
ข้าพระบาท ทาสประชาชน : เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันของคนไทย…อยู่ที่ใด?
ข้าพระบาท ทาสประชาชน
โดย : ประพันธุ์ คูณมี
เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันของคนไทย…อยู่ที่ใด?
ผมตั้งชื่อคอลัมน์นี้ว่า "ข้าพระบาท ทาสประชาชน" เนื่องจากผมมีอุดมคติส่วนตัวจากประสบการณ์ชีวิต เมื่อเด็กผมคิดเพียงตั้งใจเรียนหนังสือ เติบใหญ่จะได้มีงานมีตำแหน่งเป็นเจ้าคนนายคน มีรายได้เลี้ยงครอบครัวพ่อแม่ให้มีความสุข แต่เมื่อเติบโตก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย บ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่คือ "เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516" หรือบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยอาจเรียกว่า "14 ตุลา วันมหาวิปโยค"
เมื่อผ่านเหตุการณ์สำคัญวันนั้น ประเทศเริ่มมีเสรีภาพและบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตย มีรัฐบาลพลเรือนเป็นนายกรัฐมนตรี ที่นำโดยอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ บ้านเมืองพ้นการครอบงำจากอำนาจฝ่ายทหารยุคจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร นักศึกษายุคนั้นจึงได้เริ่มสัมผัสกลิ่นอายของเสรีภาพ ได้มีโอกาสศึกษาและอ่านหนังสือ งานเขียน บทความ ที่เผยแพร่ความรู้ ความคิด ทฤษฎีการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมืองใหม่ๆ จากทั่วโลกอย่างเปิดกว้าง ยิ่งกว่าในยุคการปกครองโดยอำนาจทหารขณะนั้น
ผมจึงได้อ่านได้ศึกษา เรียนรู้ ถกเถียงพูดคุยกับเพื่อนๆ คนหนุ่มสาวร่วมยุคสมัย ถึงเรื่องประเทศชาติบ้านเมือง เราคิดถึงอนาคตของประเทศ เราเริ่มคิดและค้นหาเป้าหมายร่วมกัน ทั้งลงมือปฏิบัติเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศชาติของเรา ไปสู่สังคมใหม่ที่ดีกว่าเก่า ที่ประเทศมีความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าในทุกๆด้าน ประชาชนมีเสรีภาพ ภราดรภาพ มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี การเมืองการปกครองมีผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริต การบริหารประเทศปลอดการทุจริต คอรัปชั่นโกงกิน ตามอุดมคติและความเชื่อของตน แม้ในที่สุดเราจะทำไม่สำเร็จและก้าวไปไม่ถึงก็ตาม แต่นั่นก็คือเราได้กล้าคิดและร่วมกันทำการใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต
นับแต่ 14 ตุลาฯ 2516 ถึงปัจจุบัน ผมได้ผ่านเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญๆในบ้านเมืองอีกหลายครั้งคือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ต่อมาก็เหตุการณ์การชุมนุมต่อสู้ครั้งใหญ่ของภาคประชาชนนับหลายล้านทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ช่วงระหว่างปี 2549-2553 กระทั่งต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ของมวลมหาประชาชนหลายสิบล้านทั่วประเทศ ที่นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพวก เพื่อต่อต้านคัดค้านรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนำมาสู่การรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ ก่อเกิดรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ปกครองและบริหารบ้านเมือง ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้
ที่กล่าวมาผมเพียงอยากจะบอกว่า บ้านเมืองของเราผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ร้ายแรงเกือบจะสิ้นชาติมาหลายครั้ง รวมถึงการที่ประเทศเคยผ่านสงครามภายในสู้รบระหว่างคนไทยด้วยกัน ในยุคต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ประเทศก็ผ่านพ้นเหตุการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นมาได้ ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ประเทศไทยมีองค์พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พระองค์มิได้เป็นเพียงพระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุขประเทศ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเท่านั้น
แต่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจไทยทั้งชาติ เป็นทั้งปราชญ์และผู้นำทางจิตวิญญาณของคนไทย แนวพระราชดำริหรือศาสตร์พระราชาในทุกๆ ด้านที่พระราชทานแก่ประชาชน ล้วนเป็นแนวทางที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นหลักในการบริหารปกครองบ้านเมือง นำพาชาติไทยของเราไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืนทั้งสิ้น หากได้น้อมนำเอาแนวคำสอนของพ่อ มารวบรวมเรียบเรียง เพื่อให้ประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและคณะรัฐมนตรี ทุกคนทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ร่วมกันสร้างชาติปฏิรูปประเทศอยู่ในขณะนี้ ได้ศึกษาอย่างจริงจังในทุกระดับชั้น แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ ประเทศของเราก็คงจะเจริญก้าวหน้าไปสู่สังคมที่ดียิ่งกว่าวันนี้เป็นแน่แท้
ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าประชาชนทั้งหลายต้องการก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันในเป้าหมายใด เพราะเหตุการณ์สำคัญที่ผ่านมาได้ให้คำตอบกับผมอย่างลึกซึ้งแล้ว ใครที่ไม่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ต่อสู้ร่วมเป็นร่วมตาย เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน จะไม่มีวันเข้าใจสัจธรรมข้อนี้เลย ด้วยเหตุนี้ประชาชนทั้งหลายที่พร้อมตายและเสียสละได้แม้ชีวิต ในเหตุการณ์สำคัญๆทางการเมือง แม้ระเบิด กระสุน แก๊สน้ำตาหรือคุกตะราง พวกเขาก็ไม่กลัว ทุกคนพร้อมสู้และพร้อมก้าวเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ขอเพียงแต่ให้เขารักและศรัทธาในผู้นำของเขาว่า กำลังนำพาพวกเขาต่อสู้และก้าวไปสู่เป้าหมายใดเท่านั้น
ดังนั้นประเทศไทยของเรา คงไม่ต้องอาศัยคำปราศรัยหรือสุนทรพจน์ของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก มาเป็นแนวคำสอนหรอกครับ เราอาจรับฟังมาประกอบการพิจารณาได้เท่านั้น เพราะประเทศไทยของเรามีศาสตร์พระราชาและแนวคำสอนอันยิ่งใหญ่ ที่เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาอันล้ำค่า อย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว ขอเพียงท่านนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำในการศึกษาและปฏิบัติ อย่างจริงจัง ประเทศของเราเจริญรุ่งเรืองแน่นอนครับ
คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3268 ระหว่างวันที่ 8-10 มิ.ย.2560
โดย : ประพันธุ์ คูณมี
เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันของคนไทย…อยู่ที่ใด?
ผมตั้งชื่อคอลัมน์นี้ว่า "ข้าพระบาท ทาสประชาชน" เนื่องจากผมมีอุดมคติส่วนตัวจากประสบการณ์ชีวิต เมื่อเด็กผมคิดเพียงตั้งใจเรียนหนังสือ เติบใหญ่จะได้มีงานมีตำแหน่งเป็นเจ้าคนนายคน มีรายได้เลี้ยงครอบครัวพ่อแม่ให้มีความสุข แต่เมื่อเติบโตก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย บ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่คือ "เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516" หรือบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยอาจเรียกว่า "14 ตุลา วันมหาวิปโยค"
เมื่อผ่านเหตุการณ์สำคัญวันนั้น ประเทศเริ่มมีเสรีภาพและบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตย มีรัฐบาลพลเรือนเป็นนายกรัฐมนตรี ที่นำโดยอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ บ้านเมืองพ้นการครอบงำจากอำนาจฝ่ายทหารยุคจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร นักศึกษายุคนั้นจึงได้เริ่มสัมผัสกลิ่นอายของเสรีภาพ ได้มีโอกาสศึกษาและอ่านหนังสือ งานเขียน บทความ ที่เผยแพร่ความรู้ ความคิด ทฤษฎีการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมืองใหม่ๆ จากทั่วโลกอย่างเปิดกว้าง ยิ่งกว่าในยุคการปกครองโดยอำนาจทหารขณะนั้น
ผมจึงได้อ่านได้ศึกษา เรียนรู้ ถกเถียงพูดคุยกับเพื่อนๆ คนหนุ่มสาวร่วมยุคสมัย ถึงเรื่องประเทศชาติบ้านเมือง เราคิดถึงอนาคตของประเทศ เราเริ่มคิดและค้นหาเป้าหมายร่วมกัน ทั้งลงมือปฏิบัติเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศชาติของเรา ไปสู่สังคมใหม่ที่ดีกว่าเก่า ที่ประเทศมีความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าในทุกๆด้าน ประชาชนมีเสรีภาพ ภราดรภาพ มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี การเมืองการปกครองมีผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริต การบริหารประเทศปลอดการทุจริต คอรัปชั่นโกงกิน ตามอุดมคติและความเชื่อของตน แม้ในที่สุดเราจะทำไม่สำเร็จและก้าวไปไม่ถึงก็ตาม แต่นั่นก็คือเราได้กล้าคิดและร่วมกันทำการใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต
นับแต่ 14 ตุลาฯ 2516 ถึงปัจจุบัน ผมได้ผ่านเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญๆในบ้านเมืองอีกหลายครั้งคือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ต่อมาก็เหตุการณ์การชุมนุมต่อสู้ครั้งใหญ่ของภาคประชาชนนับหลายล้านทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ช่วงระหว่างปี 2549-2553 กระทั่งต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ของมวลมหาประชาชนหลายสิบล้านทั่วประเทศ ที่นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพวก เพื่อต่อต้านคัดค้านรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนำมาสู่การรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ ก่อเกิดรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ปกครองและบริหารบ้านเมือง ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้
ที่กล่าวมาผมเพียงอยากจะบอกว่า บ้านเมืองของเราผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ร้ายแรงเกือบจะสิ้นชาติมาหลายครั้ง รวมถึงการที่ประเทศเคยผ่านสงครามภายในสู้รบระหว่างคนไทยด้วยกัน ในยุคต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ประเทศก็ผ่านพ้นเหตุการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นมาได้ ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ประเทศไทยมีองค์พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พระองค์มิได้เป็นเพียงพระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุขประเทศ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเท่านั้น
แต่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจไทยทั้งชาติ เป็นทั้งปราชญ์และผู้นำทางจิตวิญญาณของคนไทย แนวพระราชดำริหรือศาสตร์พระราชาในทุกๆ ด้านที่พระราชทานแก่ประชาชน ล้วนเป็นแนวทางที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นหลักในการบริหารปกครองบ้านเมือง นำพาชาติไทยของเราไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืนทั้งสิ้น หากได้น้อมนำเอาแนวคำสอนของพ่อ มารวบรวมเรียบเรียง เพื่อให้ประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและคณะรัฐมนตรี ทุกคนทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ร่วมกันสร้างชาติปฏิรูปประเทศอยู่ในขณะนี้ ได้ศึกษาอย่างจริงจังในทุกระดับชั้น แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ ประเทศของเราก็คงจะเจริญก้าวหน้าไปสู่สังคมที่ดียิ่งกว่าวันนี้เป็นแน่แท้
ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าประชาชนทั้งหลายต้องการก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันในเป้าหมายใด เพราะเหตุการณ์สำคัญที่ผ่านมาได้ให้คำตอบกับผมอย่างลึกซึ้งแล้ว ใครที่ไม่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ต่อสู้ร่วมเป็นร่วมตาย เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน จะไม่มีวันเข้าใจสัจธรรมข้อนี้เลย ด้วยเหตุนี้ประชาชนทั้งหลายที่พร้อมตายและเสียสละได้แม้ชีวิต ในเหตุการณ์สำคัญๆทางการเมือง แม้ระเบิด กระสุน แก๊สน้ำตาหรือคุกตะราง พวกเขาก็ไม่กลัว ทุกคนพร้อมสู้และพร้อมก้าวเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ขอเพียงแต่ให้เขารักและศรัทธาในผู้นำของเขาว่า กำลังนำพาพวกเขาต่อสู้และก้าวไปสู่เป้าหมายใดเท่านั้น
ดังนั้นประเทศไทยของเรา คงไม่ต้องอาศัยคำปราศรัยหรือสุนทรพจน์ของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก มาเป็นแนวคำสอนหรอกครับ เราอาจรับฟังมาประกอบการพิจารณาได้เท่านั้น เพราะประเทศไทยของเรามีศาสตร์พระราชาและแนวคำสอนอันยิ่งใหญ่ ที่เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาอันล้ำค่า อย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว ขอเพียงท่านนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำในการศึกษาและปฏิบัติ อย่างจริงจัง ประเทศของเราเจริญรุ่งเรืองแน่นอนครับ
คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3268 ระหว่างวันที่ 8-10 มิ.ย.2560






