
ข้าพระบาท ทาสประชาชน : เมื่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไล่ล่าคนโกง
ข้าพระบาท ทาสประชาชน
โดย...ประพันธุ์ คุณมี
เมื่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไล่ล่าคนโกง
13 กรกฎาคม 2560 เป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ของกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.......อันมีผลสะเทือนต่อการเมืองไทยอย่างใหญ่หลวง บ้างก็ว่าน้องๆ สึนามิถล่มนักการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งที่คดโกงฉ้อฉลเลยทีเดียว มีผู้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ไว้หลายท่าน หรือหากได้ฟังการประชุมพิจารณาของสภาฯ คงได้ฟังเหตุผลการเสนอกฎหมายและการตอบโต้ชี้แจงบ้างแล้วในประเด็นสำคัญๆ
แต่ผู้เขียนเห็นว่ายังมีกระแสความคิดเห็นจากผู้ที่ยืนข้างจำเลยและผู้ถูกกล่าวหา หรือนักกฎหมายบางท่านในคราบวิชาการที่เอียงข้างคนโกง ออกมาวิพากษ์กฎหมายฉบับนี้ในหลายประเด็น จึงขอพูดถึงกฎหมายนี้ในสาระสำคัญ เพื่อผู้อ่านได้ประกอบการพิจารณาว่า กฎหมายนี้ชอบธรรมหรือไม่ คุ้มครองประโยชน์รัฐ ปกป้องสิทธิประโยชน์มหาชน ตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อันเป็นที่ยอมรับในนานาอารยประเทศหรือไม่
ประเด็นแรก ในส่วนที่เป็นการให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยในคดี กฎหมายวิธีพิจารณาฉบับนี้ เปิดโอกาสให้สิทธิแก่จำเลยในการอุทธรณ์ได้ในทุกกรณี มิได้จำกัดเฉพาะเมื่อมีข้อเท็จจริงใหม่ โดยยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อให้เป็นไปตามกติกาสากลของอารยประเทศ แต่ผู้อุทธรณ์ต้องมีตัวอยู่ในการพิจารณาของศาล มิใช่หลบหนีศาล ซึ่งถ้าเช่นนั้นศาลก็จะไม่รับอุทธรณ์ นี่จึงสอดคล้องกับอีกหลายประเด็นในกฎหมายนี้
ส่วนประเด็นที่สำคัญต่อมาคือ แม้ไม่สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหามาฟ้องต่อศาล ก็ให้ศาลประทับรับฟ้องได้ตามาตรา 26 เมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายเรียกและหมายจับเพื่อให้ได้ตัวจำเลยมาศาล ถ้าจับจำเลยมาศาลไม่ได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน ก็ให้ศาลดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไปโดยลับหลังจำเลยได้ ตามาตรา27 ประเด็นนี้ทำให้พวกคนโกงที่หลบหนีและบรรดาลิ่วล้อ กระโดดออกมาค้านคอเป็นเอ็น แถมพวกวิชาการเอี้ยงข้างนักการเมืองโกงก็พลอยผสมโรง อ้างหลักกฏหมายอาญาว่า การพิจาณาคดีอาญาต้องพิจารณาโดยเปิดเผยต่อหน้จำเลยเท่านั้น เสียดายประเด็นนี้ประธานกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อธิบายความยังไม่กระจ่างนัก
ความจริงแล้วหลักการพิจารณาคดีอาญาโดยทั่วไปตาม ป.วิอาญา เป็นกฎหมายที่ใช้ในระบบกล่าวหา และในการฟ้องคดีเขาบังคับแต่แรกแล้วว่าต้องมีตัวจำเลยมาศาล เพราะจะเอาตัวจำเลยมาดำเนินคดี ต้องมีตัวจำเลยอยู่ในความควบคุมชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นศาล และส่งอัยการเพื่อฟ้องแล้วเท่านั้น ถ้าไม่มีตัวจำเลยก็ฟ้องไม่ได้ แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับคดีอาญาผู้ดำรงคำแหน่งทางการเมือง เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนับแต่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ ส.ส. สว. ข้าราชการชั้นสูงฯลฯ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่ชั้นถูกกล่าวหามีตัวอยู่แล้ว และก่อนที่จะถูกฟ้องในชั้นที่เป็ผู้ถูกกล่าวหา บุคคลเหล่านี้สามารถนำข้อเท็จจริง พยานหลักฐานทั้งบุคคลและเอกสาร ไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ได้ จนเสร็จสิ้นการไต่สวนของกรรมการ ป.ป.ช.
