
ส่งออกฟื้นเทรดไฟแนนซ์บูม
แบงก์แข่งชิงมาร์เก็ตแชร์ธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์ รับอานิสงส์การส่งออก-นำเข้าฟื้นคาดโตได้ 2-3% หลังซึมมาหลายปีไทยพาณิชย์เจาะ 4 กลุ่มธุรกิจขยายตัวดี“กสิกรไทย” ชี้ สัญญาณ 2 เดือนแรกแนวโน้มสดใสคาดทั้งปีโตตามเป้า 10%
นายวศิน ไสยวรรณ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดผลิตภัณฑ์ลูกค้าธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าภาพรวมปริมาณธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ของไทยในปีนี้ ธนาคารประเมินว่าน่าจะเติบโตได้ประมาณ 2-3% ตามภาคการส่งออก-นำเข้าที่ปรับตัวดีขึ้น
ธนาคารปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าไปขยายการเติบโตในธุรกิจนี้โดยจะเน้นธุรกิจที่มีการขยายตัวได้ดี 3-4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีกค้าส่ง และกลุ่มแวลูเชนของกลุ่มออโต้ เป็นต้น จากปีก่อนกลุ่มที่ขยายตัวได้ดีจะเป็นพลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม อุปกรณ์ก่อสร้าง
ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์อย่างน้อย 12% จากปีก่อน โดยมีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ประมาณ 17% อยู่ในอันดับที่ 4 ของตลาด ส่วนกลยุทธ์การเติบโตปีนี้ ธนาคารจะเข้าไปบริการลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทั้งภาคการส่งออกและนำเข้าผ่านโซลูชั่นและบริการที่ครบวงจร อาทิ การช่วยลูกค้าบริหารจัดการเงินสดการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน หรือการให้วงเงินสินเชื่อหมุนเวียน
สำหรับแนวโน้มในช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ เริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตของปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มออโต้และอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวขึ้น เนื่องจากมีความต้องการในตลาดมากขึ้น ดังนั้น หากภาพรวมตลาดขยายตัวได้ดี คาดว่าอัตราการเติบโตทั้งปีน่าจะโตเกิน 12% หรืออาจถึง 15%
ส่วนการแข่งขันนั้น ต้องยอมรับว่าเรื่องราคาเป็นปัจจัยแรกที่หลายแห่งนำมาแข่งขันกัน เพื่อแย่งชิงลูกค้า ซึ่งธนาคารพยายามให้ราคาอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ควบคู่กับการช่วยลูกค้าได้รับบริการที่ครบวงจรมากขึ้น
“วันนี้ภาพรวมตลาดอาจจะไม่ได้ขยายตัวมาก แต่เราตั้งเป้าการเติบโตมากกว่าตลาดโดยอย่างตํ่า 12% แต่ถ้าตลาดไปได้ดีอาจเห็นการเติบโตถึง 15%เนื่องจากเรามองกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเติบโตได้ ซึ่งจะช่วยให้เรามีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นได้ ส่วนจะโตนำเข้าหรือส่งออกมากกว่ากันนั้น ขึ้นอยู่กับธุรกรรมหรือคำสั่งซื้อของลูกค้าเป็นหลัก แต่เราจะช่วยทำให้ลูกค้าค้าขายงานมากขึ้น”
นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศของไทยในส่วนของการนำเข้าและส่งออกอยู่ที่ 2.5% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอัตราการเติบโตจะเป็นยางประมาณ 60% น้ำมัน 33% เกษตร 9.6% และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 7.7% สะท้อนภาพการค้าขายที่เริ่มเติบโตดีขึ้นล้อไปตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าที่ฟื้นตัวดีขึ้น
ธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้าการเติบธุรกิจเทรดไฟแนนซ์อยู่ที่ 10% ขยายตัวดีกว่าอุตสาหกรรม ปีนี้กลุ่มที่ขยายตัวได้ดีจะเป็นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ฮาร์ดแวร์ เกษตร การค้า เป็นต้น โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นแนวโน้มการเติบโตของการค้าขายต่างประเทศที่ดีขึ้นผ่านการส่งออกที่ดีขึ้น ทำให้ปริมาณธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์ของธนาคารในเดือนกุมภาพันธ์ขยายตัวกว่าเดือนมกราคม และคาดว่าเดือนมีนาคมจะขยายตัวต่อเนื่อง
ดังนั้นจะเริ่มเห็นภาพการแข่งขันที่สูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้ภาพเศรษฐกิจและการค้าเริ่มปรับดีขึ้นทำให้ทุกธนาคารจะหันมาแข่งขันในธุรกิจที่เติบโตได้ดี
อย่างไรก็ตามการเติบโตในส่วนของธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์นั้น การหาลูกค้าใหม่อาจจะค่อนข้างยาก ธนาคารจึงเน้นการให้บริการกับฐานลูกค้าเดิมมากขึ้นอำนวยความสะดวกในการทำการค้าที่สะดวกรวดเร็วและครบวงจรมากขึ้นเช่น การช่วยลูกค้าบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากลูกค้ากลุ่มเทรดไฟแนนซ์อาจจะเผชิญความผันผวนของค่าเงินได้ ธนาคารจึงต้องเข้าไปช่วยลูกค้าปิดความเสี่ยงเหล่านี้ การให้วงเงินตามคำซื้อ อาทิ การเปิด L/C หรือ T/R และ P/N
“ธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์จะโตตามการส่งออกที่ขยายตัว ในปีนี้ทิศทางการส่งออกเริ่มดีขึ้น จะเห็นหลายคนลงมาเล่นตลาดนี้เพิ่มขึ้น เพราะในช่วงที่จีดีพีโตไม่สูง ทุกคนพยายามหาตลาดที่ไปได้ ซึ่งแน่นอนการแข่งขันย่อมรุนแรงขึ้นและเริ่มเห็นการแข่งขันด้านราคา ซึ่งปีนี้เราคาดว่าจะโต 10% สูงกว่าตลาด”
นายสยาม ประสิทธิกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์ของธนาคารค่อนข้างแข็งแกร่ง เนื่องจากบริษัทบริษัทแม่อย่าง BTMU มีจุดแข็งทางด้านการค้าต่างประเทศเชื่อมโยงหลายประเทศ สะท้อนผ่านปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งขยายตัวได้ค่อนข้างดี
ปี 2559 ธนาคารมีอัตราการเติบโตจากธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์มากกว่า 100% ซึ่งในปีนี้ธนาคารยังคงตั้งเป้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการนำจุดแข็งของบริษัทแม่ในการเชื่อมโยงธุรกิจและลูกค้าเข้าด้วยกันผ่านการสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียน (Working Capital)
อย่างไรก็ตามธนาคารจะโฟกัสธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพราะหากดูปริมาณธุรกรรมการค้าจะพบว่ามีปริมาณค่อนข้างเยอะถือเป็นอันดับ 2-3 รองจากปริมาณการค้าของสหรัฐฯ และหากดูรายละเอียดจะพบปริมาณที่เกิดขึ้นของไทยและญี่ปุ่นจะผ่านธนาคารแม่ BTMU ที่ครองมาร์เก็ตแชร์ในตลาดสูงดังนั้นธนาคารจึงจะโฟกัสปริมาณที่วิ่งผ่านและเพิ่มสัดส่วนการค้าเริ่มจากประเทศญี่ปุ่นก่อน และทยอยไปตลาดอื่น โดยธนาคารจะเข้าไปให้สินเชื่อและบริการที่ดีกว่าธนาคารอื่น ภายใต้เงื่อนไขที่ดีกว่า และต้นทุนที่ตํ่ากว่า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,251 วันที่ 9 - 12 เมษายน พ.ศ. 2560
นายวศิน ไสยวรรณ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดผลิตภัณฑ์ลูกค้าธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าภาพรวมปริมาณธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ของไทยในปีนี้ ธนาคารประเมินว่าน่าจะเติบโตได้ประมาณ 2-3% ตามภาคการส่งออก-นำเข้าที่ปรับตัวดีขึ้น
ธนาคารปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าไปขยายการเติบโตในธุรกิจนี้โดยจะเน้นธุรกิจที่มีการขยายตัวได้ดี 3-4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีกค้าส่ง และกลุ่มแวลูเชนของกลุ่มออโต้ เป็นต้น จากปีก่อนกลุ่มที่ขยายตัวได้ดีจะเป็นพลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม อุปกรณ์ก่อสร้าง
ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์อย่างน้อย 12% จากปีก่อน โดยมีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ประมาณ 17% อยู่ในอันดับที่ 4 ของตลาด ส่วนกลยุทธ์การเติบโตปีนี้ ธนาคารจะเข้าไปบริการลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทั้งภาคการส่งออกและนำเข้าผ่านโซลูชั่นและบริการที่ครบวงจร อาทิ การช่วยลูกค้าบริหารจัดการเงินสดการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน หรือการให้วงเงินสินเชื่อหมุนเวียน
สำหรับแนวโน้มในช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ เริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตของปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มออโต้และอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวขึ้น เนื่องจากมีความต้องการในตลาดมากขึ้น ดังนั้น หากภาพรวมตลาดขยายตัวได้ดี คาดว่าอัตราการเติบโตทั้งปีน่าจะโตเกิน 12% หรืออาจถึง 15%
ส่วนการแข่งขันนั้น ต้องยอมรับว่าเรื่องราคาเป็นปัจจัยแรกที่หลายแห่งนำมาแข่งขันกัน เพื่อแย่งชิงลูกค้า ซึ่งธนาคารพยายามให้ราคาอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ควบคู่กับการช่วยลูกค้าได้รับบริการที่ครบวงจรมากขึ้น
“วันนี้ภาพรวมตลาดอาจจะไม่ได้ขยายตัวมาก แต่เราตั้งเป้าการเติบโตมากกว่าตลาดโดยอย่างตํ่า 12% แต่ถ้าตลาดไปได้ดีอาจเห็นการเติบโตถึง 15%เนื่องจากเรามองกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเติบโตได้ ซึ่งจะช่วยให้เรามีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นได้ ส่วนจะโตนำเข้าหรือส่งออกมากกว่ากันนั้น ขึ้นอยู่กับธุรกรรมหรือคำสั่งซื้อของลูกค้าเป็นหลัก แต่เราจะช่วยทำให้ลูกค้าค้าขายงานมากขึ้น”
นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศของไทยในส่วนของการนำเข้าและส่งออกอยู่ที่ 2.5% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอัตราการเติบโตจะเป็นยางประมาณ 60% น้ำมัน 33% เกษตร 9.6% และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 7.7% สะท้อนภาพการค้าขายที่เริ่มเติบโตดีขึ้นล้อไปตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าที่ฟื้นตัวดีขึ้น
ธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้าการเติบธุรกิจเทรดไฟแนนซ์อยู่ที่ 10% ขยายตัวดีกว่าอุตสาหกรรม ปีนี้กลุ่มที่ขยายตัวได้ดีจะเป็นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ฮาร์ดแวร์ เกษตร การค้า เป็นต้น โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นแนวโน้มการเติบโตของการค้าขายต่างประเทศที่ดีขึ้นผ่านการส่งออกที่ดีขึ้น ทำให้ปริมาณธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์ของธนาคารในเดือนกุมภาพันธ์ขยายตัวกว่าเดือนมกราคม และคาดว่าเดือนมีนาคมจะขยายตัวต่อเนื่อง
ดังนั้นจะเริ่มเห็นภาพการแข่งขันที่สูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้ภาพเศรษฐกิจและการค้าเริ่มปรับดีขึ้นทำให้ทุกธนาคารจะหันมาแข่งขันในธุรกิจที่เติบโตได้ดี
อย่างไรก็ตามการเติบโตในส่วนของธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์นั้น การหาลูกค้าใหม่อาจจะค่อนข้างยาก ธนาคารจึงเน้นการให้บริการกับฐานลูกค้าเดิมมากขึ้นอำนวยความสะดวกในการทำการค้าที่สะดวกรวดเร็วและครบวงจรมากขึ้นเช่น การช่วยลูกค้าบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากลูกค้ากลุ่มเทรดไฟแนนซ์อาจจะเผชิญความผันผวนของค่าเงินได้ ธนาคารจึงต้องเข้าไปช่วยลูกค้าปิดความเสี่ยงเหล่านี้ การให้วงเงินตามคำซื้อ อาทิ การเปิด L/C หรือ T/R และ P/N
“ธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์จะโตตามการส่งออกที่ขยายตัว ในปีนี้ทิศทางการส่งออกเริ่มดีขึ้น จะเห็นหลายคนลงมาเล่นตลาดนี้เพิ่มขึ้น เพราะในช่วงที่จีดีพีโตไม่สูง ทุกคนพยายามหาตลาดที่ไปได้ ซึ่งแน่นอนการแข่งขันย่อมรุนแรงขึ้นและเริ่มเห็นการแข่งขันด้านราคา ซึ่งปีนี้เราคาดว่าจะโต 10% สูงกว่าตลาด”
นายสยาม ประสิทธิกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์ของธนาคารค่อนข้างแข็งแกร่ง เนื่องจากบริษัทบริษัทแม่อย่าง BTMU มีจุดแข็งทางด้านการค้าต่างประเทศเชื่อมโยงหลายประเทศ สะท้อนผ่านปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งขยายตัวได้ค่อนข้างดี
ปี 2559 ธนาคารมีอัตราการเติบโตจากธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์มากกว่า 100% ซึ่งในปีนี้ธนาคารยังคงตั้งเป้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการนำจุดแข็งของบริษัทแม่ในการเชื่อมโยงธุรกิจและลูกค้าเข้าด้วยกันผ่านการสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียน (Working Capital)
อย่างไรก็ตามธนาคารจะโฟกัสธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพราะหากดูปริมาณธุรกรรมการค้าจะพบว่ามีปริมาณค่อนข้างเยอะถือเป็นอันดับ 2-3 รองจากปริมาณการค้าของสหรัฐฯ และหากดูรายละเอียดจะพบปริมาณที่เกิดขึ้นของไทยและญี่ปุ่นจะผ่านธนาคารแม่ BTMU ที่ครองมาร์เก็ตแชร์ในตลาดสูงดังนั้นธนาคารจึงจะโฟกัสปริมาณที่วิ่งผ่านและเพิ่มสัดส่วนการค้าเริ่มจากประเทศญี่ปุ่นก่อน และทยอยไปตลาดอื่น โดยธนาคารจะเข้าไปให้สินเชื่อและบริการที่ดีกว่าธนาคารอื่น ภายใต้เงื่อนไขที่ดีกว่า และต้นทุนที่ตํ่ากว่า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,251 วันที่ 9 - 12 เมษายน พ.ศ. 2560






