
คดีงอกฟ้องเลขาฯก.ล.ต.
อดีตผู้บริหารโบรกเกอร์ จ้องฟ้อง “รพี สุจริตกุล” เลขาธิการก.ล.ต. เป็นคดีต่อเนื่อง ฟัน “ชยันต์ อัคราทิตย์” ด้านก.ล.ต.มุ่งยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลกำกับดูแล
แหล่งข่าวผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า อดีตผู้บริหารโบรกเกอร์เตรียมฟ้อง นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกระลอก หลังจากที่นายชยันต์ อัคราทิตย์ อดีตกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียเวลท์ฯ ได้ยื่นฟ้องนายรพีแล้ว ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีใช้หลักฐานปลอมสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุน 1 ปี ของนายชยันต์ และนางสาวชญานี โปขันเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2560
[caption id="attachment_238103" align="aligncenter" width="503"]
รพี สุจริตกุล[/caption]
คดีดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากที่สำนักงานก.ล.ต. ดำเนินการเปรียบเทียบปรับนายสาคร สุขศรีวงศ์ เป็นเงิน 500,000 บาท กรณีชักชวนให้บุคคลอื่นซื้อหุ้น บล.บีฟิทฯ (BSEC) โดยอาศัยข้อมูลเท็จจริงที่ล่วงรู้ว่าธนาคาร OSK จากมาเลเซีย สนใจซื้อหุ้น BSEC จากบริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทรฯ (BFIT) ขณะนั้นนายสาคร เป็นกรรมการ BSEC และเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองประธานกรรมการของ BFIT ก่อนจะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อบุคคลทั่วไปในวันที่ 18 มกราคม 2554
“หลักฐานสำคัญที่นายชยันต์ ใช้เป็นหลักฐานฟ้องนายรพี ก็คือ อี-เมล์สรุปราคา การซื้อขายบล.บีฟิทฯ ที่มีการคุยกัน 2 คนเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ผู้รับเมล์เป็นนายชยันต์ เมื่อปี 2553 ซึ่งจากหลักฐานไม่มีใครสามารถส่งอีเมล์ถึงนายชยันต์ได้ เพราะปีนั้น นายชยันต์ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกทรูเมล์”
แหล่งข่าวกล่าวและว่าคดีที่นายชยันต์ฟ้องไปแล้วนั้น กำลังจะมีคดีงอกต่อเนื่องฟ้องนายรพีอีกหลังจากนี้ เพื่อพิสูจน์ความจริง
ด้านสำนักงานก.ล.ต. ยืนยันการดำเนินการเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหลักทรัพย์อย่างเคร่งครัด โดยพิจารณาจากเอกสารหลักฐานอย่างรัดกุมและเป็นกลางเปิดโอกาสให้นายชยันต์ ได้ชี้แจงอย่างเต็มที่ ซึ่งกระบวนการพิจารณาลงโทษอยู่ในรูปแบบองค์คณะ มิได้ขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และยุติธรรม นายชยันต์ ได้อุทธรณ์คำสั่งครั้งหนึ่งแล้ว และ ก.ล.ต. ได้พิจารณาทบทวนตามขั้นตอน โดยคณะอนุกรรมการอุทธรณ์ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบุคคลภายนอกที่เป็นกลาง และคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้พิจารณาการอุทธรณ์แล้ว เห็นว่าการดำเนินการของ ก.ล.ต. เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต.มุ่งยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลการกำกับดูแล เพื่อพัฒนาตอบโจทย์ทุกภาคส่วนตลาดทุนอย่างเหมาะสม นอกจากดูแลความน่าเชื่อถือของตลาดทุนแล้ว ต้องทำให้กฎเกณฑ์และมาตรการต่างๆ ง่ายกับการประกอบธุรกิจ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการแข่งขัน พัฒนาคุณภาพกิจการที่ดีต่อผู้ลงทุน สร้างคุณค่าให้กิจการ ควบคู่กันไปด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,319 วันที่ 3 - 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560
แหล่งข่าวผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า อดีตผู้บริหารโบรกเกอร์เตรียมฟ้อง นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกระลอก หลังจากที่นายชยันต์ อัคราทิตย์ อดีตกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียเวลท์ฯ ได้ยื่นฟ้องนายรพีแล้ว ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีใช้หลักฐานปลอมสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุน 1 ปี ของนายชยันต์ และนางสาวชญานี โปขันเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2560
[caption id="attachment_238103" align="aligncenter" width="503"]
คดีดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากที่สำนักงานก.ล.ต. ดำเนินการเปรียบเทียบปรับนายสาคร สุขศรีวงศ์ เป็นเงิน 500,000 บาท กรณีชักชวนให้บุคคลอื่นซื้อหุ้น บล.บีฟิทฯ (BSEC) โดยอาศัยข้อมูลเท็จจริงที่ล่วงรู้ว่าธนาคาร OSK จากมาเลเซีย สนใจซื้อหุ้น BSEC จากบริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทรฯ (BFIT) ขณะนั้นนายสาคร เป็นกรรมการ BSEC และเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองประธานกรรมการของ BFIT ก่อนจะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อบุคคลทั่วไปในวันที่ 18 มกราคม 2554
“หลักฐานสำคัญที่นายชยันต์ ใช้เป็นหลักฐานฟ้องนายรพี ก็คือ อี-เมล์สรุปราคา การซื้อขายบล.บีฟิทฯ ที่มีการคุยกัน 2 คนเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ผู้รับเมล์เป็นนายชยันต์ เมื่อปี 2553 ซึ่งจากหลักฐานไม่มีใครสามารถส่งอีเมล์ถึงนายชยันต์ได้ เพราะปีนั้น นายชยันต์ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกทรูเมล์”
แหล่งข่าวกล่าวและว่าคดีที่นายชยันต์ฟ้องไปแล้วนั้น กำลังจะมีคดีงอกต่อเนื่องฟ้องนายรพีอีกหลังจากนี้ เพื่อพิสูจน์ความจริง
นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต.มุ่งยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลการกำกับดูแล เพื่อพัฒนาตอบโจทย์ทุกภาคส่วนตลาดทุนอย่างเหมาะสม นอกจากดูแลความน่าเชื่อถือของตลาดทุนแล้ว ต้องทำให้กฎเกณฑ์และมาตรการต่างๆ ง่ายกับการประกอบธุรกิจ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการแข่งขัน พัฒนาคุณภาพกิจการที่ดีต่อผู้ลงทุน สร้างคุณค่าให้กิจการ ควบคู่กันไปด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,319 วันที่ 3 - 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560






