thansettakij
thansettakij
ข้าพระบาท ทาสประชาชน :  เขตพัฒนาพิเศษ อำนาจและผลประโยชน์พิเศษ (จบ)

ข้าพระบาท ทาสประชาชน : เขตพัฒนาพิเศษ อำนาจและผลประโยชน์พิเศษ (จบ)

11 ต.ค. 60 | 11:42 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ต.ค. 60 | 18:50 น.
อ๊ายยย!!!!ขายของ
แบนเนอร์ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ01


1507715562696

20170418013358_l

ความพยายามที่จะใช้อำนาจพิเศษแบบเบ็ดเสร็จยุค คสช.ในการเข้าไปจัดการปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การลงทุน โดยความคาดหวังการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยภาพรวมแต่ประการเดียว หรือจะโดยเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มธุรกิจที่มีทุนขนาดใหญ่ ทั้งในและต่างประเทศ เกิดขึ้นมาโดยลำดับภายในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

[caption id="attachment_218394" align="aligncenter" width="503"] สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์[/caption]

ซึ่งปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นในยุคที่มีรองนายกฯ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์  และทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่จัดเข้ามาแทนที่ ม.ร.ว ปรีดียาธร เทวกุล กับคณะ เมื่อรองนายกฯ นายสมคิด เข้ามาพร้อมกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พาณิชย์ และอุตสาหกรรม การเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงเริ่มขึ้น ด้วยประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2560 ลงวันที่ 17 มกราคม 2560 เรื่อง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เป็นหัวเจาะนำร่อง

เพราะคำสั่งนี้มีฐานะเป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง ที่อาศัยอำนาจตาม ม.44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และต่อมายังได้มีคำสั่ง คสช. ที่ 28/2560 ลงวันที่ 26 พฤกษพาคม 2560 ออกมาขยายผลคำสั่งที่ 2/2560 อีก ณ ขณะนี้คำสั่งทั้งสองยังมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย จนกว่าร่าง พรบ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ...จะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแทนคำสั่งคณะ คสช.ซึ่งเพียงผ่านวาระ1 ขั้นรับหลักการเท่านั้น  เนื้อหาสาระของคำสั่ง คสช.ดังกล่าว ใกล้เคียงกับ พรบ.เขตพัฒนาพิเศษอย่างยิ่ง

[caption id="attachment_218439" align="aligncenter" width="503"]  ม.ร.ว ปรีดียาธร เทวกุล ม.ร.ว ปรีดียาธร เทวกุล[/caption]

โดยหลักการ เหตุผล และความจำเป็นที่ต้องมีการตรา พรบ.เขตพัฒนาพิเศษ มาจากหลักการเดียวกันกับเรื่อง ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งมีเพียงความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการส่งเสริมกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงเท่านั้น

เมื่ออ่านและแปลความอย่างไรก็เข้าใจได้แต่เพียงว่า ตรากฎหมายเพื่อถ่างขาอ้าแขนรับการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อให้ได้ชื่อว่าไทยเสนอเงื่อนไขต้อนรับนักลงทุนได้น่าเย้ายวนใจกว่าทุกชาติในโลกนี้

komchadluek_Apr252013_002

ส่วนศักยภาพในการแข่งขัน ผู้เขียนยังมองไม่เห็นเลยว่า กฎหมายนี้จะเพิ่มศักยภาพของประเทศไทย คนไทยตรงไหน เพราะธุรกิจทั้งหมดที่กำหนดให้อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษไม่มีของคนไทยเลย ยกเว้นแต่จะเป็นฝรั่งหัวดำคนไทยที่ปลอมตัว สวมสิทธินักลงทุนหรือร่วมกับต่างชาติลงทุน เพื่อได้สิทธิพิเศษต่างๆ ตามกฎหมายนี้ ในชั้นหลักการและเหตุผลก็ไม่น่าจะผ่านแล้ว แต่สภานิติบัญญัติก็ไม่มีใครอภิปรายในประเด็นนี้เลย

เมื่อมาพิจารณาโครงสร้างอำนาจ หน้าที่ ของคณะกรรมการนโยบาย  สำนักงาน เลขาธิการ และสิทธิพิเศษตาม พรบ.ฉบับนี้ ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง

1-277 1.คณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก แม้จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ก็มีรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกฯมอบหมายเป็นรองประธาน กรณีของรัฐบาลนี้คงหนีไม่พ้น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ปลุกปั้นกฎหมายนี้ผ่านกระทรวงอุตสาหกรรม ผ่านทีมงานสายตรง บรรดารัฐมนตรีคลัง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คมนาคม พาณิชย์ แรงงาน มหาดไทย อุตสาหกรรม พลังงาน เทคโนโลยีและสื่อสาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเป็นกรรมการด้วย ก็เท่ากับมี ครม.อีกคณะ ซึ่งท้ายที่สุดก็คือนายสมคิด นั่นแหละที่จะนั่งเป็นประธาน

