
ทางออกนอกตำรา : ไฉนคดีฟอกเงิน… ตามหลอกหลอน “พานทองแท้”
[caption id="attachment_216148" align="aligncenter" width="335"]
ใครที่ติดตามข่าวคราวเรื่อง “โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร” กำลังโดนเรียกตัวไปสอบปากคำในคดีฟอกเงิน เพราะเข้าไปรับเงินก้อนโตจากการที่ธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ 9,900 ล้านบาท ให้กับกลุ่ม บริษัท กฤษดานคร บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นแนล จำกัด บริษัท โกลเด้นท์ เทคโนโลยี แล้วในตอนหลังมีการตรวจสอบพบว่า ผู้บริหารบริษัทกฤษดานคร นำเงินที่ได้จากการปล่อยกู้เพื่อนำไปชำระหนี้เดิมที่ธนาคารกรุงเทพ แต่กลับมีการการนำเงินไปแจกจ่ายให้กับคนอื่นที่สนับสนุนจำนวนมาหาศาล คงสับสนกับมหากาพย์เรื่องนี้…
เพราะจนถึงขณะนี้มีทีมทนายความออกมาเดินเกมด้านการข่าวกันเป็นระลอก...เพื่อดึง “พานทองแท้ออกมาจากคดีฟอกเงิน” ที่จะมีการเรียกตัวไปสอบปากคำในวันที่ 24 ตุลาคมนี้
[caption id="attachment_216149" align="aligncenter" width="312"]
นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความของนายพานทองแท้ ชินวัตร เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ หลังจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินคดีฟอกเงินกับนายพานทองแท้
ทนายชุมสาย ยืนยันว่าเช็คจำนวน 10 ล้านบาท ที่นายวิชัย กฤษดาธานนท์ สั่งจ่ายให้นายพานทองแท้ เป็นการโอนเงินในรูปแบบของการทำธุรกิจทางการค้า ซึ่งนายพานทองแท้ ไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการกระทำผิด และไม่มีเจตนาพิเศษที่จะซุกซ่อนหรือปิดบังอำพราง พฤติการณ์ของนายพานทองแท้ ยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามพ.ร.บ.ฟอกเงินมาตรา 5 (1) และ (2)
ทนายชุมสายยังกังวลว่าการสอบของดีเอสไอเจาะจงอยู่เฉพาะกลุ่มของนายพานทองแท้และพวกเท่านั้น ทั้งที่ข้อเท็จจริงมีนิติบุคคลและบุคคลได้รับการเงินจากกล่มกฤษฎากว่า 150 ราย เหตุใดจึงพยายามดำเนินคดีกับคนเพียงกลุ่มเดียว
ทนายคนนี้ยังไปไกลถึงขนาดการันตีว่า “ผมเชื่อว่า นายพานทองแท้ไม่มีพฤติการณ์ฟอกเงินและไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัทกฤษดานครและบริษัทในเครือไม่ว่าในฐานะกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือเป็นพนักงาน จึงถือเป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น การที่บริษัทกฤษดานครประสบปัญหาทางการเงินจนต้องขอกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย และหากการกู้เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตย่อมมีผู้รับรู้ในวงจำกัดเพียง 3 กลุ่ม คือ ผู้บริหารของกลุ่มกฤษดา ผู้บริหารของธนาคารกรุงไทย และผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพ ดังนั้นนายพานทองแท้ ย่อมไม่มีทางทราบข้อเท็จจริงได้เลยจนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลฎีกา เช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆทั่วไป” นายชุมสาย กล่าว
[caption id="attachment_216143" align="aligncenter" width="477"]
ทนายชุมสาย ยืนกรานว่า ส่วนเช็คจำนวน 10 ล้านบาท ที่นายรัชดา กฤษดาธานนท์ นำมามอบให้นายพานทองแท้ เมื่อเดือน พ.ค.2547 เกิดขึ้นก่อนจะมีตรวจสอบการอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้จากการตรวจสอบย้อนหลังยังพบว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทกฤษดามหานคร ฯ ต่อเนื่อง 20 ตั้งแต่ปี 2535-2555 แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา นายมีชัย ว่ามีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตและฟอกเงิน เท่ากับว่าพนักงานสอบสวนเชื่อว่านายมีชัย ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทอันถือเป็นบุคคลภายในโดยตรง ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือทราบว่ามีการทุจริตของบริษัทในเครือ ดังนั้นนายพานทองแท้ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยิ่งจะต้องไม่ทราบมากกว่านายมีชัย จึงเข้าร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้ระงับการแจ้งข้อกล่าวหากับนายพานทองแท้
การเดินเกมดึงคนอื่นมาเปื้อนโคลนของทีมทนายความของนายพานทองแท้ ดูเหมือนจะทำได้ดีในสนามการข่าว แต่ในสนามวิชาชีพและความเป็นจริงกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
[caption id="attachment_216186" align="aligncenter" width="503"]
การเดินหน้าหาความจริงว่า นายพานทองแท้ นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายวันชัย หงส์เหิน สามีนางกาญจนภา และ นายมานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเกี่ยวพันกับการรับเงินปากถุงจากการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยนั้นยากเย็นแสนเข็ญ
มีการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอมาหลายคน ไล่จาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง-นายธาริต เพ็งดิษฐ์ -พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์-นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ก็ไม่คืบหน้าจนข้อหารับของโจรหมดอายุความ 10 ปี เพราะนับจากวันที่พบว่ามีการกระทำความผิดคือ เมื่อปี 2547 ทั้งๆที่ ดีเอสไอรับสอบสวนคดีดังกล่าวตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มาตั้งแต่ปี 2550 ก่อนที่ กคพ.มีมติให้รับเป็นคดีพิเศษเฉพาะข้อหาฟอกเงิน
ทำไมโอ๊คจึงโดนคดีฟอกเงิน...ทั้งๆ ที่ทนายชุมสาย และพรรคพวก ออกมา ยืนกรานว่า เช็ค 10 ล้านบาท ที่นายวิชัย กฤษดาธานนท์ เจ้าของโครงการหมู่บ้านกฤษดามหานคร สั่งจ่ายให้นายพานทองแท้ ได้มาตั้งแต่ปี 2547 ก่อนมีการตรวจสอบการขออนุมัติสินเชื่อ และนายพานทองแท้ก็ไม่ทราบว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการกระทำความผิด และไม่มีเจตนาซุกซ่อนอำพรางทรัพย์สิน อีกทั้งก็ไม่ทราบว่าทรัพย์ดังกล่าวได้มาจากการกระทำความผิด ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะถูกแจ้งข้อหาฟอกเงิน
[caption id="attachment_216173" align="aligncenter" width="503"]
วิญญูชนโปรดพิจารณาจากคำตัดสินของ นายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา และเจ้าของสำนวน 1 ใน 9 องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ตัดสินคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดานครโดยทุจริต ให้ความเห็นและวินิจฉัยเรื่องเส้นทางการเงินในคดีนี้เอาไว้ ดังนี้
“…เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2546 นายธีรโชติ พรมคุณ พนักงานของจำเลยที่ 20 (บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน)) ได้ซื้อแคชเชียร์เช็คธนาคารไทยธนาคาร 26 ล้านบาท โดยหักจากบัญชีของจำเลยที่ 25 (นายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร) สั่งจ่ายนายพานทองแท้ ชินวัตร และนำเข้าบัญชีของนายพานทองแท้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 184-0-47447-0 แต่ในวันเดียวกันมีการยกเลิกรายการ
ครั้นวันรุ่งขึ้นนายธีรโชติ ซื้อแคชเชียร์เช็ค 26 ล้านบาท สั่งจ่ายบริษัท หลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระค่าหุ้นในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของ นางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขาส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
[caption id="attachment_216176" align="aligncenter" width="300"]
ต่อมานางเกศินี ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 1.8 ล้านบาท เข้าบัญชีของนายพานทองแท้ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน
อย่างไรก็ดี นายพานทองแท้ ชี้แจงเป็นหนังสือต่อ คตส.ว่า จำเลยที่ 26 (นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรนายวิชัย กฤษดาธานนท์) ฝากนายวันชัย หงส์เหิน (สามีนางกาญจนาภา หงส์เหิน) ซื้อหุ้นบริษัท ช.การช่าง จำกัด ผ่านบัญชีของ นางเกศินี ครบกำหนดชำระหุ้นเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2546
ซึ่งก่อนครบกำหนดชำระค่าหุ้น เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2546 จำเลยที่ 26 โทรศัพท์มาแจ้งว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่นำแคชเชียร์เช็คค่าหุ้น 26 ล้านบาท เข้าบัญชีของตนเพื่อฝากโอนให้บริษัท หลักทรัพย์ธนชาต ตนเกรงว่าอาจล่าช้าชำระไม่ทันกำหนด จึงแนะนำให้จำเลยที่ 26 ชำระเงินให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต โดยตรง จำเลยที่ 26 จึงยกเลิกธุรกรรมที่นำแคชเชียร์เช็คฝากเข้าบัญชีของตน
[caption id="attachment_216197" align="aligncenter" width="696"]
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ทางปฏิบัติในการซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์นั้น ผู้จะซื้อขายหลักทรัพย์จะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ และจะต้องแจ้งเลขที่บัญชีธนาคารให้บริษัทหลักทรัพย์ทราบ เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์โอนเงินเข้าบัญชีเมื่อมีการสั่งขายหลักทรัพย์ หรือให้บริษัทหลักทรัพย์หักเงินจากบัญชีเมื่อมีการสั่งซื้อหลักทรัพย์
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทั้งนายพานทองแท้ และจำเลยที่ 26 มีความสนิทสนมกัน ต่างก็มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเองหากจำเลยที่ 26 ได้ฝากนายวันชัย ซื้อหุ้นตามที่อ้าง จำเลยที่ 26 ย่อมสามารถโอนเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีธนาคารของ นายวันชัย หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทหลักทรัพย์ได้โดยตรงอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 26 ต้องนำเงินไปซื้อแคชเชียร์เช็คฝากเข้าบัญชีธนาคารของนายพานทองแท้ เพื่อฝากชำระค่าหุ้นให้นายวันชัย อีกทอดหนึ่ง
ข้ออ้างของนายพานทองแท้ จึงฟังไม่ขึ้น…
กรรมที่ได้กระทำมาตั้งแต่ปี 2546 ตามที่ทนายชุมสาย ผู้กำลัง “ทำงาน” ยกมาอรรถาธิบาย กำลังติดตามหลอกหลอนพานทองแท้ ชินวัตร และคนในบ้านจันทร์ส่องหล้า
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3302 ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค.2560






