thansettakij
thansettakij
ทางออกนอกตำรา : รัฐบาลจ๋า โปรดอย่าจุ้นเงินฝากประชาชน

ทางออกนอกตำรา : รัฐบาลจ๋า โปรดอย่าจุ้นเงินฝากประชาชน

03 พ.ย. 60 | 11:27 น.
อัปเดตล่าสุด :03 พ.ย. 60 | 18:28 น.
อ๊ายยยขายของ-7-1 1509699238047 acccurrency กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าขึ้นมาทันที เมื่อกระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนทั่วไปแสดงความคิดเห็น ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน พ.ศ. ...ไปจนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 ผ่านทาง Fax: 0-2618-3366 Email:[email protected]

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รวมไปถึง ท่านผู้นำ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี โดนถล่มเสียเละเทะว่า “รัฐบาลกำลังออกกฎหมายมายึดเงินฝากของประชาชนที่ไม่เคลื่อนไหว 10 ปี มากองรวมไว้ในบัญชีที่ดูแลโดยกรมบัญชีกลาง และนำเงินเข้ามาเป็นเงินคงคลัง ถือว่าเป็นการละเมิดอันกระทบสิทธิ์โดยตรง”


อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์

นักกฎหมายหลายคนไปหยิบยก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 80/2511 มาอรรถาธิบายและซัดเข้าไปบนหัวใจว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิ เพราะ “ผู้ฝากเงินไว้กับธนาคารมีนิติสัมพันธ์กันตามลักษณะฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 673 ผู้ฝากเงินจะถอนเงินคืนก่อนถึงเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ไม่ได้ และธนาคารผู้รับฝาก จะส่งคืนเงินก่อนถึงเวลานั้นก็ไม่ได้ดุจกัน แต่เมื่อผู้ฝากเงินตาย ธนาคารมีหน้าที่ต้องคืนเงินนั้นให้แก่ทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 665 วรรค 2”

ผู้พิพากษาบางคนทิ้งหมัดเข้ามุมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่กำหนดว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

เรียกว่า สู้กันในหลักคิดทางด้านสิทธิแห่งทรัพย์กันอย่างดุเดือด...และดูท่าทางแล้วฝ่ายค้านน่าจะจุดไฟติดเสียด้วยสิ หากรัฐบาลแก้ทางไม่ตก รับประกันอ่วมอรทัย
shutterstock_370783700 บางคนไปยกฎีกาที่ 3113/2554 มาปรามธนาคารว่า “เงินที่ฝากไว้กับธนาคารโจทก์ ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตั้งแต่มีการฝากเงิน ผู้ฝากมีสิทธิเบิกถอนเงินได้ โจทก์มีหน้าที่เพียงคืนเงินให้ครบจำนวนตามมาตรา 672 ที่ระบุว่า ถ้าฝากเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน แม้ว่าเงินซึ่งฝากนั้นจะได้สูญหายไปด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม ผู้รับฝากก็จำต้องคืนเงินเป็นจำนวนดั่งว่านั้น”

มัดตราสังข์ให้นายธนาคารได้ตระหนักว่า เงินของผู้ตาย หรือเจ้าของบัญชี ไม่มีทางตกเป็นของธนาคาร ยังเป็นเงินฝากเก็บไว้ในธนาคาร ภายใต้ชื่อบัญชีนั้นๆ ได้รับดอกเบี้ยตามประเภทการฝากไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี หรือจนธนาคารเลิกกิจการ

ที่ต้องตีโจทย์ให้แตกคือ ทำไมกระทรวงการคลังจึงยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาทั้งๆที่เป็นของร้อน

account1

ถ้าพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน จะพบว่าสาระสำคัญ คือ การเข้าไปดูแลบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการฝาก ถอน หรือ โอน เงิน ในบัญชีเงินฝาก เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยให้แบงก์ปิดบัญชีและนำเงินมารวมไว้ในบัญชีที่ดูแลโดยกรมบัญชีกลาง ก่อนนำส่งเข้าเป็นเงินคงคลัง เพื่อนำเงินดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม

ซึ่งกฎหมายกำหนดให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการเงินก้อนนี้ซึ่งประเมินกันว่าจะมีร่วม 1 หมื่นล้านบาทเศษ เพื่อสร้างประโยชน์แก่สาธารณะได้

กฎหมายนี้ไม่กระทบกับเงินฝากชาวบ้านเราๆ ท่านๆ ที่มีเงินเหลือค้างในบัญชีอันน้อยนิดหลักพันสองพัน เพราะธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมจนกลายเป็นศูนย์ภายในไม่กี่ปี เมื่อพิจารณาจากอัตราการจัดเก็บของแบงก์ 50-100 บาท/เดือน
a2d83bde46f7eda62235e0de42a5275e แต่เงินที่ไม่มีการเคลื่อนไหวระดับหมื่นล้านบาทนี้เอง ที่มีปัญหา เพราะหากมียอดเงินฝากคงเหลือสูงกว่าขั้นตํ่าที่ธนาคารกำหนด ซึ่งปกติจะตกอยู่ประมาณ 1,000-2,000 บาท/ปี ธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บบริการรักษาบัญชีเงินฝากได้

ในแต่ละปีธนาคารจะแยกเงินในบัญชีนี้ออกไป และมีภาระที่ต้องแจ้งยอดเงินฝากคงเหลือเป็นจดหมายลงทะเบียนหรือจดหมายรับรองไปให้ลูกค้าทราบ หากลูกค้าหรือทายาทยังไม่ติดต่อกลับมาตามระยะเวลาที่กำหนด ธนาคารจะบันทึกการรับรู้เงินในบัญชีไม่เคลื่อนไหวนี่แหละเป็นรายได้ของธนาคาร

รัฐจึงเข้ามาดูแลเงินประชาชนแทนแบงก์ เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ จากนั้นก็จัดทำระบบการค้นหาข้อมูลออนไลน์ เพื่อสืบค้นเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เพื่อให้ประชาชนเจ้าของบัญชี หรือทายาทตามกฎหมายมาขอเงินต้นคืนได้ตลอดเวลา

ในทางกลับกัน การนำเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวโอนมาไว้ที่กระทรวงการคลัง ย่อมส่งผลดีทำให้ตัวเลขเงินคงคลังให้ดูดีมีมนต์ขลังมากขึ้น โดยรัฐบาลไม่ต้องไปกู้เงินมาเวลาขาดมือ ให้เสียดอกเบี้ยสักอีแปะ เงินฝาก

แนวทางแบบนี้ กระทรวงการคลังเคยทำมาแล้ว ตอนที่มีการโอนยอดเงินพันธบัตรของแบงก์ชาติที่ครบกำหนดชำระแล้ว แต่ประชาชนเจ้าของกรรมสิทธิ์ตัวจริงไม่มาไถ่ถอนออกไปกว่า 2,000 ล้านบาท มาไว้ที่ในเงินคงคลัง โดยที่เจ้าของพันธบัตรยังสามารถนำหลักฐานมาไถ่ถอนนำเงินออกไปใช้ได้ ไม่มีผลกระทบกับสิทธิของเจ้าของ….

แต่นั่นคือคลังและแบงก์ชาติคือ เจ้าของที่ออกพันธบัตร แตกต่างกับเงินฝากที่เป็นของประชาชน โดยสิ้นเชิง…เขาจึงหวงแหนเงินตามสิทธิของเขา ใครเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการและไปรอนสิทธิเขาย่อมต้องโดนกระหนํ่า

ไม่เชื่อโปรดลองดู...รับประกันซ่อมฟรีว่า โดนสกรัมจากทั่วสารทิศหนักหน่วงแน่

ดีไม่ดีอาจลากไปเป็นประเด็นทางการเมืองในห้วงการเลือกตั้งว่า คสช.ใช้อำนาจรัฐประหาร มาดูดเงินฝากประชาชนไปอุดเงินคงคลัง เข้าให้อีกเปลาะ....โปรดติดตามด้วยความระทึกในฤทัย...


คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3310 ระหว่างวันที่ 2-4 พ.ย.2560

ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline