
เทรนด์ใหม่'มนุษย์ออฟฟิศอเมริกัน' ทำงานนอกสถานที่เพิ่มขึ้น
บริษัท แกลลัพ จำกัด ผู้นำด้านการวิจัยตลาดและผู้ให้คำปรึกษาทางธุรกิจระดับโลกที่มีประสบการณ์มากกว่า 80 ปี เผยผลวิจัยครั้งล่าสุดกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า พนักงานออฟฟิศชาวอเมริกันทำงานนอกสำนักงานเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นระยะเวลานานขึ้นด้วย
ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างวัยทำงานทั้งหมด 1.5 หมื่นคนในปี 2559 ชี้ว่า 43% ของพนักงานชาวอเมริกันยอมรับว่า พวกเขาทำงานนอกสำนักงานในบางครั้ง ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงอัตราส่วนของพนักงานที่ทำงานนอกสำนักงานเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับงานวิจัยในปี 2555 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้หางาน
ทั้งนี้ พนักงานส่วนที่บอกว่า พวกเขาใช้เวลาเพียง 1 วันหรือน้อยกว่านั้นต่อสัปดาห์ในการทำงานนอกออฟฟิศ มีจำนวนน้อยลงมากคือ จากเดิม 34% (ในปี 2555) เหลือเพียง 25% ในปีที่ผ่านมา (2559) ส่วนพนักงานที่บอกว่า พวกเขาทำงานนอกสถานที่สัปดาห์ละ 4-5 วันมีอัตราเพิ่มขึ้นจากเดิม 24 % เป็น 31% ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น
มีรายงานข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากแกลลัพว่า “ตารางเวลาที่มีความยืดหยุ่น” และ “การให้โอกาสทำงานจากที่บ้าน” เป็นปัจจัยสำคัญและมีผลต่อการตัดสินใจทำงานหรือลาออกของพนักงาน และด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงพยายามผลักดันให้บริษัทเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรรูปแบบเก่าที่ใช้กันมาอย่างยาวนานและปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆ ที่มีผลต่อวันทำงานหรือตารางเวลาทำงานของพวกเขา
พนักงานและหัวหน้างานบางคนเห็นด้วยกับระบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นในลักษณะนี้ โดยให้เหตุผลว่า พนักงานที่ทำงานนอกสถานที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการทำงานที่มีความยืดหยุ่นในลักษณะนี้จะช่วยลดช่องว่างความแตกต่างทางเพศอีกด้วย
ผลงานวิจัยในอดีตเมื่อครั้งปี 2555 พบว่า พนักงานกลุ่มที่รู้สึกมีส่วนร่วมและมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นความสำเร็จขององค์กรสูงที่สุดเป็นกลุ่มที่ใช้เวลาในการทำงานนอกสำนักงานน้อยที่สุด แต่มาในปี 2559ผลงานวิจัยล่าสุดกลับพบว่าแนวคิดนี้ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป
ในปี 2559 รายงานผลการสำรวจระบุว่า พนักงานที่ไม่เคยทำงานนอกสถานที่เลย กับพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ตลอดเวลา ต่างมีความรู้สึกมีส่วนร่วมและมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นความสำเร็จขององค์กรเท่าๆกัน
พนักงานกลุ่มที่ใช้เวลาทำงานนอกสำนักงาน 60 ถึง 80% ต่อสัปดาห์เป็นกลุ่มที่รู้สึกมีส่วนร่วมและมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นความสำเร็จขององค์กรสูงที่สุด ทั้งๆ ที่พนักงานกลุ่มที่ได้ทำงานนอกสถานที่เป็นกลุ่มที่ต้องใช้เวลาบางส่วนห่างจากผู้จัดการและเพื่อนร่วมงาน แต่พนักงานกลุ่มนี้กลับเป็นส่วนใหญ่ของพนักงานที่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า คนในที่ทำงานใส่ใจพวกเขาและมีคนที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของพวกเขาและได้พูดคุยกับพวกเขาถึงความเป็นไปในการทำงาน
นอกเหนือจากนี้ รายงานของแกลลัพยังเผยว่า พนักงานกลุ่มที่ใช้เวลาสามถึงสี่วันต่อสัปดาห์ในการทำงานนอกสำนักงานเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มสูงที่สุดที่จะรู้สึกว่าพวกเขามีเพื่อนที่ดีที่สุดในองค์กรและมีโอกาสในการเติบโตในสายงานอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้การทำงานนอกสำนักงานจะมีความนิยมแพร่หลายมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะถูกนำมาใช้ปฏิบัติได้ในทุกวงการ ธุรกิจส่วนใหญ่ยอมรับแนวคิดนี้ อาทิ ธุรกิจด้านขนส่ง คอมพิวเตอร์ระบบฐานข้อมูลและคณิตศาสตร์ ธุรกิจด้านศิลปะ การออกแบบ ความบันเทิง กีฬา และสื่อสารมวลชน แต่ที่น่าจับตาคือ ธุรกิจด้านการเงินและอสังหาริมทรัพย์ แนวคิดนี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว คือมีสัดส่วนการทำงานนอกสถานที่เพิ่มขึ้นถึง 8%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2560
ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างวัยทำงานทั้งหมด 1.5 หมื่นคนในปี 2559 ชี้ว่า 43% ของพนักงานชาวอเมริกันยอมรับว่า พวกเขาทำงานนอกสำนักงานในบางครั้ง ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงอัตราส่วนของพนักงานที่ทำงานนอกสำนักงานเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับงานวิจัยในปี 2555 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้หางาน
ทั้งนี้ พนักงานส่วนที่บอกว่า พวกเขาใช้เวลาเพียง 1 วันหรือน้อยกว่านั้นต่อสัปดาห์ในการทำงานนอกออฟฟิศ มีจำนวนน้อยลงมากคือ จากเดิม 34% (ในปี 2555) เหลือเพียง 25% ในปีที่ผ่านมา (2559) ส่วนพนักงานที่บอกว่า พวกเขาทำงานนอกสถานที่สัปดาห์ละ 4-5 วันมีอัตราเพิ่มขึ้นจากเดิม 24 % เป็น 31% ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น
มีรายงานข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากแกลลัพว่า “ตารางเวลาที่มีความยืดหยุ่น” และ “การให้โอกาสทำงานจากที่บ้าน” เป็นปัจจัยสำคัญและมีผลต่อการตัดสินใจทำงานหรือลาออกของพนักงาน และด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงพยายามผลักดันให้บริษัทเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรรูปแบบเก่าที่ใช้กันมาอย่างยาวนานและปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆ ที่มีผลต่อวันทำงานหรือตารางเวลาทำงานของพวกเขา
พนักงานและหัวหน้างานบางคนเห็นด้วยกับระบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นในลักษณะนี้ โดยให้เหตุผลว่า พนักงานที่ทำงานนอกสถานที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการทำงานที่มีความยืดหยุ่นในลักษณะนี้จะช่วยลดช่องว่างความแตกต่างทางเพศอีกด้วย
ผลงานวิจัยในอดีตเมื่อครั้งปี 2555 พบว่า พนักงานกลุ่มที่รู้สึกมีส่วนร่วมและมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นความสำเร็จขององค์กรสูงที่สุดเป็นกลุ่มที่ใช้เวลาในการทำงานนอกสำนักงานน้อยที่สุด แต่มาในปี 2559ผลงานวิจัยล่าสุดกลับพบว่าแนวคิดนี้ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป
ในปี 2559 รายงานผลการสำรวจระบุว่า พนักงานที่ไม่เคยทำงานนอกสถานที่เลย กับพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ตลอดเวลา ต่างมีความรู้สึกมีส่วนร่วมและมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นความสำเร็จขององค์กรเท่าๆกัน
พนักงานกลุ่มที่ใช้เวลาทำงานนอกสำนักงาน 60 ถึง 80% ต่อสัปดาห์เป็นกลุ่มที่รู้สึกมีส่วนร่วมและมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นความสำเร็จขององค์กรสูงที่สุด ทั้งๆ ที่พนักงานกลุ่มที่ได้ทำงานนอกสถานที่เป็นกลุ่มที่ต้องใช้เวลาบางส่วนห่างจากผู้จัดการและเพื่อนร่วมงาน แต่พนักงานกลุ่มนี้กลับเป็นส่วนใหญ่ของพนักงานที่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า คนในที่ทำงานใส่ใจพวกเขาและมีคนที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของพวกเขาและได้พูดคุยกับพวกเขาถึงความเป็นไปในการทำงาน
นอกเหนือจากนี้ รายงานของแกลลัพยังเผยว่า พนักงานกลุ่มที่ใช้เวลาสามถึงสี่วันต่อสัปดาห์ในการทำงานนอกสำนักงานเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มสูงที่สุดที่จะรู้สึกว่าพวกเขามีเพื่อนที่ดีที่สุดในองค์กรและมีโอกาสในการเติบโตในสายงานอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้การทำงานนอกสำนักงานจะมีความนิยมแพร่หลายมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะถูกนำมาใช้ปฏิบัติได้ในทุกวงการ ธุรกิจส่วนใหญ่ยอมรับแนวคิดนี้ อาทิ ธุรกิจด้านขนส่ง คอมพิวเตอร์ระบบฐานข้อมูลและคณิตศาสตร์ ธุรกิจด้านศิลปะ การออกแบบ ความบันเทิง กีฬา และสื่อสารมวลชน แต่ที่น่าจับตาคือ ธุรกิจด้านการเงินและอสังหาริมทรัพย์ แนวคิดนี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว คือมีสัดส่วนการทำงานนอกสถานที่เพิ่มขึ้นถึง 8%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2560






