
ทางเดียวไม่เลี้ยวไปไหน : “เนติวิทย์”ยอดภูเขาน้ำแข็ง! ลึกกว่าที่คิด
ทางเดียวไม่เลี้ยวไปไหน
โดย : สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม
“เนติวิทย์” ยอดภูเขาน้ำแข็ง! ลึกกว่าที่คิด
"เนติวิทย์" ได้รับเลือกตั้งเป็น ประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยคะแนน 27 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุม 36 คน
เป็น 36 คนที่เป็นสมาชิกสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาจากการเลือกตั้งของนิสิตจุฬาฯ ในแต่ละคณะ คณะละ 3 คน รวม 19 คณะ 57 คน แต่วันนั้นไม่มาประชุม 21 คน
ขอย้ำว่า!!!!อย่าให้ราคาและความสำคัญกับ "เนติวิทย์" มากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่อง "เนติวิทย์" เป็นประธานสภานิสิตจุฬาฯนั่น จะไม่สำคัญ!
เพราะอะไรหรือ…?
ก็เพราะเรื่องนี้มี"การเตรียมการ"มายาวนาน มี "การจัดตั้ง" มี "การวางแผน" และทำงานกันอย่างเป็นกระบวนการ
จากข่าวสารที่ได้ทราบจากเด็กกลุ่มหนึ่ง จึงทำให้ได้รู้ว่ามีการลงไปเคลื่อนไหวจัดตั้งปลุกระดมความคิดทางการเมืองให้แก่เด็กๆตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมปลาย!!! เพื่อตระเตรียมความคิดให้เข้ามาเคลื่อนไหวต่อเนื่องในระดับมหาวิทยาลัย
ในยุคหลัง 14 ตุลานั้นเราจะเห็นบทบาทของ "ผู้นำนิสิตนักศึกษา" ถูกสร้างต่อเนื่องมาจากบทบาทของ "ผู้นำนักเรียน" โดยมี "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" เป็นผู้บงการอยู่ข้างหลังผ่าน "องค์กรผู้ปฏิบัติงาน" หรือที่เรียกกันว่า "องค์กร ฝ."
ซึ่งถือเป็น "องค์กรปิดลับ" ของ "ขบวนการนักเรียนนิสิตนักศึกษา" โดยคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในขบวนการนักเรียนและนิสิตนักศึกษาในขณะนั้นไม่รู้เรื่องด้วย
ปัจจุบันได้มีการเอารูปแบบการเคลื่อนไหวดังกล่าวมาใช้อีกครั้งหนึ่ง แม้จะไม่ปิดลับและทำกันเป็นขบวนการลับเหมือนยุคหลัง 14 ตุลา เพราะสถานการณ์แตกต่างกันในยุคก่อนโน้น "สายลับ” อาจหมายถึง "ถูกจับกุมคุมขัง" และ "ถึงตาย" ได้
แต่ยุคสมัยนี้สังคมเปิดกว้างรัฐก็ขาดความเข้าใจเรื่องนี้ นักเรียนและนิสิตนักศึกษา ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจการบ้านการเมือง กลุ่มขบวนการดังกล่าวจึงเคลื่อนไหวไปอย่างเงียบๆ แต่ต่อเนื่อง
สร้างความเชื่อมโยงกันระหว่างนักเรียน นิสิตนักศึกษา และบรรดาอาจารย์นักวิชาการในมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่ง
พวกนี้ยังฝันอยู่ว่าการไป "บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์" เอาไว้วันหนึ่งก็จะเติบใหญ่และสร้างแรงสั่นสะเทือนเขย่า "อำนาจเก่า" ได้
กรณี "เนติวิทย์" คือตัวอย่างที่ชัดเจน รวมทั้งกรณี "ไผ่ ดาวดิน" หรือ"จ่านิว"หรือ อีกมากมายที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้และที่จะมีต่อไป
คำถามคือ…ใครล่ะเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้อยู่?
คำตอบ!…ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์มาในยุคหลัง 14 ตุลา ต้องมีศักยภาพทางการเมืองและมีเงินสนับสนุนหนาแน่น ที่สำคัญต้องเป็นคนที่ชักใยและเชื่อมโยงระหว่างคนเสื้อแดงและรวมทั้งบางส่วนในพรรคเพื่อไทย และที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นคนที่ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจาก "นายใหญ่"
ใครนะ?….
