
ไล่เช็กบิล‘ทักษิณ’ ชงศาลพิจารณา 4 คดีลับหลัง
ประกอบด้วย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยตํ่าของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลเมียนมา วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการปรับปรุงระบบโทรคมนาคมของเมียนมาเพื่อเอื้อประโยชน์ในธุรกิจดาวเทียมให้สั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชิน แซทเทล ไลท์ฯ และบริษัทในเครือตระกูลชินวัตร
ซึ่งคดีนี้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่านายทักษิณ ซึ่งเป็นจำเลยได้รับหมายเรียกแล้วแต่ไม่มาฟังการพิจารณาคดีโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง พฤติการณ์จึงมีเจตนาจะหลบหนี ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว และให้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อพิจารณาคดีต่อไป
ในฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อหรือจัดการทรัพย์ ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของคนอื่นโดยทุจริต เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการดูแลกิจการ เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อผลประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานที่แสดงว่ามีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร เรียกเก็บโดยทุจริตหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ ซึ่งในส่วนของนายทักษิณ ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว เนื่องจากหนีคดี
คดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือและดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัท ชินคอร์ปฯ ทำรัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่น, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ซึ่งศาลได้ตัดสินจำคุกและปรับจำเลยที่เกี่ยวข้องในคดีหลายราย แต่ในส่วนของนายทักษิณ ศาลพิจารณาเห็นว่า อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับทราบนัดโดยชอบแล้วแต่ไม่มาฟังการพิจารณาคดี มีเหตุให้สงสัยว่า จะหลบหนีให้ออกหมายจับและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว
ความคืบหน้าล่าสุด คณะทำงานชุดดังกล่าวพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างทำบันทึกส่งให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ หากพิจารณาแล้วเห็นสมควรว่าจะยื่นคำร้องขอให้มีการพิจารณาคดีที่ชะงักไว้ในศาลฎีกาฯ ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้เลย
โดยขอให้ดีเอสไอตรวจสอบผู้ที่รับโอน หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจำนวน 10 ล้านบาท และ 26 ล้านบาท ตามลำดับ รวม 4 ราย คือ 1.นายพานทองแท้ ชินวัตร 2.นางเกศินี จิปิภพ 3.นางกาญจนาภา หงษ์เหิน และ 4.นายวันชัย หงษ์เหิน
อย่างไรก็ดี หลังได้รับหมายเรียกบุคคล 4 รายได้ขอเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนปากคำไว้ โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 ประสงค์จะส่งเอกสารเพื่อประกอบการแก้ข้อกล่าวหา และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งจะนำมามอบให้โดยเร็ว สำหรับคดีนี้จะหมดอายุความในปี 2561
รายงาน หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ฉบับ 3313 ระหว่างวันที่ 12-15 พ.ย.2560