เมื่อผนวกกับตัวแทนกลุ่มทุนใหญ่จากหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคาร และผู้ทรงคุณวุฒิที่หนีไม่พ้นจากทีมนายสมคิด อำนาจบริหารแบบเบ็ดเสร็จและบูรณาการ ที่กลุ่มทุนใหญ่ทั้งหลายอยากได้อำนาจ ก็ตกอยู่ในกำมือแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นายกรัฐมนตรีท่านจะรู้หรือไม่ ไม่ทราบ ว่าต้นคิดเรื่องนี้มาจากกลุ่มอำนาจเก่า ที่รัฐบาลนี้รับลูกเอามาทำนั้น มีคนมองด้วยความปลื้มและชื่นชม จึงไม่ปรากฎเสียงค้านจากนักวิชาการแดงแม้แต่เสียงเดียว


TP14-3255-1-696x653

2.กฎหมายนี้ให้อำนาจในการอนุมัติ อนุญาต แก่เลขาธิการ โดยยกเว้นข้อกำหนด ระเบียบ และหลักเกณฑ์ทั้งหลายที่มีอยู่ในกฎหมายอื่นๆ แทบทั้งหมดทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง และเป็นอุปสรรคขัดขวางการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขุดดินและถมดิน ควบคุมอาคารจดทะบียนเครื่องจักร สาธารณสุข ทะเบียนพาณิชย์ หรือโรงงาน และอื่นๆ

ชนิดไม่มีประเทศไหนเขาทำกันขนาดนี้ แม้แต่พม่า ลาว และทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย เขาไม่ทำและไม่ยอมกัน แต่ไทยขอเป็นผู้นำ ซึ่งไม่ทราบว่าเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของใครกันแน่ รายละเอียดเป็นที่ทราบแล้วในกฎหมายนี้ แต่ไม่มีใครกล้าพูดและกล้าอภิปราย จะมีบ้างก็แต่พอเป็นพิธี

 

DLjEmzlUQAE0527

3.ที่เลวร้ายที่สุดก็เห็นจะเป็นส่วนที่ 4 ของ พรบ.นี้ ว่าด้วยสิทธิประโยชน์พิเศษในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ตั้งแต่มาตรา 43-50 อ่านแล้วบอกได้อย่างเดียวว่า ประเทศอื่นที่เขายอมแบบนี้ ก็เพราะตกเป็นอาณานิคม จากลัทธิล่าอาณานิคมที่ใช้อำนาจกองทัพ เรือปืนยึดประเทศเท่านั้น แต่ประเทศไทยมิได้ตกเป็นเมืองขึ้นใคร ทำไมรัฐบาลนี้จึงยอมกล้าเสนอและตรากฎหมายให้ประเทศเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้ถึงเพียงนี้

โดยยอมให้ต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ เข้ามาอยู่อาศัยในราชอาณาจักรไม่มีกำหนดเวลา ยกเว้นหรือลดหย่อน ภาษีอากรทั้งการนำเข้าอุปกรณ์ วัตถุดิบ รวมถึงลดภาษีเงินได้บุคคลและนิติบุคคลถึง 15 ปี มีสิทธิทำธุรกรรมทางการเงิน โดยไม่จำต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของธนาคารชาติ และสิทธิการเช่าที่ดินได้ถึง50 ปี ต่อได้อีก 49 ปี รวม 99 ปี เท่ากับอังกฤษเช่าเกาะฮ่องกง มาเก๊า แบบบีบบังคับจากจีน ถึงขนาดนี้แล้วสภานิติบัญญัติมีมติเป็นเอกฉันท์ได้อย่างไร

DLi5ostUQAEiIFa สรุปแล้ว ประเทศไทยได้อะไรจากกฎหมายนี้ นอกจากอ้างว่า GDP ของประเทศโตขึ้น ซึ่งมิได้โตจากภายในประเทศ แต่มาจากทุนต่างชาติ แม้แต่ที่ดิน สปก.ที่มีไว้สำหรับเกษตรกร ป่าไม้ เขตป่าสงวน ต่างชาติคงถือสิทธิ์ได้หมด กระทั่งถมทะเลก็ได้

ส่วนแรงงานที่คาดหวังว่าจะมีการจ้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยี คงเลิกหวัง เพราะธุรกิจใหม่นำพนักงาน เจ้าหน้าที่เข้ามาทำงานได้โดยได้รับยกเว้น และธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงส่วนใหญ่ใช้หุ่นยนต์ทำงาน แรงงานในประเทศใช้น้อยมาก


21768393_1804755216210692_7675875099803040910_n

จึงมีคำถามถึงรัฐบาลดังๆว่า พรบ.นี้ คุ้มกับสิทธิประโยชน์ และอธิปไตยที่ประเทศเสียไปหรือไม่ ประชาชนไทยจะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไรครับ จาก พรบ.นี้ ไม่มีในหลักการของกฎหมายเลย ประชาชนเจ้าของประเทศถูกกีดกัน มีสิทธิเพียงนั่งมองตาปริบ ๆ เท่านั้นเอง

คอลัมน์ : ข้าพระบาททาสประชาชน/ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3304  ระหว่างวันที่ 12-14 ต.ค.2560

ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว

 

 
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline