เมื่อคืนวันศุกร์ที่แล้วฟังนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวแสดงความพอใจเป็นอย่างมาก ต่อผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) ประจำปี 2017 ของธนาคารโลก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดีขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 20 อันดับ คือจากอันดับที่ 46 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ในอันดับ 26 ในปีนี้ จากบรรดาเขตเศรษฐกิจและประเทศทั่วโลก 190 ประเทศ และไทยยังอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจทั่วโลก
หากพิจารณาจากปัจจัยชี้วัดทั้ง 10 ประการ ที่ธนาคารโลกนำมาพิจารณาและให้คะแนนเพื่อการจัดอันดับได้แก่ 1. การเริ่มต้นธุรกิจ 2. การขออนุญาตก่อสร้าง 3. การขอใช้ไฟฟ้า 4. การจดทะเบียนทรัพย์สิน 5. การได้รับสินเชื่อ
6. การคุ้มครองผู้ลงทุน 7. การชำระภาษี 8. การค้าระหว่างประเทศ 9. การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง 10. การแก้ปัญหาการล้มละลาย โดยไทยมีตัวเลขการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นถึง 6 ใน 10 ข้อ จนทำให้เลื่อนขึ้นมาเป็นลำดับที่ 26 ของโลก มองในมุมของผู้ประกอบการธุรกิจ และในฐานะคนไทยที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูประบบราชการ ระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ในการดำเนินธุรกิจ มองในมุมนี้ก็ควรที่จะแสดงความยินดีร่วมกับท่านนายกฯ ไปด้วยได้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยมีความสะดวกและง่ายในการเริ่มธุรกิจ ยังไม่ใช่คำตอบว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น และก็มิใช่คำตอบว่าประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะนี่เป็นเพียงการทำให้โอกาสของนักธุรกิจและนักลงทุนจากทั่วโลกที่มุ่งจะมาลงทุนและแสวงหาประโยชน์ในทางธุรกิจกับประเทศไทยง่ายขึ้นเท่านั้น
หากไม่มีบทคุ้มครองและรักษาสิทธิประโยชน์ของคนไทย นักธุรกิจไทยในการแข่งขันกับต่างชาติ ก็ยังจะมีคำถามตามมาอีกว่า คนไทย นักธุรกิจจะได้ประโยชน์อย่างไร การลงทุนจากต่างชาติจะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นอย่างไร ยังเป็นปัญหาที่เราต้องพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรมในรายละเอียดของแต่ละโครงการเป็นสำคัญ
ในขณะที่เรากำลังดีใจและพอใจต่อผลการจัดอันดับดังกล่าว ผู้เขียนก็อยากให้ท่านนายกฯหันมามองตัวเลขอีกด้านหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมลํ้าและความยากจนในสังคมไทย ที่ธนาคารโลกและสถาบันต่างๆ เขาจัดอันดับประเทศไทยไว้อย่างไรประกอบด้วยว่า ภายใต้แนวทางและการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา และภายใต้การบริหารประเทศของท่านในรอบ 3 ปีเศษกำลังใกล้จะครบ 4 ปีนั้น เป็นอย่างไร
นิตยสารฟอร์บส์ประกาศจัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีของไทยในปี 2560 เมื่อต้นเดือนมิถุนายน มูลค่าทรัพย์สินโดยรวมของมหาเศรษฐีไทย 50 ครอบครัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 16% เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ในปี 2559 พบว่ามีสัดส่วนถึง 30% สัดส่วนนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น เฉพาะเจ้าสัวซีพีรวยเพิ่มขึ้น1 แสนล้านบาท กระทิงแดงเพิ่มขึ้น 9.5 หมื่นล้านบาท คนรวย 10% นอกจากมีรายได้เป็น 35 เท่าของคนจน 10% ยังมีทรัพย์สินเป็น 79% ของประเทศ มากกว่าปี 2559 ที่มีทรัพย์สินเป็น 69% แสดงถึงคนรวยมีแต่รวยขึ้นๆ คนจนก็มีแต่จนลงๆ
และปีนี้เอง รายงานความมั่งคั่งของโลกประจำปี 2016 ของ สถาบันเครดิตสวิส (Credit Suisse’s Global Wealth Report 2016) จัดอันดับประเทศที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากที่สุดในโลก ซึ่งรัสเซียถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 1 เนื่องจากความมั่งคั่งกว่า 74.5% ของประเทศ ไปกระจุกตัวอยู่กับคนรวยที่รํ่ารวย ที่สุดที่มีเพียง 1% ของประเทศ ขณะที่อินเดียได้อันดับ 2 และไทยได้อันดับ 3 โดยความมั่งคั่งในอินเดีย 58.4% ส่วนของไทย 58% ถูกควบคุมโดยคนที่รวยที่สุดจำนวน 1% ของประเทศ
ประเทศอื่นๆได้แก่อินโดนีเซีย บราซิล จีน สหรัฐฯ เซาธ์แอฟริกา และเม็กซิโก ก็รองลงมาตามลำดับ ซึ่งสถาบันเครดิตสวิส ยังรายงานด้วยว่า ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนรวยและคนจน เป็นปัญหาใหญ่ในแทบทุกประเทศทั่วโลก
ซึ่งผลสำรวจระบุว่า ประชากรโลกครึ่งหนึ่งที่มีรายได้น้อย เข้าถึงความมั่งคั่งบนโลกนี้ได้ไม่ถึง 1% เท่านั้น ขณะที่คนรวยที่สุดบนโลกนี้ 10% ครอบครองความมั่งคั่งทั้งหมดกว่า 89% ด้านคนรวยที่สุด 1% เป็นผู้ครอบครองความมั่งคั่งกว่าครึ่งหนึ่งของโลกใบนี้ ซึ่งประเทศไทยก็จัดอยู่ในปัญหาและข้อเท็จจริงตามรายงานดังกล่าวเช่นกัน
ตัวเลขและข้อเท็จจริงนี้ ผมคิดว่า ท่านนายกฯ คงต้องนำมาพิจารณาให้จงหนัก และก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ภายใต้การบริหารประเทศของท่าน มีส่วนเพิ่มหรือลดปัญหาดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ทีมเศรษฐกิจของท่านทำงานสำเร็จหรือล้มเหลว ควรจะต้องประเมินและวัดผลจากตัวเลขชี้วัดอะไรเป็นสำคัญ
เราได้น้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติจริงหรือไม่ เหตุใดยิ่งพัฒนายิ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความเหลื่อมลํ้าและปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนของประเทศไทยยิ่งเพิ่มขึ้น และห่างกันออกไปมากยิ่งกว่าเดิม ทั้งไม่มีสัญญาณหรือแนวโน้มใดว่าจะลดลง เศรษฐกิจที่บอกว่าดีขึ้น โดยอ้างเพียงแต่ตัวเลข จีดีพี โตเท่านั้นเท่านี้ เพียงพอและเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่
เพราะในขณะที่ จีดีพี โตขึ้น แต่ประชาชนทั้งหลายในชาติกลับรู้สึกว่าตัวเองจนลง จนลง ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าตนมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด จึงเป็นปัญหาและเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลควรทบทวน หากทิศทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แนวทางและนโยบายของรัฐบาล ยังเดินและมุ่งไปตามเข็มมุ่งและทิศทางเดิม ด้วยทีมเศรษฐกิจที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นหัวหน้าทีม ทำให้นายกฯ มีความเชื่อว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ดังที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน
ผมรู้สึกเป็นห่วงครับว่า
ถึงวันที่ท่านลงจากอำนาจ ลงจากหลังเสือเมื่อใด อาจจบไม่สวย ลงไม่สง่างาม อาจถูกตำหนิได้ว่า คสช.และรัฐบาลท่าน มิได้คืนความสุขแก่ประชาชน แต่กลายเป็นเพิ่มความรวยให้แก่กลุ่มทุน และมหาเศรษฐีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
.......................................
คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน/ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3312 ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย.2560