thansettakij
thansettakij
นายกฯทบทวนคุมสื่อ ‘30 องค์กร’ผนึกยื่น 4 เหตุผล-ขอยับยั้งกฎหมายสปท.

นายกฯทบทวนคุมสื่อ ‘30 องค์กร’ผนึกยื่น 4 เหตุผล-ขอยับยั้งกฎหมายสปท.

04 พ.ค. 60 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ค. 60 | 09:11 น.
นายกรัฐมนตรีรับหนังสือ 30 องค์กรสื่อคัดค้าน“ร่างพ.ร.บ.ควบคุมสื่อ” เผยพร้อมทบทวนประเด็นที่เป็นปัญหา ระบุมีอำนาจแต่ไม่คิดครอบงำชี้หากสื่อคุมกันเองต้องคุมให้ได้ แต่ต้องมีจุดเชื่อมโยงกับรัฐบาล

คณะทำงานสื่อเพื่อการปฎิรูป นำโดย นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อคัดค้าน และขอให้ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .. ที่ผ่านการพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งประเทศไทย (สปท.) พร้อมมอบเสื้อหยุดตีทะเบียนสื่อ ครอบงำประชาชนให้กับนายกรัฐมนตรี เช้าวันที่ 2 พฤษภาคม ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่ายินดีที่จะให้มีการหารือร่วมกันแต่ยังมีอีกหลายขั้นตอน ขออย่าเพิ่งไปลงความเห็น ซึ่งสปท.มีหน้าที่คิดเรื่องการปฏิรูป ก็เสนอมาเมื่อผ่านการพิจารณาของสปท.ก็เข้าสู่ขั้นตอนของรัฐบาล จากนั้นไปสู่ขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งนี้จะดูร่างพ.ร.บ.ที่เป็นปัญหาให้

“ผมขออย่างเดียวคือต้องเคารพซึ่งกันและกัน ยํ้าว่ารัฐบาลนี้ตั้งใจเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศไม่ใช่เข้ามาสร้างปัญหา ผมไม่หวังว่าจะอยู่จนแก่ตาย อย่าคิดว่าผมจะไปครอบงำอะไรทั้งหมดไม่อย่างงั้นทุกอย่างจะจบ เพราะผมมีอำนาจ แต่หากสื่อต้องการคุมกันเอง ต้องทำให้ได้โดยเฉพาะสมาคม และต้องมีจุดเชื่อมกับรัฐบาลด้วย”

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงข้อเสนอเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อหาทางออกในเรื่องดังกล่าวว่า ต้องหารือกับครม.ก่อนเพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนขอสื่ออย่าขัดแย้งกับสปท. พร้อมยํ้าว่าการหารือ ยังไม่ได้ข้อยุติ และรัฐบาลจะดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ

สำหรับจดหมายเปิดผนึกของสื่อมวลชนระบุว่า ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งแม้ว่าจะมีการยกเลิกเรื่องใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อและบทลงโทษกรณีไม่มีใบอนุญาต ฯลฯ ไปแล้วก็ตาม แต่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน30 องค์กร เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เป็นกฎหมายที่ยังเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักการเสรีภาพและความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาสำคัญของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้มีการครอบงำ และแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 30 องค์กร จึงมีความเห็นคัดค้านและขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจที่มีอยู่ยับยั้งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วยเหตุผล ดังนี้

1.นิยามคำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นิยามคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลาง เพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด อย่างเป็นปกติธุระ หรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ หรือมีรายได้จากการงานที่กระทำนั้น ไม่ว่าทั้งทางตรงและทางอ้อม

เมื่อพิจารณานิยามคำว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนั้นมีความหมายกว้างขวางมาก กว้างขวางจนเข้าไปกินปริมณฑลของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การโฆษณา และการสื่อความหมายด้วยวิธีการอื่นของประชาชนทั่วไป จะครอบคลุมไปถึงผู้ใช้สื่อทุกประเภท นอกจากสื่อวิชาชีพแล้ว บุคคลที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในมาตรา 34 และ 35

2.ในร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจาก สปท.ยังคงไว้ซึ่งตัวแทนรัฐในคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่ การทำงานของสื่อมวลชน ที่ต้องตรวจสอบอำนาจรัฐ ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบ กลายมาเป็นผู้ตรวจสอบเสียเอง ก็เกิดกรณีที่อาจมีความขัดแย้งในเชิงอำนาจและผลประโยชน์ได้ เป็นอำนาจซ้ำซ้อน ที่ไม่ส่งผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องมีธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส

3.การจัดทำกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวกับการทำหน้าของสื่อมวลชนจะต้องมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองเสรีภาพและความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของของสื่อมวลชนในการรักษาผลประโยชน์สาธารณะ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 และมาตรา 35 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นของประชาชน และคำนึงถึงหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่บัญญัติว่า “รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ” นอกจากนั้น มาตรา 77 ยังบัญญัติว่า ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินี้ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการดังกล่าวแต่อย่างใด

4.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันหลักการกำกับกันเองของสื่อมวลชน ทั้งการกำกับกันเองด้วยความสมัครใจ หรือการกำกับกันเองที่มีกฎหมายรับรองการมีอยู่ขององค์กรวิชาชีพ แต่ต้องไม่มีการใช้อำนาจตามกฎหมายลงโทษสื่อมวลชน และต้องไม่เร่งรีบออกกฎหมายมาบังคับใช้โดยขาดการรับฟังหรือความเข้าใจอย่างรอบด้าน ซึ่งองค์กรวิชาชีพสื่อสื่อมวลชนตระหนักถึงความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นการกำกับกันเองด้านจริยธรรมของสื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีช่องทางการร้องเรียนที่ชัดเจน มีกระบวนการสอบสวน และการวินิจฉัยการลงโทษที่ชัดเจน แต่เรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลาเพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อคนจำนวนมาก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,258 วันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline