
ทางออกนอกตำรา : ‘เจ้าสัวเจริญ’ ไส ‘ช้าง’ ตีตลาดเพื่อใหญ่ในเอเชีย
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ว่า บริษัทได้บรรลุข้อตกลงการซื้อร้านสาขาของเคเอฟซี จาก ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ที่เหลืออยู่ทั้งหมดประมาณ 240 สาขา รวมทั้งสาขาที่มีแผนจะเปิดในอนาคต เพื่อขยายตลาดของธุรกิจอาหารไปสู่ธุรกิจบริการอาหารเร่งด่วน และจับกระแสเทรนด์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ได้มากขึ้น
ธันวาคม 2560 กลุ่มไทยเบฟ ผู้ผลิตเบียร์ช้างของไทยประกาศตัวว่าได้ทุ่มเงินเกือบ 1.6 แสนล้านบาท ซื้อหุ้นใหญ่ใน ซาเบโก ผู้ผลิตเบียร์อันดับ 1 ของเวียดนาม ซึ่งนับเป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่ามากที่สุดของประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้
[caption id="attachment_243770" align="aligncenter" width="503"]
รอยเตอร์รายงานว่า บริษัทลูกของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ชื่อ บริษัท เวียดนามเบฟเวอเรจฯ ชนะการประมูลขายหุ้นในโรงเบียร์ของรัฐบาลเวียดนาม คือ บริษัท เบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไซง่อน จำกัด (Saigon Beer Alcohol Beverage Corp.) หรือ ซาเบโก โดยเสนอวงเงิน 4.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับคว้าหุ้นในสัดส่วน 54% มาครอง โดยที่บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ของโลกรายอื่นไม่เข้าร่วมประมูล
ว่ากันว่า การขายหุ้นในโรงเบียร์ของรัฐแก่เอกชน เป็นส่วนหนึ่งของแผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลเวียดนาม ที่มีหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นเป็น 65% ของ จีดีพี ไม่ต่างจากไทยในอดีต
ลึกๆแล้วเจ้าสัวเจริญเจรจาซื้อหุ้นในโรงเบียร์เวียดนามมาตั้งแต่ปี 2559
ตอนนั้น เสี่ยหนุ่ม-ฐาปน สิริวัฒนภักดี เข้าไปเจรจาด้วยตัวเองกับผู้นำรัฐบาลเวียดนาม โดยเสนอตัวขอซื้อหุ้นบริษัทเบียร์ชั้นนำของประเทศเวียดนาม 2 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท ไซ่ง่อนเบียร์ฯ หรือซาเบโก และบริษัท ฮานอยเบียร์ฯ หรือ ฮาเบโก หลังจากที่ทางรัฐบาลเวียดนามที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ประกาศให้มีการประมูลขายหุ้นของทั้ง 2 บริษัท
นอกจากนี้ ฐาปน ยังเสนอขอซื้อหุ้นเพิ่มเติมเป็น 100% ในบริษัท นมวีนามิลค์ฯ ที่เป็นรายใหญ่ของเวียดนาม จากที่ถือหุ้นอยู่ 11% ในนามบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ จำกัด (มหาชน) หรือ เอฟแอนด์เอ็น ในเครือไทยเบฟ
แต่เจรจาไม่สำเร็จ ต้องใช้ “อดีตนักการเมืองชื่อดังในอีสาน” ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลเวียดนาม และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์มายาวนานเป็นผู้เจรจาจึงสำเร็จ ด้วยเงินก้อนโตถึง 1.6 แสนล้านบาท
[caption id="attachment_243772" align="aligncenter" width="503"]
แต่เม็ดเงินก้อนโตที่ทุ่มไปขนาดนี้ยังเป็นอันดับ 3 ที่เจ้าสัวเจริญทุ่มซื้อกิจการมาต่อยอดธุรกิจ
อันดับ 1 คือการทุ่มเงินซื้อกิจการบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ จำกัด (มหาชน) หรือ เอฟแอนด์เอ็น ด้วยมูลค่า 3.36 แสนล้านบาท
อันดับ 2 คือการเสนอเงิน 2 แสนล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ฯ จากกลุ่มกาสิโน ของฝรั่งเศส
และนี่ไม่ใช่ไม้สุดท้ายในการขยายเครือข่ายการตลาดออกไปล้อมราชอาณาจักรไทยของ “เจ้าสัวช้าง”
ข่าวที่อื้ออึงอยู่ในเมียนมาขณะนี้เช่นกับเวียดนาม คือ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ได้เจรจาซื้อโรงกลั่นเหล้าด้วยเงินเกือบ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อของกลุ่มบริษัทโรงกลั่นสุราเมียนมา (Myanmar Distillery Company Group) ซึ่งเป็นผู้ผลิตสุรารายใหญ่ที่สุดของเมียนมา
ในกัมพูชา ไทยเปบได้แต่งตั้งผู้กระจายสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหม่ และได้เริ่มขายเบียร์ช้าง เหล้าในกลุ่มไปแล้ว
ฐาปน บอกว่า ปัจจุบันไทยเบฟเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มของภูมิภาคอาเซียนแล้วด้วยมูลค่าธุรกิจ 23,500 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือ 587,500 ล้านบาท แต่ไทยเบฟต้องการจะเติบโตทั้งยอดขายและผลกำไร จึงต้องผลักดันตลาดอาเซียนด้วยการเข้าไปขยายตลาดผ่านการขาย ทำตลาด สร้างแบรนด์ และการเข้าซื้อหุ้น ตลอดจนหาโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อกิจการเครื่องดื่มประเทศในอาเซียน เพื่อเป็นบริษัทเครื่องดื่มอันดับ 1 ของอาเซียนอย่างแท้จริง โดยต่อไปสัดส่วนรายได้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 50% และนอนแอลกอฮอล์ 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 60% และ 40%
อะแฮ่ม...ปัจจุบันเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของประเทศไทย มีมูลค่าสินทรัพย์ 1.91 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 6 แสนล้านบาท
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3324 ระหว่างวันที่ 21-23 ธ.ค.2560






