถามชี้นำ? คำถามสร้างสรรค์? วิญญูชนพึงตอบ...
แม้นักวิชาการ (ประชาชน) ควรมีสิทธิเสรีภาพและไม่ควรถูกแทรกแซง
แม้เกียรติเป็นสิ่งที่ฟรีในการมอบให้แก่กัน
แต่ความกล้าหาญทางจริยธรรม ไม่ใช่การบ่อนทำลายความมั่นคงชาติ โดยเพิ่มความแตกแยกในสังคมดั่งที่ผ่านมา... ไม่ใช่การกดดันกระบวนการยุติธรรม
ไม่ควรมีประชาชนคนใด ถูกพิพากษาทางความคิดที่มี “อคติ” และปราศจากหลักฐาน
โพลเป็นเพียงแค่ความรู้สึกไม่ใช่ข้อเท็จจริง
“อัตตา”... ความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวเราเป็นของเรา เป็นสิ่งเที่ยงแท้ เป็นศูนย์กลางแห่งสรรพสิ่ง เป็นความจริงในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเรียกว่า “สัสสตทิฐิ” ถือเป็น “มิจฉาทิฐิ” อย่างหนึ่ง และเป็นรากฐานแห่งความทุกข์ทั้งปวง
โดยสรุปไม่ว่าโพลนี้จะเพื่อเสรีภาพทางวิชาการหรือเพื่ออัตตาของผู้จัดทำ “เหตุ” จากโพลนี้ได้ก่อ “ผล”ความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ NIDA และรัฐบาลชุดนี้อย่างน่าเศร้าใจ…
คอลัมน์ : ฉาย บุนนาค /หน้า 18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3336 ระหว่างวันที่ 1-3 ม.ค.2561






