
ทางออกนอกตำรา : เผือกร้อนคิงเพาเวอร์ ในอุ้งมือนายกฯลุงตู่
ทางออกนอกตำรา
โดย : บากบั่น บุญเลิศ
เผือกร้อนคิงเพาเวอร์ ในอุ้งมือนายกฯลุงตู่
คมหอกปลายดาบในการจัดการธุรกิจดิวตี้ฟรีแสนล้าน ที่ผูกขาดโดยบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ของเจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา อภิมหาเศรษฐีเมืองไทย ถูกโยนไปใส่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เเละหัวหน้าคสช. ไปเรียบร้อยโรงเรียนวิชัยคิงเพาเวอร์แล้ว
แม้ว่านายกฯลุงตู่ จะตอบคำถามผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) ของกลุ่มสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลที่ถามไปว่า ข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ส่งผลการศึกษาและมีข้อเสนอแนะ รวมทั้งเสนอให้ปลดคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) และยกเลิกสัญญากับบริษัท คิงเพาเวอร์ ผู้ประกอบการสินค้าปลอดภาษี ในสนามบินสุวรรณภูมิ มีความคืบหน้าอย่างไร ได้สั่งการอะไรเพิ่มเติมและจะได้ข้อสรุปในเรื่องนี้เมื่อไหร่ โดยนายกรัฐมนตรี ตอบว่า “ปลดเรื่องอะไร การสอบสวนและกฎหมายว่าอย่างไร แจ้งความกันหรือยัง ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่รัฐบาลจะเอาเรื่องที่มีกระแสมาทำโดยไม่มีที่มา หลักฐานการทุจริต ผู้เสียหาย กระบวนการยุติธรรมว่าอย่างไร”
แต่มิได้หมายความว่า “มหากาพย์ดิวตี้ฟรีคิงเพาเวอร์” จะจบลงง่ายๆเช่นนี้....
ทำไมเป็นเช่นนั้น…..
หนึ่งเป็นเพราะปฏิบัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติที่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ขอให้กรมศุลกากรตรวจสอบการดำเนินกิจการร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) ในสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2560 กำลังเดินหน้าไปอย่างเป็นระบบ
สตง.ขอให้กรมศุลการตรวจสอบเรื่องที่คาใจสังคมใน 2-3 ประเด็นหลัก
เรื่องแรกคือ การที่บริษัท คิงเพาเวอร์ฯ ขายสินค้าแบบ พรี-ออร์เดอร์ หรือผู้ซื้อไม่ได้นำของออกนอกประเทศ แต่มารับสินค้าเมื่อเดินทางกลับไทย ถือว่าขัดกฎหมายศุลกากร
เรื่องที่ 2 บริษัท คิงเพาเวอร์ฯ กำหนดจุดส่งมอบสินค้าของร้านค้าปลอดอากรขาออกในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยไม่มีกฎหมายรองรับ
ประเด็นที่ 3 บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ไม่ปฏิบัติตามสัญญาในเรื่องการติดตั้ง POS หรือระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายสินค้าปลอดอากร
คำชี้แจงของกรมศุลกากรใน 2-3 ประเด็น จะกลายเป็นหลักฐานที่ทางราชการจะต้องนำไปจัดการปัญหาที่คาราคาซังให้เคลียร์ในเรื่องระบบการค้าขายของประเทศที่มี 2 มาตรฐานซ่อนเร้นอยู่ในพื้นที่อาณาจักรของหน่วยงานของรัฐ
คิงเพาเวอร์เปิดหน้าร้านขายของในเมืองชวนเชิญประชาชนให้มาซื้อของโดยไม่ต้องเสียภาษีสักบาทสักสตางค์ โดยอาศัยช่องโหว่ของการตีความตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ
ขณะที่ห้างสรรพสินค้าในเมืองไทยที่ขายอยู่ทั้งเมือง ผู้นำเข้าต้องเสียภาษีให้รัฐ ประชาชนที่ซื้อสินค้ากลับต้องเสียภาษีแวตให้รัฐ 7%
