thansettakij
thansettakij
ทางออกนอกตำรา :  กล้ามั้ยนายกฯลุงตู่  สกัดโบนัสบริษัทรัฐวิสาหกิจ

ทางออกนอกตำรา : กล้ามั้ยนายกฯลุงตู่ สกัดโบนัสบริษัทรัฐวิสาหกิจ

07 ธ.ค. 60 | 10:44 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ธ.ค. 60 | 17:44 น.
1512637801496 _98790920_gettyimages-873411464 ต้องขอชื่นชมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกฯลุงตู่ ที่กล้ามีมติเห็นชอบแนวทางการบริหารและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัส ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ของกระทรวงการคลังเสนอ

มตินี้ถือเป็นการควบคุมการจ่ายเงินโบนัสให้กับคณะกรรมการ ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจและผู้เชี่ยวชาญที่ถูกดึงเข้าไปร่วมทำงานในบริษัทลูก ที่เป็นแขนขาในการทำธุรกิจขององค์กร

ถ้าพิจารณาดูมติครม.มีการกำหนดว่า ในการพิจารณาจ่ายโบนัส ให้คำนวณจากกำไรที่เกิดจากผลการดำเนินงานประจำปี โดยห้ามนำรายได้ต่อไปนี้ ไปจัดสรรโบนัส

1. กำไรจากการเอาประกัน

2. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เงินกู้ และเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐ(ยกเว้นกรณีรัฐวิสาหกิจสถาบันการเงิน)

3. กำไรจากการขายที่ดิน อาคาร โรงงาน สิ่งปลูกสร้าง รวมถึงส่วนควบ

4. กำไรจากการตีราคาทรัพย์สินใหม่

5. เงินอุดหนุนที่ได้รับจากรัฐบาล ยกเว้นเงินอุดหนุนตามระบบ PSO

6. กำไรหรือขาดทุนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินตรา
article68_1 สำหรับกำไรที่จะนำไปจ่ายโบนัสนั้น ครม.ได้กำหนดอัตราการจ่ายโบนัสกรรมการตามผลกำไรสุทธิของบริษัทในเครือว่า ถ้ากรณีมีกำไรสุทธิไม่เกิน 100 ล้านบาท ให้ได้รับโบนัส 3% ของกำไรสุทธิ แต่ไม่เกินคนละ 6 หมื่นบาท และให้จัดสรรเป็นขั้นบันไดตามลำดับ จนถึงกรณีมีกำไรสุทธิมากกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท แต่ไม่เกิน 1.3 หมื่นล้านบาท กรรมการจะได้รับโบนัสคนละไม่เกิน 1.3 แสนบาท

นอกจากนี้ ยังพิจารณาถึงหลักเกณฑ์กรรมการกรณีขาดการประชุมมากกว่า 3 เดือนแต่ไม่เกิน 6 เดือน ให้จ่ายโบนัสลดลง 25% แต่หากขาดประชุมเกิน 9 เดือน ให้จ่ายโบนัสลดลง 75%

เรียกว่า คุมกรรมการบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจที่ส่วนใหญ่มีการตั้งคนของตัวเองไปนั่ง “สร้างอาณาจักรทางธุรกิจของรัฐวิสาหกิจยุคใหม่” ได้ชะงักงัน

แต่อย่างไรก็ตาม มติครม.นี้ยังเปิดทางให้พนักงานได้โบนัสเต็มๆ โดยกำหนดว่า หลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสพนักงานให้จ่ายในอัตราไม่เกิน 9% ของกำไรสุทธิ แต่ไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน จากเดิมสูงสุด 11 เดือน

ปัจจุบันมีบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจมีถึง 158 แห่ง รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ 23 แห่ง แบ่งเป็นบริษัท 117 แห่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 41 แห่ง

ข้อกำหนดดังกล่าว มีบริษัทที่เข้าเกณฑ์การจ่ายโบนัส  9 ราย ประกอบด้วย
326598565 1. บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ PEA ENCOM บริษัทในเครือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีนายพัลลภ ภิญโญวิวัฒน์ เป็นรักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์รูฟท็อป เพื่อเพิ่มทางเลือกในการให้บริการกับลูกค้าอีกทางหนึ่ง โดยให้บริการออกแบบ ติดตั้งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน บำรุงรักษา รวมถึงการบริการหลังการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบครบวงจรด้วยวิศวกรและทีมงานที่มีประสบการณ์ โดยในปี 2560 บริษัทมีแผนให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 20 เมกะวัตต์และจะติดตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 200 เมกะวัตต์ภายในปี 2563
wpid-gnm_pic278 2. บริษัท เอซีที โมบาย จำกัด บริษัทในเครือของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
659877 3. บริษัท ผลิตไฟฟ้าและนํ้าเย็น จำกัด หรือ DCAP บริษัทร่วมทุนระหว่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่ลงทุน 1,816 ล้านบาท ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าและนํ้าเย็นให้กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีสัญญา 30 ปี โดย ทอท.จะต้องจ่ายค่าจ้าง 40 ล้านบาทต่อเดือน

