thansettakij
thansettakij
ข้าพระบาท ทาสประชาชน : เศรษฐกิจไทย ดีจริงหรือไม่?

ข้าพระบาท ทาสประชาชน : เศรษฐกิจไทย ดีจริงหรือไม่?

08 พ.ย. 60 | 13:03 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ย. 60 | 20:03 น.
1510141843738

thailand-economy-second-half-2017
1510141958565
7803_นรม01 เมื่อคืนวันศุกร์ที่แล้วฟังนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา กล่าวแสดงความพอใจเป็นอย่างมาก ต่อผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) ประจำปี 2017 ของธนาคารโลก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดีขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 20 อันดับ คือจากอันดับที่ 46 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ในอันดับ 26 ในปีนี้ จากบรรดาเขตเศรษฐกิจและประเทศทั่วโลก 190 ประเทศ และไทยยังอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจทั่วโลก

หากพิจารณาจากปัจจัยชี้วัดทั้ง 10 ประการ ที่ธนาคารโลกนำมาพิจารณาและให้คะแนนเพื่อการจัดอันดับได้แก่ 1. การเริ่มต้นธุรกิจ 2. การขออนุญาตก่อสร้าง 3. การขอใช้ไฟฟ้า 4. การจดทะเบียนทรัพย์สิน 5. การได้รับสินเชื่อ

6. การคุ้มครองผู้ลงทุน 7. การชำระภาษี 8. การค้าระหว่างประเทศ 9. การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง 10. การแก้ปัญหาการล้มละลาย โดยไทยมีตัวเลขการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นถึง 6 ใน 10 ข้อ จนทำให้เลื่อนขึ้นมาเป็นลำดับที่ 26 ของโลก มองในมุมของผู้ประกอบการธุรกิจ และในฐานะคนไทยที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูประบบราชการ ระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ในการดำเนินธุรกิจ มองในมุมนี้ก็ควรที่จะแสดงความยินดีร่วมกับท่านนายกฯ ไปด้วยได้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง
10-33111
แต่อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยมีความสะดวกและง่ายในการเริ่มธุรกิจ ยังไม่ใช่คำตอบว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น และก็มิใช่คำตอบว่าประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะนี่เป็นเพียงการทำให้โอกาสของนักธุรกิจและนักลงทุนจากทั่วโลกที่มุ่งจะมาลงทุนและแสวงหาประโยชน์ในทางธุรกิจกับประเทศไทยง่ายขึ้นเท่านั้น

หากไม่มีบทคุ้มครองและรักษาสิทธิประโยชน์ของคนไทย นักธุรกิจไทยในการแข่งขันกับต่างชาติ ก็ยังจะมีคำถามตามมาอีกว่า คนไทย นักธุรกิจจะได้ประโยชน์อย่างไร การลงทุนจากต่างชาติจะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นอย่างไร ยังเป็นปัญหาที่เราต้องพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรมในรายละเอียดของแต่ละโครงการเป็นสำคัญ