ปัญหานี้จะต้องเคลียร์กันใน 30 วัน หลังจากนี้ไป โดยขณะนี้ผมทราบว่า นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อส่งหนังสือแจ้งมายังสตง.ภายใน 60 วัน โดยขณะนี้กรมศุลกากรได้ตั้งเรื่องตรวจสอบกันมาเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนแล้ว
ลึกแต่ไม่ลับ มีข้อมูลออกมาจากฝ่ายกฎหมายที่ตงฉินของกรมศุลกากรให้คำชี้แจงออกไปว่า “ประเด็นการซื้อขายแบบพรี-ออร์เดอร์ ของคิงเพาเวอร์อาจเป็นการซื้อขายที่ยังไม่สมบูรณ์ ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 20/2549 เรื่องระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับร้านค้าปลอดอากร ที่จะได้รับการยกเว้นภาษี ถึงแม้ว่าจะมีการชำระเงินและมีการรับสินค้าไปก็ตาม เพราะการที่คิงเพาเวอร์โหมโฆษณา “โปรโมชั่นซื้อสินค้าขาออก-มารับสินค้าตอนขาเข้า” ทั้งทางโทรทัศน์ นิตยสารและเว็บไซต์ ขัดกับประกาศกรมศุลกากรฉบับที่ 20/2549 เพราะเป็นการซื้อสินค้ามาบริโภคในประเทศ มิใช่ของที่จำเป็นในการดำรงชีพ มิใช่ของใช้ส่วนตัว และมิได้มีการตรวจสอบว่ามีราคาเกิน 2 หมื่นบาทหรือไม่แต่อย่างใด ใครใคร่หิ้วกลับ เชิญหิ้ว ดังนั้นจึงเข้าข่ายที่ต้องเสียภาษี
ขณะที่เรื่องการไม่ปฏิบัติตามสัญญาในเรื่องการติดตั้ง POS หรือระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายสินค้าปลอดอากร นับตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการก็จะกลายเป็นปมใหญ่ที่อาจทลายห้างของคิงเพาเวอร์และคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทยให้พังคลืนลงได้ง่าย
เงื่อนไขสัมปทานกำหนดให้ติดตั้งมาตั้งแต่ต้นในการดำเนินการร้านค้าปลอดอากร แต่ในความเป็นจริง การติดตั้งระบบ POS แบบ Online Real-time เพิ่งมีการใช้ที่สนามบินดอนเมืองในเดือนเมษายน 2559 มีการนำมาใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิในเดือนพฤษภาคม 2559 ส่วนที่สนามบินภูเก็ต สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ เริ่มนำใช้ในเดือนกันยายน 2559
แล้วที่ผ่านมาละใช้วิธีการอะไร....คำตอบถูกซุกไว้ในกอไผ่...ที่ไร้การตรวจสอบว่า หน่วยงานรัฐเปิดทางให้คิงเพาเวอร์ทำมือ...เขียน บันทึกการซื้อขายของนักท่องเที่ยวเป็นเอกสารที่บริษัททำขึ้น จากนั้นก็ส่งไปให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย เจ้าหน้าที่ คณะผู้บริหารก็ยอมรับประทับตราว่าถูกต้องตรงกับหลักฐานเอกสารที่เอกชนส่งไป
ช่องโหว่ตรงนี้เองที่กำลังกลายเป็นจุดซุ่มโจมตีว่า บริษัทท่าอากาศยานไทย เปิดทางให้มีการนำของในร้านค้าปลอดอากร ออกมาอย่างอิสระเสรีเหนืออื่นใด
สมมตินะว่า สมมติ เกิดมีมือดีประสานกับบริษัททัวร์ ไกด์นำเที่ยวให้ถ่ายซีร็อกซ์พาสปอร์ต และตั๋วโดยสารของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในราชอาณาจักร แล้วมาทำเอกสารซื้อของที่ร้านค้าปลอดอากร โดยที่เจ้าตัวไม่ได้หิ้วของเข้ามาจริง จะเกิดอะไรขึ้นมา"เหล้า ยาปลาปิ้ง"ย่อมเกลื่อนเมือง รายได้ของมือดีคนนี้ย่อมมีมหาศาล โดยที่รัฐมิสามารถตรวจสอบได้
เผือกร้อนจากกรณีการค้าซ่อนรูปของดิวตี้ฟรี ถูกโยนใส่มือนายกฯลุงตู่ไปเต็มๆ จะเดินหน้าปฏิรูปหรือไม่ นายกฯต้องตัดสินใจ...แต่ต้องมิใช่มาบอกประชาชนว่า ไหนละหลักฐานการทุจริต......
