
ทางออกนอกตำรา : รัฐบาลจ๋า โปรดอย่าจุ้นเงินฝากประชาชน
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รวมไปถึง ท่านผู้นำ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี โดนถล่มเสียเละเทะว่า “รัฐบาลกำลังออกกฎหมายมายึดเงินฝากของประชาชนที่ไม่เคลื่อนไหว 10 ปี มากองรวมไว้ในบัญชีที่ดูแลโดยกรมบัญชีกลาง และนำเงินเข้ามาเป็นเงินคงคลัง ถือว่าเป็นการละเมิดอันกระทบสิทธิ์โดยตรง”
นักกฎหมายหลายคนไปหยิบยก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 80/2511 มาอรรถาธิบายและซัดเข้าไปบนหัวใจว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิ เพราะ “ผู้ฝากเงินไว้กับธนาคารมีนิติสัมพันธ์กันตามลักษณะฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 673 ผู้ฝากเงินจะถอนเงินคืนก่อนถึงเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ไม่ได้ และธนาคารผู้รับฝาก จะส่งคืนเงินก่อนถึงเวลานั้นก็ไม่ได้ดุจกัน แต่เมื่อผู้ฝากเงินตาย ธนาคารมีหน้าที่ต้องคืนเงินนั้นให้แก่ทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 665 วรรค 2”
ผู้พิพากษาบางคนทิ้งหมัดเข้ามุมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่กำหนดว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”
เรียกว่า สู้กันในหลักคิดทางด้านสิทธิแห่งทรัพย์กันอย่างดุเดือด...และดูท่าทางแล้วฝ่ายค้านน่าจะจุดไฟติดเสียด้วยสิ หากรัฐบาลแก้ทางไม่ตก รับประกันอ่วมอรทัย
มัดตราสังข์ให้นายธนาคารได้ตระหนักว่า เงินของผู้ตาย หรือเจ้าของบัญชี ไม่มีทางตกเป็นของธนาคาร ยังเป็นเงินฝากเก็บไว้ในธนาคาร ภายใต้ชื่อบัญชีนั้นๆ ได้รับดอกเบี้ยตามประเภทการฝากไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี หรือจนธนาคารเลิกกิจการ
ที่ต้องตีโจทย์ให้แตกคือ ทำไมกระทรวงการคลังจึงยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาทั้งๆที่เป็นของร้อน
ถ้าพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน จะพบว่าสาระสำคัญ คือ การเข้าไปดูแลบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการฝาก ถอน หรือ โอน เงิน ในบัญชีเงินฝาก เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยให้แบงก์ปิดบัญชีและนำเงินมารวมไว้ในบัญชีที่ดูแลโดยกรมบัญชีกลาง ก่อนนำส่งเข้าเป็นเงินคงคลัง เพื่อนำเงินดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม
ซึ่งกฎหมายกำหนดให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการเงินก้อนนี้ซึ่งประเมินกันว่าจะมีร่วม 1 หมื่นล้านบาทเศษ เพื่อสร้างประโยชน์แก่สาธารณะได้
กฎหมายนี้ไม่กระทบกับเงินฝากชาวบ้านเราๆ ท่านๆ ที่มีเงินเหลือค้างในบัญชีอันน้อยนิดหลักพันสองพัน เพราะธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมจนกลายเป็นศูนย์ภายในไม่กี่ปี เมื่อพิจารณาจากอัตราการจัดเก็บของแบงก์ 50-100 บาท/เดือน
ในแต่ละปีธนาคารจะแยกเงินในบัญชีนี้ออกไป และมีภาระที่ต้องแจ้งยอดเงินฝากคงเหลือเป็นจดหมายลงทะเบียนหรือจดหมายรับรองไปให้ลูกค้าทราบ หากลูกค้าหรือทายาทยังไม่ติดต่อกลับมาตามระยะเวลาที่กำหนด ธนาคารจะบันทึกการรับรู้เงินในบัญชีไม่เคลื่อนไหวนี่แหละเป็นรายได้ของธนาคาร
รัฐจึงเข้ามาดูแลเงินประชาชนแทนแบงก์ เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ จากนั้นก็จัดทำระบบการค้นหาข้อมูลออนไลน์ เพื่อสืบค้นเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เพื่อให้ประชาชนเจ้าของบัญชี หรือทายาทตามกฎหมายมาขอเงินต้นคืนได้ตลอดเวลา
ในทางกลับกัน การนำเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวโอนมาไว้ที่กระทรวงการคลัง ย่อมส่งผลดีทำให้ตัวเลขเงินคงคลังให้ดูดีมีมนต์ขลังมากขึ้น โดยรัฐบาลไม่ต้องไปกู้เงินมาเวลาขาดมือ ให้เสียดอกเบี้ยสักอีแปะ
แนวทางแบบนี้ กระทรวงการคลังเคยทำมาแล้ว ตอนที่มีการโอนยอดเงินพันธบัตรของแบงก์ชาติที่ครบกำหนดชำระแล้ว แต่ประชาชนเจ้าของกรรมสิทธิ์ตัวจริงไม่มาไถ่ถอนออกไปกว่า 2,000 ล้านบาท มาไว้ที่ในเงินคงคลัง โดยที่เจ้าของพันธบัตรยังสามารถนำหลักฐานมาไถ่ถอนนำเงินออกไปใช้ได้ ไม่มีผลกระทบกับสิทธิของเจ้าของ….
แต่นั่นคือคลังและแบงก์ชาติคือ เจ้าของที่ออกพันธบัตร แตกต่างกับเงินฝากที่เป็นของประชาชน โดยสิ้นเชิง…เขาจึงหวงแหนเงินตามสิทธิของเขา ใครเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการและไปรอนสิทธิเขาย่อมต้องโดนกระหนํ่า
ไม่เชื่อโปรดลองดู...รับประกันซ่อมฟรีว่า โดนสกรัมจากทั่วสารทิศหนักหน่วงแน่
ดีไม่ดีอาจลากไปเป็นประเด็นทางการเมืองในห้วงการเลือกตั้งว่า คสช.ใช้อำนาจรัฐประหาร มาดูดเงินฝากประชาชนไปอุดเงินคงคลัง เข้าให้อีกเปลาะ....โปรดติดตามด้วยความระทึกในฤทัย...
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3310 ระหว่างวันที่ 2-4 พ.ย.2560






