
ทางออกนอกตำรา : กล้ามั้ยนายกฯลุงตู่ สกัดโบนัสบริษัทรัฐวิสาหกิจ
มตินี้ถือเป็นการควบคุมการจ่ายเงินโบนัสให้กับคณะกรรมการ ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจและผู้เชี่ยวชาญที่ถูกดึงเข้าไปร่วมทำงานในบริษัทลูก ที่เป็นแขนขาในการทำธุรกิจขององค์กร
ถ้าพิจารณาดูมติครม.มีการกำหนดว่า ในการพิจารณาจ่ายโบนัส ให้คำนวณจากกำไรที่เกิดจากผลการดำเนินงานประจำปี โดยห้ามนำรายได้ต่อไปนี้ ไปจัดสรรโบนัส
1. กำไรจากการเอาประกัน
2. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เงินกู้ และเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐ(ยกเว้นกรณีรัฐวิสาหกิจสถาบันการเงิน)
3. กำไรจากการขายที่ดิน อาคาร โรงงาน สิ่งปลูกสร้าง รวมถึงส่วนควบ
4. กำไรจากการตีราคาทรัพย์สินใหม่
5. เงินอุดหนุนที่ได้รับจากรัฐบาล ยกเว้นเงินอุดหนุนตามระบบ PSO
6. กำไรหรือขาดทุนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินตรา
นอกจากนี้ ยังพิจารณาถึงหลักเกณฑ์กรรมการกรณีขาดการประชุมมากกว่า 3 เดือนแต่ไม่เกิน 6 เดือน ให้จ่ายโบนัสลดลง 25% แต่หากขาดประชุมเกิน 9 เดือน ให้จ่ายโบนัสลดลง 75%
เรียกว่า คุมกรรมการบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจที่ส่วนใหญ่มีการตั้งคนของตัวเองไปนั่ง “สร้างอาณาจักรทางธุรกิจของรัฐวิสาหกิจยุคใหม่” ได้ชะงักงัน
แต่อย่างไรก็ตาม มติครม.นี้ยังเปิดทางให้พนักงานได้โบนัสเต็มๆ โดยกำหนดว่า หลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสพนักงานให้จ่ายในอัตราไม่เกิน 9% ของกำไรสุทธิ แต่ไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน จากเดิมสูงสุด 11 เดือน
ปัจจุบันมีบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจมีถึง 158 แห่ง รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ 23 แห่ง แบ่งเป็นบริษัท 117 แห่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 41 แห่ง
ข้อกำหนดดังกล่าว มีบริษัทที่เข้าเกณฑ์การจ่ายโบนัส 9 ราย ประกอบด้วย
4. บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด บริษัทในเครือ ของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีนายวรการ ศรีนวลนัด เป็น กรรมการผู้จัดการ สร้างเครือข่ายในการให้บริการขนส่งสินค้า การให้บริการคลังสินค้า เน้นลูกค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มภาครัฐ ซึ่งจะเจาะตลาดกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ โดยชูจุดแข็งในการให้บริการด้วยราคาของรัฐ แต่มาตรฐานระดับสากล
9. บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด หรือ NGDC ที่บริษัท กสทฯถือหุ้น 100% บริษัท NGDC มีแผนรับสมัครพนักงาน 500-600 คน โดยลงทุนเพื่อให้บริการบรอดแบนด์ระหว่างประเทศเป็นหลัก รวมทั้งศูนย์บริการข้อมูล โดยมีสินทรัพย์ที่อยู่นอกประเทศ ได้แก่ สถานีเคเบิลใยแก้วใต้นํ้าในประเทศและระหว่างประเทศ เคเบิลภาคพื้นดินระหว่างประเทศ รวมทั้งโครงข่ายขนส่งข้อมูลทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
ไหนๆครม.ลุงตู่เข้ามาพร้อมกับการปฏิรูปแล้วโปรดเถอะไปชำระสะสางรัฐวิสาหกิจที่นำเอาสิทธิของความเป็น “รัฐ” ติดตัวไปทำธุรกิจผูกขาดเพียงรายเดียวแล้วทำกำไรติดต่อกันอย่างมาก โดยถือว่านี่คือประสิทธิภาพ แต่คือการผูกขาด ผูกติด แล้วจ่ายกำไร ปันผล เงินโบนัสให้กับผู้บริหาร คณะกรรมการสบายบรื๋อสะดือจุ่นปีละหลายสิบล้านบาทต่อคน
เนื่องจากการประเมินคุณภาพรัฐวิสาหกิจ (SEPA)ในปัจจุบัน มีการให้คะแนน ใน 3 ส่วน คือ 1. การดำเนินงานตามนโยบาย นํ้าหนัก 20-30% 2. ผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้นํ้าหนัก 40-50% 3. การบริหารจัดการองค์กรให้นํ้าหนัก 30% โดยจะมี 5 คะแนน
หากหน่วยงานใดได้ 5 คะแนนเต็ม สามารถจ่ายโบนัสได้ 11% ของกำไรสุทธิ หรือคิดเป็น 8 เท่าของเงินเดือน
หากได้ 4.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 10.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 7 เท่าของเงินเดือน
ใครได้ 4 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 10% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 6 เท่าของเงินเดือน
หากได้ 3.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 9.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 5.5 เท่าของเงินเดือน
ได้ 3 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 9% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน
ได้ 2.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 8.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 4.5 เท่าของเงินเดือน
ได้ 2 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 8% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 4 เท่าของเงินเดือน
ได้ 1.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 7.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 3 เท่าของเงินเดือน
ได้ 1 คะแนนถือว่าตํ่ามาก จ่ายโบนัสได้ 7% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 2 เท่าของเงินเดือน
ลองดูบริษัท ท่าอากาศยานไทยฯนั่นปะไร ใครมีสิทธิบริหารสนามบินของรัฐแล้วกินกำไรจากการเดินอากาศ แล้วปล่อยให้เอกชนเช่าพื้นที่ไปโขกราคาเอากับผู้เช่าโดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ค่าอาหารแพงหูฉี่ ผู้บริโภคแทบสำลักเงินตาย แต่บริษัทฟันกำไรจากการผูกขาดอำนาจของรัฐไปเต็มๆโดยไม่แบ่งใคร
ทำได้มั้ยลุงตู่...
.......................
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา /หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศราฐกิจ / ฉบับ 3320 ระหว่างวันที่ 7-9 ธ.ค.2560