ลำพังคนทำธุรกิจดิวตี้ฟรี รายได้เป็นหมื่นล้านแสนล้าน จนกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีของไทยในเวลา 9-10 ปีที่ทำธุรกิจมา แต่หน่วยงานรัฐได้ส่วนแบ่งมาน้อยนิดนี่? คนก็คาใจแล้ว...ครับท่านนายกฯ
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3267 ระหว่างวันที่ 4-7 มิ.ย.2560
โดย : บากบั่น บุญเลิศ
เผือกร้อนคิงเพาเวอร์ ในอุ้งมือนายกฯลุงตู่
คมหอกปลายดาบในการจัดการธุรกิจดิวตี้ฟรีแสนล้าน ที่ผูกขาดโดยบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ของเจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา อภิมหาเศรษฐีเมืองไทย ถูกโยนไปใส่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เเละหัวหน้าคสช. ไปเรียบร้อยโรงเรียนวิชัยคิงเพาเวอร์แล้ว
แต่มิได้หมายความว่า “มหากาพย์ดิวตี้ฟรีคิงเพาเวอร์” จะจบลงง่ายๆเช่นนี้....
ทำไมเป็นเช่นนั้น…..
หนึ่งเป็นเพราะปฏิบัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติที่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ขอให้กรมศุลกากรตรวจสอบการดำเนินกิจการร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) ในสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2560 กำลังเดินหน้าไปอย่างเป็นระบบ
สตง.ขอให้กรมศุลการตรวจสอบเรื่องที่คาใจสังคมใน 2-3 ประเด็นหลัก
เรื่องแรกคือ การที่บริษัท คิงเพาเวอร์ฯ ขายสินค้าแบบ พรี-ออร์เดอร์ หรือผู้ซื้อไม่ได้นำของออกนอกประเทศ แต่มารับสินค้าเมื่อเดินทางกลับไทย ถือว่าขัดกฎหมายศุลกากร
เรื่องที่ 2 บริษัท คิงเพาเวอร์ฯ กำหนดจุดส่งมอบสินค้าของร้านค้าปลอดอากรขาออกในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยไม่มีกฎหมายรองรับ
ประเด็นที่ 3 บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ไม่ปฏิบัติตามสัญญาในเรื่องการติดตั้ง POS หรือระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายสินค้าปลอดอากร
คำชี้แจงของกรมศุลกากรใน 2-3 ประเด็น จะกลายเป็นหลักฐานที่ทางราชการจะต้องนำไปจัดการปัญหาที่คาราคาซังให้เคลียร์ในเรื่องระบบการค้าขายของประเทศที่มี 2 มาตรฐานซ่อนเร้นอยู่ในพื้นที่อาณาจักรของหน่วยงานของรัฐ
คิงเพาเวอร์เปิดหน้าร้านขายของในเมืองชวนเชิญประชาชนให้มาซื้อของโดยไม่ต้องเสียภาษีสักบาทสักสตางค์ โดยอาศัยช่องโหว่ของการตีความตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ
ขณะที่ห้างสรรพสินค้าในเมืองไทยที่ขายอยู่ทั้งเมือง ผู้นำเข้าต้องเสียภาษีให้รัฐ ประชาชนที่ซื้อสินค้ากลับต้องเสียภาษีแวตให้รัฐ 7%
ปัญหานี้จะต้องเคลียร์กันใน 30 วัน หลังจากนี้ไป โดยขณะนี้ผมทราบว่า นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อส่งหนังสือแจ้งมายังสตง.ภายใน 60 วัน โดยขณะนี้กรมศุลกากรได้ตั้งเรื่องตรวจสอบกันมาเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนแล้ว
ลึกแต่ไม่ลับ มีข้อมูลออกมาจากฝ่ายกฎหมายที่ตงฉินของกรมศุลกากรให้คำชี้แจงออกไปว่า “ประเด็นการซื้อขายแบบพรี-ออร์เดอร์ ของคิงเพาเวอร์อาจเป็นการซื้อขายที่ยังไม่สมบูรณ์ ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 20/2549 เรื่องระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับร้านค้าปลอดอากร ที่จะได้รับการยกเว้นภาษี ถึงแม้ว่าจะมีการชำระเงินและมีการรับสินค้าไปก็ตาม เพราะการที่คิงเพาเวอร์โหมโฆษณา “โปรโมชั่นซื้อสินค้าขาออก-มารับสินค้าตอนขาเข้า” ทั้งทางโทรทัศน์ นิตยสารและเว็บไซต์ ขัดกับประกาศกรมศุลกากรฉบับที่ 20/2549 เพราะเป็นการซื้อสินค้ามาบริโภคในประเทศ มิใช่ของที่จำเป็นในการดำรงชีพ มิใช่ของใช้ส่วนตัว และมิได้มีการตรวจสอบว่ามีราคาเกิน 2 หมื่นบาทหรือไม่แต่อย่างใด ใครใคร่หิ้วกลับ เชิญหิ้ว ดังนั้นจึงเข้าข่ายที่ต้องเสียภาษี
ขณะที่เรื่องการไม่ปฏิบัติตามสัญญาในเรื่องการติดตั้ง POS หรือระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายสินค้าปลอดอากร นับตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการก็จะกลายเป็นปมใหญ่ที่อาจทลายห้างของคิงเพาเวอร์และคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทยให้พังคลืนลงได้ง่าย
เงื่อนไขสัมปทานกำหนดให้ติดตั้งมาตั้งแต่ต้นในการดำเนินการร้านค้าปลอดอากร แต่ในความเป็นจริง การติดตั้งระบบ POS แบบ Online Real-time เพิ่งมีการใช้ที่สนามบินดอนเมืองในเดือนเมษายน 2559 มีการนำมาใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิในเดือนพฤษภาคม 2559 ส่วนที่สนามบินภูเก็ต สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ เริ่มนำใช้ในเดือนกันยายน 2559
แล้วที่ผ่านมาละใช้วิธีการอะไร....คำตอบถูกซุกไว้ในกอไผ่...ที่ไร้การตรวจสอบว่า หน่วยงานรัฐเปิดทางให้คิงเพาเวอร์ทำมือ...เขียน บันทึกการซื้อขายของนักท่องเที่ยวเป็นเอกสารที่บริษัททำขึ้น จากนั้นก็ส่งไปให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย เจ้าหน้าที่ คณะผู้บริหารก็ยอมรับประทับตราว่าถูกต้องตรงกับหลักฐานเอกสารที่เอกชนส่งไป
ช่องโหว่ตรงนี้เองที่กำลังกลายเป็นจุดซุ่มโจมตีว่า บริษัทท่าอากาศยานไทย เปิดทางให้มีการนำของในร้านค้าปลอดอากร ออกมาอย่างอิสระเสรีเหนืออื่นใด
สมมตินะว่า สมมติ เกิดมีมือดีประสานกับบริษัททัวร์ ไกด์นำเที่ยวให้ถ่ายซีร็อกซ์พาสปอร์ต และตั๋วโดยสารของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในราชอาณาจักร แล้วมาทำเอกสารซื้อของที่ร้านค้าปลอดอากร โดยที่เจ้าตัวไม่ได้หิ้วของเข้ามาจริง จะเกิดอะไรขึ้นมา"เหล้า ยาปลาปิ้ง"ย่อมเกลื่อนเมือง รายได้ของมือดีคนนี้ย่อมมีมหาศาล โดยที่รัฐมิสามารถตรวจสอบได้
เผือกร้อนจากกรณีการค้าซ่อนรูปของดิวตี้ฟรี ถูกโยนใส่มือนายกฯลุงตู่ไปเต็มๆ จะเดินหน้าปฏิรูปหรือไม่ นายกฯต้องตัดสินใจ...แต่ต้องมิใช่มาบอกประชาชนว่า ไหนละหลักฐานการทุจริต......
ลำพังคนทำธุรกิจดิวตี้ฟรี รายได้เป็นหมื่นล้านแสนล้าน จนกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีของไทยในเวลา 9-10 ปีที่ทำธุรกิจมา แต่หน่วยงานรัฐได้ส่วนแบ่งมาน้อยนิดนี่? คนก็คาใจแล้ว...ครับท่านนายกฯ
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา / หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3267 ระหว่างวันที่ 4-7 มิ.ย.2560






