
ทางออกนอกตำรา : “เจ้าสัวเจริญ” จ่ายดอกเบี้ย ซื้อเบียร์เวียดนาม ปีละ 6.4 พันล้าน
เนื่องจากการตัดสินใจซื้อหุ้นในเบียร์ซาเบโกของเวียดนามถึง 1.6 แสนล้านบาท นั้นถือว่า “ไม่ธรรมดา”
เงิน 5,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ก้อนนี้ ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงกับ ”งบประมาณ”ของกระทรวงวางแผนและการลงทุน และกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า 2 กระทรวงหลักของเวียดนาม ที่ได้รับการจัดสรรมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในแต่ละปี
มาร์เก็ตแชร์ส่วนที่เหลือเป็นเบียร์ไฮเนเก้น 23% เบียร์ฮาเบโก ของบริษัท ฮานอยเบียร์ฯ 18.4% คาร์ลสเบิร์ก 7.6% เบียร์ช้าง เบียร์สิงห์ ชิงเต่า ไทยเกอร์ 8.6% เบียร์ซัปโปโร 1.5%
ทุกสำนักในต่างประเทศล้วนประเมินไปในทางเดียวกันว่า การตัดสินใจซื้อเบียร์ซาเบโก 1.6 แสนล้านบาท ของเจ้าสัวเจริญ แลกกับการถือหุ้นใหญ่ 54% นั้น “โอเวอร์ ไพรซ์” หรือซื้อแพงเกินราคาจริงไปไม่น้อยกว่า 30-40%
ผิดกับช่วงที่กลุ่มไทยเบฟควักเงินเข้าซื้อกิจการบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ หรือ F&N ด้วยมูลค่ากว่า 336,000 ล้านบาท สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของการซื้อกิจการในอาเซียนเพื่อต่อยอดธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม โลจิสติกส์ ตลอดจนอสังหาริมทรัพย์ ที่ F&N มีอยู่ทั่วอาเซียน หุ้น TBEV มีความเคลื่อนไหวที่ “คึกคัก” ขึ้นมาทันที
ยิ่งเมื่อเจ้าสัวเจริญเทคโอเวอร์ บิ๊กซี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไก่ย่างKFC ราคาหุ้น TBEV เติบโตอย่างรวดเร็ว ไต่ระดับจากราคาเทรดวันแรก 0.28 ดอลล่าร์ฮ่องกง ไปจนราคาหุ้นขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1.05 เหรียญสิงคโปร์ ก่อนจะปรับฐานลงมาซื้อขาย 0.95 เหรียญสิงคโปร์
ที่สำคัญกว่านั้น ฟันด์แมเนเจอร์เหล่านี้บอกผมว่า ถึงตอนนี้คุณเจริญ ราคาเทคโอเวอร์แห่งไทยเบฟ ได้กลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญของรัฐบาลพรรคคอมมิสต์เวียดนาม ที่มี เหวียน ฝู่ จ็อง เป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เจิ่น ด่าย กวาง ผู้เป็นประธานประเทศ เหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรี และ เนางเหงียน ถิคิม ประธานรัฐสภา ของเวียดนาม ไปแล้ว เพราะเสนอราคาให้รัฐบาลชนิดที่ใครก็อ้าปากเหวอ คัดค้านไม่ได้ มีแต่คำขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ
การตัดสินใจซื้อหุ้นเบียร์ซาเบโกที่รัฐบาลเวียดนามแปรรูปรัฐวิสาหกิจของกลุ่มไทบเบฟในครั้งนี้ คิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของเงินลงทุนโดยตรงในแต่ละปีที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามเลยทีเดีย เมื่อพิจารณาจากยอดเฉลี่ยปีละ 14,500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ
แต่จะออกดอกผลเช่นเดียวกับการที่ “เคียกเม้ง แซ่โซว หรือนายเจริญ ศรีสมบูรณานนท์” ที่ต่อมาได้เปลี่ยนนามสกุลเป็น "สิริวัฒนภักดี" ไปเมื่อปี 2530 ในห้วงที่ยอมตัดสินใจเสนอราคาประมูลโรงเหล้า 12-32 โรง จากกรมสรรพสามิตที่หมดสัญญาลงด้วยมูลค่ากว่า 5,200 ล้านบาท ขณะที่คู่แข่งที่เป็นกลุ่มธุรกิจเศรษฐีโรงเหล้า 29 ราย ลงขันกันเสนอผลตอบแทนให้รัฐแค่ 3,200 ล้านบาท จนสามารถสร้างอาณาจักรเบียร์ช้าง ให้ก้องโลกในปัจจุบันหรือไม่ ต้องติดตามกันครับ
........................
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา /หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3325 ระหว่างวันที่ 24-27 ธ.ค.2560






