
รับผิด รับชอบ
ข้อมูลที่ธปท.เสนอขออนุมัติมายังนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น กำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 2.5% บวก/ลบ 1.5% หรือกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อที่เป็นตัวสะท้อนระดับราคาสินค้าในประเทศให้ยืนอยู่ในกรอบ 1-4% ตามกรอบเดิมของปี 2560
[caption id="attachment_239508" align="aligncenter" width="461"]
แปลความได้ว่า การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อในปีที่ผ่านมาของธปท.นั้นถือว่าล้มเหลว จึงขอให้พิจารณาปรับปรุง และพิจารณาการกำหนดแนวทางการใช้เครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจให้เหมาะสมมากขึ้น
เรื่องนี้อาจเป็นเทคนิคทางเศรษฐกิจ แต่มีผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง สมมติว่า รัฐบาลเห็นพ้องมีมติรับกรอบเงินเฟ้อที่ระดับ 2.5% บวก/ลบ 1.5% เอกชนก็จะนำค่ากลางของเงินเฟ้อ 2-2.5% มากำหนดแผนธุรกิจ เมื่อตัวเลขจริงผิดพลาดหรือพลาดจากเป้าหมาย เช่น เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.67% แผนธุรกิจของเอกชน และการทำกำไรของภาคธุรกิจก็ผิดไปหมดเช่นกัน
รอบนี้ก็ควรเป็นเช่นนั้น ถ้าธปท.ผู้รับผิดชอบกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย ไม่สามารถทำตามกรอบได้ก็ต้องมาพิจารณาเป้าหมายใหม่ ต้องร่วมกันสแกนดูว่า การยึดติดกับกรอบเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวอาจหมายถึงการลดดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดปัญหากับเสถียรภาพทางการเงิน อาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ การสร้างหนี้ที่เร็วเกินตัวหรือไม่
เครื่องมือที่ใช้ในการดูแลเศรษฐกิจซึ่งธปท.ยึดถือเอานโยบายดอกเบี้ยเป็นตัวตั้งโดยไม่ยอมใช้เครื่องมืออื่นใดนั้น ยังใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ การกำหนดระยะเวลาการตัดสินใจ 2 เดือนประชุมกัน 1 ครั้ง เพื่อตัดสินใจในภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากปัจจัยต่างประเทศเหมาะสมหรือไม่ เครื่องมือทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน เครื่องมือทางด้านการควบคุมปริมาณเงิน ควรจะนำมาใช้ให้สอดประสานกับนโยบายการคลังที่เป็นการอัดฉีดเงินและนโยบายทางภาษีได้กันอย่างไร
แนวทางการยืนตรงอาจใช้ได้บางสถานการณ์ แต่ใช้ไม่ได้ในทุกสถานการณ์ ความเป็นอิสระในการตัดสินใจต้องมี แต่ต้องแลกมากับความรับผิด รับชอบ กับผลของงานที่บังเกิดขึ้นด้วย
............
บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3320 ระหว่างวันที่ 7-9 ธ.ค.2560