เมื่อป.ป.ช. ชี้มูลความผิดส่งสำนวนอัยการและยื่นฟ้อง หากจำเลยหลบหนีไม่ยอมมาศาลก็ดี หรือระหว่างฟ้องพิจารณาคดีหลบหนีก็ดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหรือจำเลย จงใจหลบหนีหลีกเลี่ยงไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยหวังว่าการหลบหนีไปให้พ้นอายุความแล้ว ตนเองก็จะพ้นคดี กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไม่อาจเอื้อมมือเข้ามาจัดการผู้กระทำความผิด ที่ก่อความเสียหายร้ายแรงแก่รัฐและผลประโยชน์มหาชนได้
การที่กฎหมายนี้ให้พิจารณาคดีแก่จำเลยที่หลบหนี โดยให้พิจารณาคดีลับหลังได้ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะคดีนี้เป็นการพิจารณาโดยการไต่สวนและได้ให้โอกาสจำเลยแก้คดี โดยมิถูกควบคุมตัวมาแต่ต้น ครั้นเมื่อถึงชั้นศาลกลับจงใจหลีกเลี่ยงหนีศาล อันเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรม
ในประเด็นต่อมา การที่กฎหมายนี้กำหนดให้ เมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้วก็ให้อายุความสะดุดหยุดลง หากจำเลยหลบหนีไประหว่างพิจาณาคดีก็ไม่ให้นับระยะเวลาที่หนีไปรวมอยู่ในอายุความ ตามาตรา 24/1 วรรคแรกและวรรคสอง และเมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแล้วยังหลบหนี ไม่ว่าโทษจำคุกจะเป็นเวลาเท่าใด หนีไปนานเท่าไร ก็ไม่ให้นำอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 98 มาใช้บังคับ ตามมาตรา 24/1 วรรคสาม ซึ่งก็คือจะอ้างอายุความในคดีอาญามาให้พ้นจากการถูกลงโทษไม่ได้นั่นเอง ถ้าจะหนีแกก็ต้องหนีไปจนตาย กฎหมายปิดช่องว่างตัดเส้นทางคนโกง ไม่ให้รอดจากกระบวนการยุติธรรม จะอาศัยการหลบหนีไปยืนด่าศาลนอกประเทศก็ไม่พ้นผิดหรือพ้นโทษ
และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือบทเฉพาะกาล มาตรา 67 ครับ บทบัญญัติในกฎหมายนี้ ไม่กระทบต่อการดำเนินการใดในคดีที่ยื่นฟ้องไว้ก่อนกฎกมายนี้ใช้บังคับและได้ดำเนินการไปแล้ว ส่วนการดำเนินการต่อไปให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งโดยผลแห่งบทเฉพาะกาลนี้ บรรดานักการเมือง อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ก็จะต้องได้รับผลกรรมจากกฎหมายฉบับนี้โดยยุติธรรมถ้วนหน้ากัน คดีทั้งหลายที่ศาลจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เพราะเหตุไม่ได้ตัวจำเลยมายื่นฟ้องต่อศาลก็ดี อย่างน้อยประมาณ 4 คดี รวมมูลค่าการทุจริตหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท รวมถึงคดีที่ศาลได้พิพากษาถึงที่สุดแล้ว แม้จะหนีไปอยู่ต่างประเทศอีกนานเท่าใด ก็ไม่มีผลให้ท่านต้องพ้นการถูกลงโทษ และจะเป็นอุทธากรณ์เตือน อดีตนายกรัฐมนตรีอีก 3 ท่าน ที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำลังจะพิพากษาในวันที่ 2 สิงหาคม และเดือนกันยายนนี้ได้พึงสังวรณ์อีกด้วย
มีบางคนออกมาค้าน อ้างวาทกรรมเดิมๆ บอกว่ากฎหมายนี้เลือกปฏิบัติ เป็น 2 มาตรฐาน จงใจออกมาเพื่อเล่นงานทักษิณกับพวกเท่านั้น ขอบอกว่าข้อโต้แย้งและคำคัดค้านนี้ ฟังไม่ขึ้นไร้เหตุผลไม่มีน้ำหนัก ไม่เป็นสาระแก่การพิจารณาเลย เพราะกฎหมายนี้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคน ทุกรัฐบาลไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลนี้ จะบอกว่าจงใจออกกฎหมายเล่นงานนักการเมืองถ่ายเดียวก็ไม่ใช่ เพราะสภาฯนี้ ก็ได้ผ่านกฎหมาย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2559 แล้ว ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้กับบรรดาข้าราชการทุจริตและนักการเมืองในระดับอื่น รวมถึงประชาชนที่ร่วมกระทำผิด
การแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนี้ เพียงแต่เป็นการแก้ไขให้สอดคล้องกันเท่านั้น ทั้งจะอ้างว่ากฎหมายนี้ เป็นการออกกฎหมายย้อนหลังให้เป็นโทษแก่จำเลย ก็ฟังไม่ขึ้นอีก เพราะนี่เป็นกฎหมายวิธีพิจารณาคดีครับ หรือที่นักกฎหมายเรียกว่า "วิธีสบัญญัติ"กฎหมายนี้ไม่ได้เป็นกฎหมายสาระบัญญัติที่กำหนดโทษหรือความผิดขึ้นมาใหม่ให้เป็นโทษแก่จำเลย บทกำหนดโทษในคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คงเป็นไปตามกฎหมายที่บัญญัติไว้แต่เดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ เป็นเพียงกฎหมายวิธีพิจารณาคดี ที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อไล่ล่าคนชั่วคนโกงไม่ให้หนีเงื้อมมือกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชน์แห่งรัฐ ปกป้องสิทธิประโยชน์มหาชน จึงชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ที่รัฐอธิปไตยทั้งหลายสามารถกระทำได้โดยชอบ
คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน / หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3280 ระหว่างวันที่ 20-22 ก.ค.2560






