
ทางออกนอกตำรา : รัฐมนตรีสายล่อฟ้า ที่“ขาใหญ่”พลังงานส่อง
แม้ว่า "ศิริ" จะเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านพลังงาน และเป็นหนึ่งในกล่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน หรือ ERS ที่มี ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ คู่ขัดแย้งกับเครือข่ายภาคประชาชนปฏิรูปพลังงานไทยอยู่ด้วย
แต่ปี่กลองยังไม่ทันเชิด ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เตือนถึง รัฐมนตรีพลังงาน คนใหม่ว่า "ศิริ" อาจจะพิจารณาเรื่องพลังงาน โดยอาศัยความรู้เชิงวิศวกรรมศาสตร์และเชิงธุรกิจ ตามประสบการณ์ที่มีมาก็เป็นได้ แต่ในตำแหน่งรัฐมนตรี ถ้าหาก "นายศิริ" ไม่ให้น้ำหนักต่อการบริหารจัดการ และประเด็นทางด้านนิติศาสตร์ "นายศิริ" อาจจะติดตะรางเอาง่ายๆ ก็ได้นะครับ และคปพ.จะแจ้งข้อมูลไม่ชอบมาพากล ไปให้รัฐมนตรีคนใหม่รับทราบ และเป็นหลักฐานด้วย
[caption id="attachment_237283" align="aligncenter" width="503"]
"ศิริ" จึงเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้า ให้บรรดาเอ็นจีโอ และกลุ่มต่อต้านการให้สัมปทานปิโตรเลียม ตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวรับตำแหน่ง
ผมเคยสัมภาษณ์ศิริในช่วงที่ทำงานอยู่ที่โพสต์ทูเดย์ แน่นอนว่า "ศิริ" สนับสนุนระบบสัมปทานพลังงานมากกว่าการแบ่งปันผลผลิต เพราะเห็นว่าระบบสัมปทานเป็นระบบที่ควบคุมได้ง่าย ข้าราชการคุ้นเคย มีความโปร่งใส โอกาสคอร์รัปชั่นแทบจะไม่มี เพราะเราประกาศทุกเงื่อนไขในการให้สัมปทานเป็นกฎหมาย เราให้สิทธิ์ไปแล้ว สิ่งที่ผู้รับสัมปทานต้องทำก็คือ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังต้องหาข้อสรุปแนวทางของแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งใหญ่ที่จะหมดอายุในปี 2565 คือ สัปมทานสัญญาของ บริษัท เชพรอน สำรวจและผลิต (ประเทศไทย) และ สัมปทาน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.)
ทางหนึ่งต้องให้เวลากับผู้รับสัมปทานรายเดิมในการเตรียมตัว เพราะหากไม่ต่อสัมปทานก็ต้องให้เวลาในเรื่องของการรื้อถอน แต่หากมีการต่อสัญญาด้วยผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ทางผู้ลงทุนก็ต้องรับทราบข้อมูลก่อนหน้าล่วงหน้าด้วย
เมื่อตัดสินใจไม่ว่าไปทางไหน ศิริบอกว่า ย่อมมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สำคัญที่สุดคือ คนตัดสินใจต้องมีชุดข้อมูลที่ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ประเทศ มิใช่เพื่อประโยชน์ของใคร แค่นี้ก็จะเป็นเกราะกำบังที่ดี แต่จะไม่ตัดสินใจไม่ได้ เพราะนี่คือหน้าที่ของผู้บริหารและรัฐบาล
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องจับตามองคือ "ศิริ" กระทุ้งมาตลอดให้รัฐบาล แก้ไขปรับปรุงผังเมืองในมาบตาพุด และแหลมฉบัง ที่คาราซัง ความไม่แน่นอนของผังเมือง ส่งผลให้นักลงทุนทั้งเก่าและใหม่ไม่สามารถตัดสินใจเดินหน้าลงทุนต่อไปได้ แม้ว่าจะมีความสนใจเข้ามาลงทุนและขยายกิจการจำนวนมากเพื่อสนับสนุนนโยบายการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ปิโตรเคมีในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
"ศิริ" เคยเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลรับผิดชอบการขับเคลื่อนให้ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การทบทวนกฎหมาย และข้อกำหนดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในพื้นที่ โดยให้มีส่วนร่วมจากภาคเอกชน
นี่คือหลักคิดของรัฐมนตรีสายล่อฟ้า ที่ไม่ว่าตัดสินใจในแง่ไหน ย่อมมีแรงกระเพื่อมต่อรัฐบาลตู่ 5.0 แน่นอน แต่นี่คือคนที่รู้จริงด้านพลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซ และปิโตรเคมี ที่คนไทยไม่รู้จัก
"ศิริ" จบการศึกษาไฮสคูล จาก SEVENTH DAY ADVENTIST ก่อนได้ทุนไปศึกษาต่อที่ UEVENTH OF AKRON รัฐโอไฮโอ เรียนได้ปีเดียวก็ย้ายไปเรียนที่ CALIFORNIA IN-STITUTE OF TECHNOLOGY (CAL TECH) สาขาวิศวกรรมเคมีโดยได้รับทุนจากสถาบัน จบปริญญาตรี โดยคะแนนสูงสุด และเข้าเรียนต่อปริญญาเอกในสาขาเดียวกันที่ MIT (MASSACHUSETTS INSTITUTE OF TECHNOLOGY ) สถาบันการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ที่สุดยอดของโลก
เมื่อกลับมาเมืองไทยเขาไม่สนใจ “เงิน” แต่กลับไปสอนในแผนกวิศวเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ด้วยความที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องปิโตรเคมี "ศิริ" จึงถูกธนาคารกรุงเทพดึงไปทำงาน ก่อนที่เขาจะเป็นฟันเฟืองหลักในการแก้ปัญหา”ทีพีไอ” และมาตั้งสถาบันปิโตรเลียมฯ
นี่คือเส้นทางศิริสายล่อฟ้า...ขาต้านแปรรูปพลังงาน...
.....................
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา /หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3318 ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-2 ธ.ค.2560






