
ฐานโซไซตี : วิบากกรรม “พานทองแท้”
ฐานโซไซตี
โดย...ว.เชิงดอย
วิบากกรรม “พานทองแท้”
ปล่อยให้หมดอายุความไปแล้ว 1 ข้อหา สำหรับคดีการปล่อยกู้ของ “ธนาคารกรุงไทย” ให้กับ “กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร” ซึ่งมี พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาพัวพันด้วย โดยข้อหาที่หมดอายุความคือ “ข้อหารับของโจร” แต่ยังเหลืออีก 1 ข้อหาคือ “ฟอกเงิน”
คดีนี้ เริ่มต้นจากการที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดหรือ อสส.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอฟ้องพานทองแท้ กับพวกรวม 4 คน ใน 2 ข้อหาคือ “รับของโจร” และ“ฟอกเงิน”ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2551 ปล่อยเนิ่นมาร่วม10ปี แต่คดีก็ไม่มีอะไรคืบหน้า จนทำให้ขาดอายุความไปแล้ว จะเหลือก็เพียง “ข้อหาฟอกเงิน” ที่มีอายุความ 15 ปี นับแต่เริ่มอายุความเมื่อปี 2547 ซึ่งก็ใกล้จะหมดอายุความเข้ามาทุกขณะ
คดีนี้อยู่ในมือของ “ดีเอสไอ-อัยการ”แล้วใครหล่ะปล่อยให้หมดอายุความ?ล่าสุดเมื่อวันที่6กันยายนที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนคดีทุจริตเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 ตัวแทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ได้ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดีดังกล่าว
ก่อนที่ ขจรศักดิ์ จะออกมาบอกว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับกรณี พานทองแท้ แต่ได้สั่งการให้แต่ละหน่วยงาน เช่น ปปง. อัยการ และพนักงานสอบสวน กองคดีการเงินการธนาคาร ไปรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น เส้นทางการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด เพราะคดีจะหมดอายุความในปี 2561 ยืนยันว่าคณะพนักงานสอบสวนไม่ได้มีการตั้งธงสั่งฟ้องคดีใครเป็นพิเศษ เพราะการมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งต้องให้คำตอบกับสังคมได้ และมั่นใจว่าคดีนี้ไม่ได้มีการดึงสำนวนให้ล่าช้าจนหมดอายุความแน่นอน
มีรายงานว่า ที่ประชุมได้มีมติสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหากับ พานทองแท้ ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน โดยมีกรอบเวลาการทำคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้เข้ามาชี้แจงแสดงพยานหลักฐาน
ยังต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า“คดีฟอกเงิน” ที่เหลืออยู่ ในที่สุดแล้วจะสามารถสรุปสำนวนคดีส่งฟ้องก่อนที่อายุความจะหมดลงหรือไม่ ซึ่งความผิดสำหรับฐาน“ฟอกเงิน” มีอัตราโทษ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พ่อก็หนีโทษจำคุกในคดีที่ดินรัชดาฯ มาแล้ว ส่วน “น้าสาว” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็อยู่ระหว่างหลบหนี ไม่มาฟังคำพิพากษาในคดีรับจำนำข้าว จนศาลฎีกานักการเมือง สั่งออกหมายจับให้มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 กันยายนนี้ ส่วนบทสรุปคดีของ พานทองแท้ จะลงเอยเช่นไร ต้องลุ้นกันต่อไปก็หวังเพียงว่า อย่ายื้อเสียจนหมดอายุความอีกข้อหาก็แล้วกัน
มาต่อกันที่คดี “จีทูเจี๊ยะ” ทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ที่ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ถูกศาลฎีกานักการเมืองสั่งจำคุกเป็นเวลา 42 ปีและเจ้าตัวก็ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำขณะนี้ ทางนรินทร์สมนึกทนายความส่วนตัวบุญทรง ออกมาบอกว่า ได้รับสำเนาคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ แล้ว อยู่ระหว่างศึกษาคำพิพากษาและประเด็นต่างๆ อย่างละเอียด ก่อนจะร่างคำร้องขออุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถยื่นอุทธรณ์ทันในวันที่ 24 ก.ย.นี้ ตามเส้นตาย 30 วัน... อนาคตของ บุญทรง ตอนนี้ขึ้นอยู่กับ “ฝีมือทนาย” ว่าจะสามารถทำให้ “ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา”รับคำอุทธรณ์หรือไม่ หากศาลรับไว้พิจารณา บุญทรง ก็ยังมีลุ้นลดหย่อนโทษ หรือพ้นโทษ แต่หากศาลไม่รับ ก็ “จบเห่” สำหรับบุญทรง
ข่าวฝากจากผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ระดับสูง(บสส.) รุ่น 7สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาสาธารณะ “โรดแมปไทยไทย ไกลแค่ไหน หรือใกล้เลือกตั้ง?”โปรดอย่าพลาดเสาร์ที่ 23ก.ย.นี้ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น.ณสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย งานนี้ผู้ทรงคุณวุฒิแวดวงการเมืองและนักวิชาการมารวมอยู่เวทีเดียวกันไล่ตั้งแต่ เสี่ยหนู-อนุทินชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยองอาจคล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณหญิงสุดารัตน์เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยและผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุลรองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน ม.ธรรมศาสตร์
คอลัมน์ : ฐานโซไซตี / หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3295 ระหว่างวันที่ 9-13 ก.ย.2560






