
ทางออกนอกตำรา : ‘ที่ดินข้า’ใครอย่าแตะ สนช.ทำแท้งภาษีทรัพย์สินฯ
เที่ยงวันที่ 11 ธันวาคม 2560 จู่ๆ มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)คนหนึ่ง บึ่งรถยนต์มาลากผมออกไปรับประทานอาหาร พร้อมแฟ้มเอกสารเบ้อเริ่ม
พอถึงร้านอาหารริมแม่นํ้าเจ้าพระยา คุณพี่ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ถล่มพ่อเจ้าประคุณทูนหัวของชาวบ้านในขณะนี้เสียยับเยิน นํ้าพริกกะปิปลาร้ายังไม่ทันมาถึง ก็เหม็นหึ่ง ไปทั้งห้องแล้ว...
“บากบั่น คุณรู้มั้ยว่าทำไม สนช.และที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.… หรือภาษีทรัพย์สินฯ ถึงขนาดต้องลงมติปกปิดไม่ให้เปิดเผยบันทึกการประชุม เรื่องกฎหมายภาษีที่ดินที่เกี่ยวพันกับคนทั้งประเทศ ไม่ว่ายากดี มีจน...ก็เพราะพวกเขาต้องการล้มและทำแท้งกฎหมายฉบับนี้”
ที่คุณวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. …ให้เหตุผลว่า “เนื่องจากการประชุมดังกล่าว มีการนำเสนอผลสำรวจกลุ่มโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งระบุชื่อบุคคล กรรมสิทธิ์ มูลค่าทรัพย์ ประเภทโรงเรือน อันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการเสียภาษี หากเปิดเผยบันทึกการประชุม อาจกระทบต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงสมควรไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว” นั้น ขี้หกทั้งเพ...
อ้าว เฮ้ย!!!....อันนี้ผมร้องอุทาน...
จากนั้นข้อมูลจึงไหลบ่าออกมาจากปากของ สนช.ผู้สุดทน...ในเรื่องที่บอกตามตรงผมเองก็ไม่รู้มาก่อนท่านบอกว่า กฎหมายฉบับนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกไว้ในรัฐสภาไทย ไม่แพ้กฎหมายนิรโทษกรรมที่ลักหลับคนไทยในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เนื่องจากเป็นกฎหมายที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ… ประชุมพิจารณากันยาวนานที่สุดกว่า 43 ครั้งเข้าไปแล้ว |
ล่าสุด กมธ.ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาไปแล้วถึง 4 ครั้ง ใช้เวลาไปแล้ว 7 เดือน นับตั้งแต่รับหลักการเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560
ครั้งแรกวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 กมธ.ขอขยายเวลาออกไป 60 วัน ตอนนั้นให้เหตุผลว่า กมธ.ยังมีประเด็นอยู่ระหว่างการพิจารณาอีกหลายประเด็น
ครั้งที่ 2 วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 กมธ.ขอขยายเวลาออกไป 60 วัน คราวนี้ให้เหตุผลว่า กมธ.ยังมีประเด็นอยู่ระหว่างการพิจารณาอีกหลายประเด็น ในเรื่องกำหนดอัตราภาษี การยกเว้นภาษี และการบรรเทาภาระภาษี ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ
ครั้งที่ 4 วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 กมธ.ขอขยายเวลาออกไป 60 วัน เนื่องจากยังพิจารณาอีกหลายประเด็น เช่น พิจารณาผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีที่อยู่อาศัยที่เช่าระยะยาว และยังต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอัตราภาษีและผลกระทบที่เกี่ยวกับการกำหนดอัตราภาษีตามร่างกฎหมาย อีกทั้งต้องทำตามมาตรา 77 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2560 การเลื่อนรอบนี้ จะครบกำหนดวันที่ 24 มกราคม 2561
แต่ผมแทบหูผึ่ง!! เมื่อ สนช.ท่านนี้บอกว่า ในปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กมธ.ได้พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ครบทุกมาตราแล้ว และมีการแก้ไขรายมาตรารวม 24 มาตรา รวมทั้งมีการกำหนดบัญชีอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ สนช.แก้ไขรายมาตราใน 24-25 มาตรา ในสาระสำคัญแทบทั้งหมด แม้กระทั่ง วัน เวลา ที่จะดีเดย์เก็บวันที่ 1 มกราคม 2562 ก็เลื่อน
1. ที่ดิน ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ
2. สิ่งปลูกสร้าง ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้าง
3. ห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด
ของใหม่แก้ไปอีกแบบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเจ้าของที่ดินและผู้ครอบครอง
ขณะที่ของเดิมนั้นกำหนดว่า ฐานภาษีในการคำนวณภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่คิดจากราคาประเมินทุนทรัพย์รวมกับมูลค่าของทรัพย์สินอื่นอันติดกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ที่มีลักษณะถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง
การคำนวณราคาประเมินทุนทรัพย์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ที่ดินที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเป็นฐานภาษี
(2) ที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินรวมกับราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างเป็นฐานภาษี
(3) ห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นฐานภาษี
การกำหนดมูลค่าทรัพย์สินอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของทรัพย์สินอื่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาถึงหัวใจดอกที่ 2 คือ มาตรา 34 ซึ่งกำหนดอัตราภาษีที่จะจัดเก็บจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภท เช่น
1. ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม จัดเก็บภาษีไม่เกิน 0.2% ของฐานภาษี
2. ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 0.5% ของฐานภาษี
3. ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่น หรือใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชย์ ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี
4. ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี
รายละเอียดพวกนี้ก็เปลี่ยนหมด
มาตรา 37 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย ได้ข้อสรุปว่าจะปรับลดลงเหลือไม่เกิน 20 ล้านบาท
ถึงกระนั้นก็มีการแก้ไขในส่วนของการค้างชำระภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม การยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ที่ค้างชำระภาษี
การคัดค้าน การอุทธรณ์การประเมินภาษี บทกำหนดโทษเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือบุคคลอื่นที่ขัดขวางการสำรวจประเมินภาษีของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
ที่ร้ายกาจกว่านั้นคือ การแก้ไขมาตรา 39 ซึ่งร่างเดิมกำหนดให้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเสียภาษี เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ให้เรียกเก็บภาษีในปีที่ 4 เพิ่มขึ้นจากอัตราจัดเก็บ ตามมาตรา 34 ที่กำหนดอัตราจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างไม่เกิน 2% ของฐานภาษี ในอัตรา 0.5%
และมีการแก้ไขใหม่ว่า หากยังทิ้งว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์อีกเป็นเวลาติดต่อกัน ให้เพิ่มอัตราภาษีอีก 0.5% ทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 5%
การแก้ไขสาระสำคัญของกฎหมายภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างของ กมธ.ชุดนี้ ทำลายหลักการของการยกร่างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างย่อยยับ และเป็นการปกป้องบรรดาเศรษฐี คนมีทรัพย์ และนักการเมืองแทบทั้งสิ้น
ทางออกในเรื่องนี้มีแค่ 2 กรณีเท่านั้น 1. คนไทยต้องตบเท้าออกมาถามลุงตู่ และคสช.ดูว่ามีท่าทีในเรื่องกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่าจะเอาอย่างไร…เอาให้ชัดๆ อย่าไปกลัวลุงตู่ผู้อารี...
2. ปล่อยมันไปตามใจบรรดาท่านเศรษฐี และต่อไปนี้อย่าให้ใครหน้าไหนใน สนช.และกมธ.ชุดนี้มาหลอกเรื่องเหลื่อมลํ้า เรื่องความเป็นธรรม เรื่องการกระจายการถือครองทรัพยากรของประเทศอีกต่อไป…
ผมคิดได้แค่นี้จริงๆ
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา/ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3323 ระหว่างวันที่ 17-20 ธ.ค.2560






