thansettakij
thansettakij
ข้าพระบาท ทาสประชาชน  : พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518

ข้าพระบาท ทาสประชาชน : พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518

13 มิ.ย. 60 | 13:10 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มิ.ย. 60 | 20:13 น.
ข้าพระบาท ทาสประชาชน  
โดย : ประพันธุ์ คูณมี
พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518

พระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า "กฎหมายปฏิรูปที่ดิน" หลายท่านอาจลืมเลือนหรือไม่ได้ให้ความสนใจ หรือบางคนยังถามอีกว่า ประเทศไทยมีกฎหมายแบบนี้ด้วยหรือ ?

แต่สำหรับผมกับกฎหมายฉบับนี้ยังผูกพันและจำไม่รู้ลืม เหตุเพราะเมื่อหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ประชาชน เกษตรกรชาวไร่ชาวนา ที่ไร้ที่ดินทำกินเป็นของตัวเองและถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบจากการเช่าที่ดิน หรือจากอัตราดอกเบี้ยสูงไม่เป็นธรรม ได้รวมตัวออกมาร้องเรียนกับรัฐบาลขอความเป็นธรรม ให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากที่ทับถมมายาวนานให้พวกเขา

7

รัฐบาลขณะนั้นโดย ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประนอมหนี้สินชาวไร่ชาวนา ให้ออกไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ชาวนาภาคกลาง อยุธยา พิษณุโลก พิจิตร ชัยนาท สิงห์บุรี ฯลฯ

ช่วงเวลานั้นผมยังเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ปีที่ 1 ก็ได้รับแต่งตั้งให้ร่วมกับคณะกรรมการดังกล่าวด้วย ในคณะของผมจำได้ว่ามีอาจารย์สุธี อากาศฤกษ์ เป็นหัวหน้าคณะ ไปตั้งหน่วยปฏิบัติงานอยู่ที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและแก้ปัญหาช่วยชาวนา

5
จากจุดเริ่มต้นที่มีรัฐบาลเอาใจใส่และสนใจปัญหาความทุกข์ของเกษตร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ที่สุดของประเทศ จนถือว่าเป็นสันหลังของชาติครั้งนั้น ทำให้ผมได้มีโอกาสศึกษา เรียนรู้และเข้าใจปัญหาพื้นฐานของเกษตรชาวไร่ชาวนาอย่างลึกซึ้งว่า เพราะเหตุใดชาวไร่ชาวนาเหล่านั้นจึงตกอยู่ในวงจรแห่งความยากจนไม่อาจลืมตาอ้าปากได้

มูลเหตุสำคัญก็คือ เกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ที่ดินส่วนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุนเจ้าที่ดิน ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ครอบครองรายละหลายพันหลายหมื่นไร่ ชาวนาส่วนใหญ่ต้องเช่านาในอัตราค่าเช่าแบบแบ่งกึ่ง คือทำนาได้ข้าวเท่าใดก็ต้องแบ่งให้เจ้าของที่ดินเป็นค่าเช่าเสียก่อนครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมด นอกจากนี้ชาวนาส่วนใหญ่ต้องกู้หนี้ยืมสิน จากเจ้าของที่ดินหรือนายทุนเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูงมากๆ เพื่อเป็นทุนในการทำนา ทำนาเสร็จชาวนาแทบไม่มีอะไรเหลือ ชีวิตเป็นเช่นนี้มานับแรมปีชั่วชีวิต ชาวนาเป็นทาสติดที่ดินอย่างน่าเห็นใจที่สุด

6

ปัญหาเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในภาคกลาง แต่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เมื่อชาวไร่ชาวนาทราบข่าวว่ารัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา จึงเกิดการรวมตัวของชาวนาขึ้นทั่วประเทศภายใต้ชื่อ"สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย" ซึ่งมีนักศึกษาและนักกิจกรรมสมัยนั้น ที่นำโดยสหพันธ์นักศึกษาเสรี เป็นกลุ่มให้คำปรึกษาแก่ชาวไร่ชาวนากลุ่มดังกล่าว ผมก็เป็นหนึ่งในจำนวนนักศึกษาที่เข้าไปให้คำปรึกษาและช่วยเหลือชาวนาเหล่านั้น ด้วยแนวคิดที่ต้องการช่วยเหลือชาวนา ภายใต้หลักคิดที่เห็นว่า "ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมควรเป็นของชาวไร่ชาวนา"  นักศึกษาและชาวนาที่รวมตัวกันทั่วประเทศ จึงได้นำปัญหาของชาวนามาเสนอต่อรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ โดยเสนอให้รัฐบาลออกกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในปี2518 ซึ่งการต่อสู้ของชาวนากว่าจะได้กฎหมายฉบับนี้ ก็ต้องหลั่งเลือดเสียชีวิตไม่น้อย เพราะถูกต่อต้านจากบรรดาเจ้าที่ดิน และผู้ที่ไม่เห็นด้วย

4
เจตนารมณ์ของกฎหมายปฏิรูปที่ดินปรากฏชัดท้าย พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า "ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพในการเกษตร ที่ดินจึงเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นรากฐานเบื้องต้นของการผลิตทางเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันปรากฏว่าเกษตรกรกำลังประสบความเดือดร้อน เนื่องจากสูญเสียสิทธิในที่ดินและกลายเป็นผู้เช่าที่ดิน ต้องเสียค่าเช่าที่ดินในอัตราสูงเกินสมควร ที่ดินขาดการบำรุงรักษา จึงทำให้อัตราการผลิตทางเกษตรกรรมอยู่ในระดับต่ำ

เกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมและเสียเปรียบจากระบบการเช่าที่ดินและการจำหน่ายผลิตผลตลอดมา ส่งผลให้เกิดความยุ่งยากทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม การปกครองและการเมืองของประเทศเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วนที่สุด โดยวิธีการปฏิรูปที่ดิน เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์มากที่สุด พร้อมกับการจัดระบบการผลิตและจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนองแนวนโยบายแห่งรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำในฐานะของบุคคลในทางเศรษฐกิจและสังคม ตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น"

ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้ว่ากฎหมายปฏิรูปที่ดิน มีเจตนารมณ์จัดที่ดินให้แก่เกษตรกร เพื่อใช้ทำการเกษตรกรรมเท่านั้น และผู้ที่จะได้สิทธิในที่ดินต้องเป็นเกษตรกร การที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น ส่งผลให้ผู้ประกอบการปิโตรเลียมที่มีการดำเนินการอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ต้องหยุดการผลิต จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปตามเจตนารมณ์ ของ พรบ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 2518 แล้ว

“ไม่ควรที่รัฐบาลหรือหน่วยงานใดจะคิดเอา ม.44 มาใช้แก้ไขปัญหานี้ อย่าเอาอำนาจ คสช.มาเหนือคำวินิจฉัยของศาลเลยครับ แม้มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาอันอาจมีผลกระทบในทางเศรษฐกิจ ก็ควรใช้หนทางอื่นไม่ใช่ใช้อำนาจช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ละเมิดกฎหมาย เพราะไม่สง่างามสำหรับนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.แต่อย่างใด ด้วยความเคารพครับ ควรมิควรแล้วแต่จะพิจารณา”
คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน   / หนังสือฐานเศรษฐกิจ/ฉบับ 3270 ระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย.2560  
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline