ในที่สุดครม.ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ผ่านมาตรการช็อปช่วยชาติของปี 2560 อีกวาระหนึ่ง ทั้งที่เศรษฐกิจกำลังไปได้ดี โดยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ประมาณการว่าจะโตได้ในอัตราใกล้ เคียง 4 %และไตรมาส 4 มีการคาดการณ์อัตราการโต ของจีดีพีสูงกว่า 4% ส่งผลให้ตัวเลขท้ังปีน่าจะออกมา สูงกว่า 3.8% ตามที่หลายสํานักเศรษฐกิจรวมทั้งหน่วย งานภาครัฐพยากรณ์เอาไว้ จากตัวเลขที่ออกมาไม่ค่อยมีเหตุผลรองรับมากนัก ในการออกมาตรการกระตุ้นซ้ำ
หลายฝ่ายออกมาท้วงติงถึงความเหมาะสมใน การออกมาตรการ แม้จะไม่สามารถประเมิน ตัวเลขความ คุ้มค่าได่โดยตรง แต่พออนุมานตัวเลขภาษีที่สูญเสีย ประมาณ 4-5 พันล้านบาท แลกกับการกระตุ้นเพียง เล็กน้อย อาจมองได้ว่าได้ไม่คุ้มเสียแต่มาตรการลักษณ์นี้ย่อมมีผู้ได้ แน่นอนว่าผู้ขายสินค้าที่มีเครื่องออกใบกำกับภาษี และบรรดาเจ้าสัวเจ้าของห้างทั้งหลาย ได้ต่อยอดความมั่งคั่งของตัวเอง จากมาตรการของรัฐที่ออกมา และส่อที่จะกลายเป็นสิ่งเสพติด ถึงเวลาก็จะเรียกร้องกดดันให้ออกมาตรการทุกปี
พล.อ.ประยุทธ์ อาจได้ข้อมูลจากที่ปรึกษา แต่ขาดการปรึกษาหารืออย่างเพียงพอกับทีมเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังไม่กล้าคัดง้างความเห็นนายกฯถึง เหตุผลความจำเป็นของมาตรการ ไม่ได้อธิบายให้เข้าใจ ว่าในการกระตุ้นตลาดหรือกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ จะ ไม่มีใครดําเนินการในภาวะปกติ ที่จะทําให้กลไกตลาด บิดเบือน เหมือนกับพิษผลพวงจากนโยบายรถคันแรก ที่เร่งกำลังซื้อล่วงหน้ามาใช้ แต่ผลเสียหายเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี ซึ้งเขาจะใช่มาตรการกระตุ้นในยามฉุกเฉินหรือเหตุจำเป็นเท่านั้นและไม่ใช่บ่อยจนเป็นเรื่องปกติ
ทุกคนทุกฝ่ายมองเห็นเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว แต่มีคำถามชาวบ้านร้านตลาด บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ฝืดสนิท เหตุไฉนการกระตุ้น จึงไม่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มฐานราก ให้ชาวบ้านมีโอกาสในการค้าการขาย มีรายได้และจับจ่ายหมุนเวียนในระบบอย่างรวดเร็วไม่ให้เหมือนรอบนี้
ที่คาดการณ์ว่า จะมีการใช้จ่ายผ่านระบบบัตรเครดิต เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าระบบ ล่าช้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และถ้าใช้จ่ายผ่านเครือข่ายชำระเงินต่างประเทศ เงินจะวิ่งไปเคลียริ่งที่ฮ่องกงหรือสิงคโปร์กว่าเงินจะเข้าระบบก็หลายวัน
รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และทีมเศรษฐกิจดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต้องหันกลับมามองภาพรวมทั้งระบบและปิดช่องโหว่โครงสร้างเศรษฐกิจในยุคเปลี่ยนผ่านหรือยุคปฏิรูป ที่มีหลายภาคส่วนยังก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทันท่วงที ซึ่งจะก่อปัญหาใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจตามมาในอนาคตในอีกไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า
เทคโนโลยีทันสมัย จะถูกนำมาใช้ในภาคการผลิตมากขึ้น แทนแรงงานที่จะถูกปลดออกไปนั่นหมายถึงอำนาจซื้อที่ลดลง ขณะที่สินค้าจะมากขึ้นจากประสิทธิภาพผลิต ภาวะ Disrupt กำลังจะเกิดขึ้น ต้องลงมือแก้ ตั้งแต่วันนี้ทันทีมากกว่ากระตุ้นระยะสั้นเป็นจุดๆ
...........................
บทบรรณาธิการ : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3312 ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย.2560