10-3311 ในขณะที่เรากำลังดีใจและพอใจต่อผลการจัดอันดับดังกล่าว ผู้เขียนก็อยากให้ท่านนายกฯหันมามองตัวเลขอีกด้านหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมลํ้าและความยากจนในสังคมไทย ที่ธนาคารโลกและสถาบันต่างๆ เขาจัดอันดับประเทศไทยไว้อย่างไรประกอบด้วยว่า ภายใต้แนวทางและการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา และภายใต้การบริหารประเทศของท่านในรอบ 3 ปีเศษกำลังใกล้จะครบ 4 ปีนั้น เป็นอย่างไร
วิทยุพลังงาน นิตยสารฟอร์บส์ประกาศจัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีของไทยในปี 2560 เมื่อต้นเดือนมิถุนายน มูลค่าทรัพย์สินโดยรวมของมหาเศรษฐีไทย 50 ครอบครัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 16% เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ในปี 2559 พบว่ามีสัดส่วนถึง 30% สัดส่วนนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น เฉพาะเจ้าสัวซีพีรวยเพิ่มขึ้น1 แสนล้านบาท กระทิงแดงเพิ่มขึ้น 9.5 หมื่นล้านบาท คนรวย 10% นอกจากมีรายได้เป็น 35 เท่าของคนจน 10% ยังมีทรัพย์สินเป็น 79% ของประเทศ มากกว่าปี 2559 ที่มีทรัพย์สินเป็น 69% แสดงถึงคนรวยมีแต่รวยขึ้นๆ  คนจนก็มีแต่จนลงๆ
1510144185324 และปีนี้เอง รายงานความมั่งคั่งของโลกประจำปี 2016 ของ สถาบันเครดิตสวิส (Credit Suisse’s Global Wealth Report 2016) จัดอันดับประเทศที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากที่สุดในโลก ซึ่งรัสเซียถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 1 เนื่องจากความมั่งคั่งกว่า 74.5% ของประเทศ ไปกระจุกตัวอยู่กับคนรวยที่รํ่ารวย ที่สุดที่มีเพียง 1% ของประเทศ ขณะที่อินเดียได้อันดับ 2 และไทยได้อันดับ 3 โดยความมั่งคั่งในอินเดีย 58.4% ส่วนของไทย 58% ถูกควบคุมโดยคนที่รวยที่สุดจำนวน 1% ของประเทศ
1510144199108 ประเทศอื่นๆได้แก่อินโดนีเซีย บราซิล จีน สหรัฐฯ เซาธ์แอฟริกา และเม็กซิโก ก็รองลงมาตามลำดับ ซึ่งสถาบันเครดิตสวิส ยังรายงานด้วยว่า ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนรวยและคนจน เป็นปัญหาใหญ่ในแทบทุกประเทศทั่วโลก

ซึ่งผลสำรวจระบุว่า ประชากรโลกครึ่งหนึ่งที่มีรายได้น้อย เข้าถึงความมั่งคั่งบนโลกนี้ได้ไม่ถึง 1% เท่านั้น ขณะที่คนรวยที่สุดบนโลกนี้ 10% ครอบครองความมั่งคั่งทั้งหมดกว่า 89% ด้านคนรวยที่สุด 1% เป็นผู้ครอบครองความมั่งคั่งกว่าครึ่งหนึ่งของโลกใบนี้ ซึ่งประเทศไทยก็จัดอยู่ในปัญหาและข้อเท็จจริงตามรายงานดังกล่าวเช่นกัน

1510144225171 ตัวเลขและข้อเท็จจริงนี้ ผมคิดว่า ท่านนายกฯ คงต้องนำมาพิจารณาให้จงหนัก และก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ภายใต้การบริหารประเทศของท่าน มีส่วนเพิ่มหรือลดปัญหาดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ทีมเศรษฐกิจของท่านทำงานสำเร็จหรือล้มเหลว ควรจะต้องประเมินและวัดผลจากตัวเลขชี้วัดอะไรเป็นสำคัญ

เราได้น้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติจริงหรือไม่ เหตุใดยิ่งพัฒนายิ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความเหลื่อมลํ้าและปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนของประเทศไทยยิ่งเพิ่มขึ้น และห่างกันออกไปมากยิ่งกว่าเดิม ทั้งไม่มีสัญญาณหรือแนวโน้มใดว่าจะลดลง เศรษฐกิจที่บอกว่าดีขึ้น โดยอ้างเพียงแต่ตัวเลข จีดีพี โตเท่านั้นเท่านี้ เพียงพอและเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่
แบนเนอร์ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ01-3-1 เพราะในขณะที่ จีดีพี โตขึ้น แต่ประชาชนทั้งหลายในชาติกลับรู้สึกว่าตัวเองจนลง จนลง ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าตนมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด จึงเป็นปัญหาและเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลควรทบทวน หากทิศทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แนวทางและนโยบายของรัฐบาล ยังเดินและมุ่งไปตามเข็มมุ่งและทิศทางเดิม ด้วยทีมเศรษฐกิจที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นหัวหน้าทีม ทำให้นายกฯ มีความเชื่อว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ดังที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน
T01-3324e ผมรู้สึกเป็นห่วงครับว่า ถึงวันที่ท่านลงจากอำนาจ ลงจากหลังเสือเมื่อใด อาจจบไม่สวย ลงไม่สง่างาม อาจถูกตำหนิได้ว่า คสช.และรัฐบาลท่าน มิได้คืนความสุขแก่ประชาชน แต่กลายเป็นเพิ่มความรวยให้แก่กลุ่มทุน และมหาเศรษฐีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น

.......................................
คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน/ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3312 ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย.2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline