
ฐานโซไซตี : เหยื่อเกมการเมือง หรือ หวังผลการเมือง?
ฐานโซไซตี
โดย...ว.เชิงดอย
เหยื่อเกมการเมือง หรือ หวังผลการเมือง?
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้แถลงปิดคดีด้วยวาจา “โครงการรับจำนำข้าว” ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในข้อหาละเว้นปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ไม่ระงับยับยั้ง
โดยได้หยิบยกประเด็นขึ้นแถลงต่อศาล 6 ประเด็น ตอกยํ้าให้ศาลเห็นว่าถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ได้เพิกเฉย ละเลย ไม่มีอำนาจระงับยับยั้งโครงการตามอำเภอใจ กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการบริหารนโยบายรับจำนำข้าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรี ไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหาย และไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในการระบายข้าว
ที่น่าสนใจคือยิ่งลักษณ์ ได้สร้าง“วาทกรรมทางการเมือง”ที่สำคัญอาทิ “เป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง-นโยบายจำนำข้าวมุ่งช่วยเหลือชาวนา-ไม่ใช่พาณิชย์นโยบาย-ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด”
จากคำแถลงดังกล่าวมีแง่มุมต่างๆ ให้คิดวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ตามมาเยอะมาก ประพันธุ์ คูณมี ทนายความชื่อดัง ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ยิ่งลักษณ์ มีเจตนาและเป้าหมายแถลงต่อประชาชนที่เป็นฐานคะแนนนิยมทางการเมืองของตนมากกว่าประสงค์แถลงต่อศาลเพื่อเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่า คดีนี้จำเลยควรชนะคดี ศาลควรพิพากษายกฟ้องโจทก์ ด้วยเหตุผลอย่างไร
แถมคำแถลงเป็นไปในลักษณะออดอ้อนโอดครวญ ค่อนแคะแขวะคนอื่นโดยเฉพาะกับ ป.ป.ช.,คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกฯ มากกว่าการแถลงปิดคดี ถือเป็นการแถลงที่ไม่เหมาะสม พาดพิงบุคคลภายนอกโดยไม่เป็นธรรมและน่ารังเกียจ เช่นเดียวกับ น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งข้อสังเกตว่า คำแถลงของ ยิ่งลักษณ์ เหมือนต้องการแถลงให้ “คนบางกลุ่ม” ฟังสิ่งที่ต้องการสื่อสารเพื่อประโยชน์บางอย่างเท่านั้น
อีกคนที่เห็นในทำนองเดียวกันคือประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่มองว่าเป็นการออดอ้อนทางการเมืองต่อสาธารณะที่มุ่งต่อฐานคะแนนเสียงว่า“เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง...เกิดในต่างจังหวัด...เห็นความทุกข์ยากของชาวนา...ดิฉันไม่ได้ทำผิดอะไร...” จึงเหมือนกับไม่ได้แถลงต่อศาลแต่เป็นการร้องทุกข์ต่อแฟนคลับเพื่อเรียกหาอารมณ์ “สังคมสงสารฉันด้วยเถิด”
2 อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธรวมถึงพล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณอดีตผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น.“สบายตัว”ไปแล้ว ไม่ต้องเดินคอตกเข้าคุกเมื่อศาลฎีกานักการเมือง“ยกฟ้อง”ในคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ ที่บริเวณรัฐสภาเมื่อ 7 ต.ค.51 โดยศาลชี้ว่าเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอน และไม่มีเจตนาพิเศษ เพื่อให้ตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย นอกจากนั้นศาลยังชี้ว่า ตำรวจได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนรักษาความสงบ หรือ กรกฎ 48 โดยใช้มาตรการควบคุมฝูงชนจากเบาไปหาหนัก และเป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล
จากคำพิพากษาของ “ศาลฎีกานักการเมือง” ดังกล่าว ก็พอจะถือเป็น“บรรทัดฐาน” ได้ว่า ต่อไปนี้ใครชุมนุมก่อความไม่สงบปิดล้อมสถานที่ราชการปิดล้อมศาลเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีความมั่นใจที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนรักษาความสงบที่ได้เตรียมไว้ในทางตรงกันข้ามจากบรรทัดฐานดังกล่าวต่อไปนี้ไม่ว่าจะป็น“ม็อบเสื้อเหลือง-ม็อบเสื้อแดง”หรือม็อบใดๆ ก็ตามที่ก่อความไม่สงบ ก็คงต้องคิดหนักไม่เช่นนั้นมีสิทธิ “ตาย-บาดเจ็บ” ฟรีๆ ได้เหมือนกัน
ปิดท้ายที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุร่วมกับ บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล และ บมจ.ไทยวาโก้ จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อสังคมสร้างอาชีพแก่สตรีบ้านพักฉุกเฉินในโครงการ “วาโก้บราเดย์ บรามีค่า...สร้างอาชีพ รักสิ่งแวดล้อม” วันอังคารที่ 8 สิงหาคมนี้ เวลา 13.30-15.30 น.ณชั้น2สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ดอนเมือง
คอลัมน์ : ฐานโซไซตี / หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3285 หน้า 4 ระหว่างวันที่ 6-9 ส.ค.2560






