thansettakij
thansettakij
รับผิด รับชอบ

รับผิด รับชอบ

06 ธ.ค. 60 | 11:33 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ธ.ค. 60 | 18:37 น.
65987441 750x422_765433_1500537904 เรื่องใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ในวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนธันวาคมนี้คือ การขอมติครม.พิจารณาอนุมัติกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปี 2561 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

ข้อมูลที่ธปท.เสนอขออนุมัติมายังนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น กำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 2.5% บวก/ลบ 1.5% หรือกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อที่เป็นตัวสะท้อนระดับราคาสินค้าในประเทศให้ยืนอยู่ในกรอบ 1-4% ตามกรอบเดิมของปี 2560

แบนเนอร์รายการฐานยานยนต์-2 อย่างไรก็ตาม มีข้อทักท้วงจากกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในฝั่งนโยบายการคลังว่า ผลการดำเนินงานในส่วนของเป้าหมายนโยบายการเงินปี 2560 นั้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมายที่ ครม.เคยอนุมัติไว้ที่ 2.5% บวก/ลบ 1.5% และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยตํ่ากว่ากรอบล่างของเป้าหมายจึงกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ภาคธุรกิจ จึงเห็นควรให้ ธปท.และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไปพิจารณาปรับแนวทางการดำเนินงาน เพื่อดูแลให้เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในกรอบเป้าหมาย และดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพด้านราคา

[caption id="attachment_239508" align="aligncenter" width="461"] อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์[/caption]

แปลความได้ว่า การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อในปีที่ผ่านมาของธปท.นั้นถือว่าล้มเหลว จึงขอให้พิจารณาปรับปรุง และพิจารณาการกำหนดแนวทางการใช้เครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจให้เหมาะสมมากขึ้น

เรื่องนี้อาจเป็นเทคนิคทางเศรษฐกิจ แต่มีผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง สมมติว่า รัฐบาลเห็นพ้องมีมติรับกรอบเงินเฟ้อที่ระดับ 2.5% บวก/ลบ 1.5% เอกชนก็จะนำค่ากลางของเงินเฟ้อ 2-2.5% มากำหนดแผนธุรกิจ เมื่อตัวเลขจริงผิดพลาดหรือพลาดจากเป้าหมาย เช่น เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.67% แผนธุรกิจของเอกชน และการทำกำไรของภาคธุรกิจก็ผิดไปหมดเช่นกัน แบนเนอร์ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ01-3-1 ดังนั้น การกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.ที่เป็นเรือธงในการใช้เครื่องมือทางนโยบายมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีการหารือกันให้ตกผลึกว่า ถ้ากำหนดกรอบเป้าหมายแบบเดิม ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยมาเป็นตัวขับเคลื่อนอย่างเดียวเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นจะรับผิดชอบกันอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะมีการจ้างงานเต็มที่
Learning-to-love-long-term-budgets การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบ Inflation Targeting เริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ระยะแรกจนถึงปี 2552 กรอบเงินเฟ้อเป้าหมายอยู่ในกรอบ 0-3.5%  จึงเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นกรอบที่มีช่วงห่างค่อนข้างกว้าง กรอบล่างที่แตะ 0% ครอบคลุมภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจนอาจถึงขั้นเงินฝืด จึงไม่น่าจะใช่เป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีการปรับใหม่เป็น 0.5-3.0% และต่อมาได้ปรับอยู่ในช่วง 1-4% โดยนับตั้งแต่ดำเนินการมา เงินเฟ้อตํ่ากว่ากรอบเป้าหมายไปแล้ว 4-5 ครั้ง และทุกครั้งที่ผิดพลาดก็มีการหารือกันถึงแนวทางการใช้เครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจ

รอบนี้ก็ควรเป็นเช่นนั้น ถ้าธปท.ผู้รับผิดชอบกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย ไม่สามารถทำตามกรอบได้ก็ต้องมาพิจารณาเป้าหมายใหม่ ต้องร่วมกันสแกนดูว่า การยึดติดกับกรอบเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวอาจหมายถึงการลดดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดปัญหากับเสถียรภาพทางการเงิน  อาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ การสร้างหนี้ที่เร็วเกินตัวหรือไม่
วิทยุพลังงาน shutterstock_414184312
เครื่องมือที่ใช้ในการดูแลเศรษฐกิจซึ่งธปท.ยึดถือเอานโยบายดอกเบี้ยเป็นตัวตั้งโดยไม่ยอมใช้เครื่องมืออื่นใดนั้น ยังใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ การกำหนดระยะเวลาการตัดสินใจ 2 เดือนประชุมกัน 1 ครั้ง เพื่อตัดสินใจในภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากปัจจัยต่างประเทศเหมาะสมหรือไม่ เครื่องมือทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน เครื่องมือทางด้านการควบคุมปริมาณเงิน ควรจะนำมาใช้ให้สอดประสานกับนโยบายการคลังที่เป็นการอัดฉีดเงินและนโยบายทางภาษีได้กันอย่างไร

แนวทางการยืนตรงอาจใช้ได้บางสถานการณ์ แต่ใช้ไม่ได้ในทุกสถานการณ์ ความเป็นอิสระในการตัดสินใจต้องมี แต่ต้องแลกมากับความรับผิด รับชอบ กับผลของงานที่บังเกิดขึ้นด้วย

............
บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3320 ระหว่างวันที่ 7-9 ธ.ค.2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว


 
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline