
ข้าพระบาท ทาสประชาชน : ปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจ
ข้าพระบาท ทาสประชาชน
ปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจ
การบริหารความเสี่ยง ถือว่าเป็นการบริหารจัดการหลักของกิจการทุกกิจการ เพราะการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ(Business Risk) มีความสำคัญต่อผลกระทบทางธุรกิจอย่างยิ่ง คือ กระทบต่อผลประกอบการโดยรวมหรือความสามารถในการทำกำไรของกิจการ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อทั้งบริษัทเลยทีเดียว เราเรียกความเสี่ยงนี้ได้ว่า "Company Risk" ปัญหาความเสี่ยงมีทั้งเกิดจากปัจจัยที่มาจากสภาพแวดล้อมภายใน และสภาพแวดล้อมภายนอก
ปัจจัยภายนอกประการหนึ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า มี ผลกระทบอันเป็นภัยคุกคาม สร้างปัญหาและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจการทางธุรกิจ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ประกอบการอย่างร้ายแรงและคาดไม่ถึงได้เสมอ สำหรับผู้ที่มิได้เตรียมการรับมือกับมัน นั่นก็คือ "นโยบายและประเด็นปัญหาทางการเมือง การตัดสินใจทางการเมือง เหตุการณ์และสถานการณ์ทางการเมือง ที่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและผลประกอบการ" รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย กฎเกณฑ์ ระเบียบต่างๆ ก็กินความถึงปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองได้ด้วย
สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะพูดถึงในบทความนี้ก็คือ ปัญหาปัจจัยความสี่ยงทางการเมืองของบ้านเมืองเราในสถานการณ์ปัจจุบัน ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า ปัญหาต่างๆ เหล่านี้คือระเบิดเวลาทางการเมือง ที่อาจก่อผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจค้าขาย ที่กำลังเกิดขึ้น หากยังเป็นไปในลักษณะที่เป็นอยู่ขณะนี้ คือ
1.การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 นับถึงเวลาปัจจุบันก็เป็นเวลา 3 ปี 2 เดือนเศษ การรัฐประหารครั้งนี้ ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ และคณะนายทหารที่ร่วมปฏิบัติการ รวมถึงอดีตผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชากับพวกพ้อง เข้ายึดกุมอำนาจการบริหารประเทศ และกินตำแหน่งสำคัญๆ ในทางนิติบัญญัติ ทางบริหารราชการ หน่วยงานอิสระ กรรมการรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจแทบหมดสิ้น กรณีดังกล่าว เริ่มทำให้ผู้คนตั้งคำถามว่า ใช้อำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้องหรือไม่
การใช้อำนาจทางทหารเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง มีความชอบธรรมในเบื้องต้น แต่การอยู่ในอำนาจที่นานเกินจำเป็น กำลังนำมาซึ่งปัญหาและความเสื่อมศรัทธาได้ แนวโน้มที่คณะทหารจะอยู่ในอำนาจต่อไป จึงเกิดปัญหาความเสี่ยงที่ทวีสูงขึ้นโดยลำดับ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชน กลุ่มการเมืองอื่นๆ อันเป็นธรรมชาติของการเมืองไทย ซึ่งบทเรียนทางประวัติศาสตร์ มีให้เห็นมาโดยตลอด
2. การใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. มีคำถามและข้อสงสัยอยู่มากว่าเกินความจำเป็นหรือไม่ โดยเฉพาะอำนาจตาม ม.44 และคำสั่ง คสช.หลายฉบับ กำลังถูกมองว่าลุแก่อำนาจ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนเพื่อประโยชน์พวกพ้องและกลุ่มทุนที่ใก้ลชิดรัฐบาลหรือไม่ ความไม่โปร่งใสในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการใหญ่ๆ หรือการประมูลโครงการที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้าน ถูกตั้งข้อสงสัย รวมถึงสงสัยว่านายกฯ สุจริต แต่คนใก้ลชิดรอบข้างสุจริตจริงหรือไม่ เหล่านี้กำลังเป็นปัญหาบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่มีและดำรงอยู่จริง ซึ่งนับวันจะทวีมากขึ้น
3. ปัญหาการเมืองและการเลือกตั้งจะมีขึ้นภายในปี 2561 ตามกำหนดการหรือไม่ และถ้าหากมีการเลือกตั้งแล้ว จะทำให้ได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจริงหรือไม่ การเมืองจะเป็นโดยความสงบเรียบร้อย เป็นการเมืองที่มีการปฏิรูป นักการเมืองมีคุณภาพ ผู้นำมีคุณธรรมและความสามารถที่จะนำพาชาติก้าวเดินไปข้างหน้า ด้วยความสามัคคีของคนในชาติได้หรือไม่ หรือการเลือกตั้งจะถูกเลื่อนออกไป ด้วยเหตุผลและข้ออ้างที่มองไม่เห็น นี่ก็ยังเป็นปัญหาและความกังวลใจของประชาชน ที่รัฐบาลนี้ไม่สามารถให้คำตอบและความมั่นใจแก่ประชาชนได้
4.ปมปัญหาการเมืองอันเป็นผลสืบเนื่องจากการเมืองในอดีต ซึ่งกำลังจะมีบทสรุปจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ คดีการสลายการชุมนุมพันธมิตร เมื่อ 7 ตุลาคม 2551, คดีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการจำนำข้าว, และคดีการทุจริตในโครงการระบายข้าวแบบจีทูจี ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวก ซึ่งผลแห่งคำพิพากษา อาจนำไปสู่ความไม่พอใจ กลายเป็นปัญหาทางการเมือง และส่งผลสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้
5. บุคลิกภาพ การพูดที่ก้าวร้าว ท่าทีไม่ฟังความคิดเห็นสังคมและประชาชนพฤติกรรมในลักษณะอำนาจนิยมของผู้นำประเทศ กำลังสะสมความไม่พอใจของประชาชน กลุ่มการเมืองต่างๆ เพิ่มทวีมากขึ้นโดยลำดับ โดยเฉพาะท่าทีที่มองทุกคน ทุกกลุ่มเป็นตัวปัญหาไปหมด ดีแต่เฉพาะกลุ่มตน พวกของตน กำลังเพาะศัตรูทางการเมืองให้กับผู้นำประเทศ
เหล่านี้คือปัญหาและปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองของสังคมไทยครับ จะรับมือหรือบริหารความเสี่ยงนี้อย่างไร เป็นการบ้านสำหรับคนไทยทุกคน
การกล่าวถึงปัญหาทางการเมืองที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงในทางธุรกิจ ในสถานการณ์ที่เห็นและเป็นอยู่ ผู้เขียนเพียงแต่สะท้อนภาพของปัญหา ตามความคิดเห็นและที่รับฟังเสียงสะท้อนจากกลุ่มบุคคลในสังคม และเห็นว่าเหตุปัจจัยดังกล่าว น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการรมือง ที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจ ที่ผู้บริหารพึงตระหนักนำมาประกอบการพิจารณาในทางธุรกิจ มิได้ต้องการจะโจมตีใส่ร้ายรัฐบาลหรือผู้นำประเทศแต่อย่างใด เพียงแต่อยากเห็นการรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคมเท่านั้น
คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3286 ระหว่างวันที่ 10-12 ส.ค.2560