คอลัมน์ : ทางเดียวไม่เลี้ยวไปไหน / หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3260 ระหว่าง 11-13 พ.ค.2650
โดย : สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม
“เนติวิทย์” ยอดภูเขาน้ำแข็ง! ลึกกว่าที่คิด
"เนติวิทย์" ได้รับเลือกตั้งเป็น ประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยคะแนน 27 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุม 36 คน
เป็น 36 คนที่เป็นสมาชิกสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาจากการเลือกตั้งของนิสิตจุฬาฯ ในแต่ละคณะ คณะละ 3 คน รวม 19 คณะ 57 คน แต่วันนั้นไม่มาประชุม 21 คน
ขอย้ำว่า!!!!อย่าให้ราคาและความสำคัญกับ "เนติวิทย์" มากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่อง "เนติวิทย์" เป็นประธานสภานิสิตจุฬาฯนั่น จะไม่สำคัญ!
เพราะอะไรหรือ…?
ก็เพราะเรื่องนี้มี"การเตรียมการ"มายาวนาน มี "การจัดตั้ง" มี "การวางแผน" และทำงานกันอย่างเป็นกระบวนการ
จากข่าวสารที่ได้ทราบจากเด็กกลุ่มหนึ่ง จึงทำให้ได้รู้ว่ามีการลงไปเคลื่อนไหวจัดตั้งปลุกระดมความคิดทางการเมืองให้แก่เด็กๆตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมปลาย!!! เพื่อตระเตรียมความคิดให้เข้ามาเคลื่อนไหวต่อเนื่องในระดับมหาวิทยาลัย
ในยุคหลัง 14 ตุลานั้นเราจะเห็นบทบาทของ "ผู้นำนิสิตนักศึกษา" ถูกสร้างต่อเนื่องมาจากบทบาทของ "ผู้นำนักเรียน" โดยมี "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" เป็นผู้บงการอยู่ข้างหลังผ่าน "องค์กรผู้ปฏิบัติงาน" หรือที่เรียกกันว่า "องค์กร ฝ."
ซึ่งถือเป็น "องค์กรปิดลับ" ของ "ขบวนการนักเรียนนิสิตนักศึกษา" โดยคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในขบวนการนักเรียนและนิสิตนักศึกษาในขณะนั้นไม่รู้เรื่องด้วย
ปัจจุบันได้มีการเอารูปแบบการเคลื่อนไหวดังกล่าวมาใช้อีกครั้งหนึ่ง แม้จะไม่ปิดลับและทำกันเป็นขบวนการลับเหมือนยุคหลัง 14 ตุลา เพราะสถานการณ์แตกต่างกันในยุคก่อนโน้น "สายลับ” อาจหมายถึง "ถูกจับกุมคุมขัง" และ "ถึงตาย" ได้
แต่ยุคสมัยนี้สังคมเปิดกว้างรัฐก็ขาดความเข้าใจเรื่องนี้ นักเรียนและนิสิตนักศึกษา ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจการบ้านการเมือง กลุ่มขบวนการดังกล่าวจึงเคลื่อนไหวไปอย่างเงียบๆ แต่ต่อเนื่อง
สร้างความเชื่อมโยงกันระหว่างนักเรียน นิสิตนักศึกษา และบรรดาอาจารย์นักวิชาการในมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่ง
พวกนี้ยังฝันอยู่ว่าการไป "บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์" เอาไว้วันหนึ่งก็จะเติบใหญ่และสร้างแรงสั่นสะเทือนเขย่า "อำนาจเก่า" ได้
กรณี "เนติวิทย์" คือตัวอย่างที่ชัดเจน รวมทั้งกรณี "ไผ่ ดาวดิน" หรือ"จ่านิว"หรือ อีกมากมายที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้และที่จะมีต่อไป
คำถามคือ…ใครล่ะเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้อยู่?
คำตอบ!…ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์มาในยุคหลัง 14 ตุลา ต้องมีศักยภาพทางการเมืองและมีเงินสนับสนุนหนาแน่น ที่สำคัญต้องเป็นคนที่ชักใยและเชื่อมโยงระหว่างคนเสื้อแดงและรวมทั้งบางส่วนในพรรคเพื่อไทย และที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นคนที่ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจาก "นายใหญ่"
ใครนะ?….
คอลัมน์ : ทางเดียวไม่เลี้ยวไปไหน / หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3260 ระหว่าง 11-13 พ.ค.2650