16555555-1

4. บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด บริษัทในเครือ ของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีนายวรการ ศรีนวลนัด เป็น กรรมการผู้จัดการ สร้างเครือข่ายในการให้บริการขนส่งสินค้า การให้บริการคลังสินค้า เน้นลูกค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มภาครัฐ ซึ่งจะเจาะตลาดกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ โดยชูจุดแข็งในการให้บริการด้วยราคาของรัฐ แต่มาตรฐานระดับสากล
news31d1b474fc505c911502b0dcd5b8f6c2 2)กลุ่ม e-Commerce มุ่งเน้นการให้บริการเช่าพื้นที่เก็บสินค้า ซึ่งมีทั้งคลังสินค้าที่ปรับอุณหภูมิและไม่ปรับอุณหภูมิ ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าที่ลูกค้าต้องการจัดเก็บ
zzzzz86(3) 3)กลุ่มคลังสินค้า/หน่วยบริการ ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้าในเขตภูมิภาค และการขยายการดำเนินงานสู่อินโดจีนในอนาคตด้วย
1512643012856 5. บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด บริษัท ในเครือ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.มีนายพฤทธิ์ บุปผาคำ เป็นผู้จัดการใหญ่ ตั้งเป้ารายได้ของปีงบประมาณ 2560 ไว้ที่ 400 ล้านบาท
กฟน. 6. บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนลฯ บริษัทในเครือของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่ง ครม.เห็นชอบให้บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท อะดาโรฯ ซึ่งเป็นเหมืองถ่านหินที่มีคุณภาพในอินโดนีเซีย หรือเอไอ ในสัดส่วน 11-12% มูลค่าลงทุนไม่เกิน 325 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่เกิน 11,700 ล้านบาท โดยใช้เงินลงทุนจากรายได้ของ กฟผ.ไม่เกิน 164 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่เกิน 5,904 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 161 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ใช้เงินปันผลที่ได้รับ มีนายสมบูรณ์ อารยะสกุล รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ EGATi
IMG_1946-1-696x522 7. บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือแอร์พอร์ตลิงค์ ที่มีแผนพัฒนาระบบอาณัติสัญญาณให้เป็นระบบเปิดก่อนจึงจะสามารถจัดซื้อรถขบวนใหม่มาให้บริการได้โดยเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณติดตั้งระบบใหม่ทั้งหมด และกลายเป็นขุมทรัพย์ในการซื้อและซื้อ
TP22-3240-B-696x380 8. บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด หรือ NBN ที่ทีโอทีถือหุ้น 100% จะเป็นการลงทุนเพื่อให้บริการค้าส่งบรอดแบนด์และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมภายในประเทศเป็นหลัก โดยมีสินทรัพย์ ได้แก่ โครงข่ายหลัก ระบบสื่อสัญญาณ จนถึงโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสง NBN มีแผนเปิดรับคน 2,000 คน

9. บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด หรือ NGDC ที่บริษัท กสทฯถือหุ้น 100% บริษัท NGDC มีแผนรับสมัครพนักงาน 500-600 คน โดยลงทุนเพื่อให้บริการบรอดแบนด์ระหว่างประเทศเป็นหลัก รวมทั้งศูนย์บริการข้อมูล โดยมีสินทรัพย์ที่อยู่นอกประเทศ ได้แก่ สถานีเคเบิลใยแก้วใต้นํ้าในประเทศและระหว่างประเทศ เคเบิลภาคพื้นดินระหว่างประเทศ รวมทั้งโครงข่ายขนส่งข้อมูลทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
TP15-3245-4
ไหนๆครม.ลุงตู่เข้ามาพร้อมกับการปฏิรูปแล้วโปรดเถอะไปชำระสะสางรัฐวิสาหกิจที่นำเอาสิทธิของความเป็น “รัฐ” ติดตัวไปทำธุรกิจผูกขาดเพียงรายเดียวแล้วทำกำไรติดต่อกันอย่างมาก โดยถือว่านี่คือประสิทธิภาพ แต่คือการผูกขาด ผูกติด แล้วจ่ายกำไร ปันผล เงินโบนัสให้กับผู้บริหาร คณะกรรมการสบายบรื๋อสะดือจุ่นปีละหลายสิบล้านบาทต่อคน

เนื่องจากการประเมินคุณภาพรัฐวิสาหกิจ (SEPA)ในปัจจุบัน มีการให้คะแนน ใน 3 ส่วน คือ  1. การดำเนินงานตามนโยบาย นํ้าหนัก 20-30% 2. ผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้นํ้าหนัก 40-50%   3. การบริหารจัดการองค์กรให้นํ้าหนัก 30% โดยจะมี 5 คะแนน

หากหน่วยงานใดได้ 5 คะแนนเต็ม สามารถจ่ายโบนัสได้ 11% ของกำไรสุทธิ หรือคิดเป็น 8 เท่าของเงินเดือน

หากได้ 4.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 10.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 7 เท่าของเงินเดือน

ใครได้ 4 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 10% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 6 เท่าของเงินเดือน

หากได้ 3.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 9.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 5.5 เท่าของเงินเดือน

ได้ 3 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 9% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน

ได้ 2.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 8.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 4.5 เท่าของเงินเดือน

ได้ 2 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 8% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 4 เท่าของเงินเดือน

ได้ 1.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 7.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 3 เท่าของเงินเดือน

ได้ 1 คะแนนถือว่าตํ่ามาก จ่ายโบนัสได้ 7% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 2 เท่าของเงินเดือน

ลองดูบริษัท ท่าอากาศยานไทยฯนั่นปะไร ใครมีสิทธิบริหารสนามบินของรัฐแล้วกินกำไรจากการเดินอากาศ แล้วปล่อยให้เอกชนเช่าพื้นที่ไปโขกราคาเอากับผู้เช่าโดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ค่าอาหารแพงหูฉี่ ผู้บริโภคแทบสำลักเงินตาย แต่บริษัทฟันกำไรจากการผูกขาดอำนาจของรัฐไปเต็มๆโดยไม่แบ่งใคร

 ทำได้มั้ยลุงตู่...

.......................
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา /หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศราฐกิจ / ฉบับ 3320 ระหว่างวันที่ 7-9 ธ.ค.2560 ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline