thansettakij
thansettakij
อย่าฝืนอยู่เกินโรดแมป ‘ธีรยุทธ’ชี้ช่องปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำจี้เร่งรัดคดีคอร์รัปชันที่ค้างคา

อย่าฝืนอยู่เกินโรดแมป ‘ธีรยุทธ’ชี้ช่องปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำจี้เร่งรัดคดีคอร์รัปชันที่ค้างคา

07 มี.ค. 60 | 02:00 น.
อัปเดตล่าสุด :07 มี.ค. 60 | 13:08 น.
“ธีรยุทธ” ชำแหละ 3 ปีคนไทยได้แค่ความสบายใจปฏิรูปเหลว เตือนอย่าฝืนอยู่ในอำนาจเกินโรดแมป แนะปฎิรูปเฉพาะเรื่อง เน้นลดความเหลื่อมลํ้าด้านกายภาพการศึกษา

นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการสาธารณะ วิเคราะห์ทิศทางอนาคตการเมืองไทย ภายใต้การบริหารของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเกริ่นก่อนการแถลงข่าวย้ำชัดว่า ไม่ได้เป็นศัตรูหรือผู้สนับสนุน คสช. แต่เป็นการทำงานทางวิชาการที่เคยทำมาตลอดทุกปี เพียงแต่ไม่ได้ทำมา 3 ปีแล้วซึ่งขณะนี้มีความจำเป็นต้องแสดงความเห็นเพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม

นักวิชาการรายนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า เกือบ 3 ปีของการบริหารของคสช. ประเทศไทยได้นายกฯคนใหม่ ได้ความสบายใจ มนต์ขลังจากการบริหารที่ประชาชนเห็นว่า ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเริ่มเสื่อม ส่งผลให้ความมั่นใจในรัฐบาลเริ่มคลอนแคลน แต่ยังเชื่อมั่นว่า จะไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อนโครงสร้างทางประชาธิปไตยจากสถานการณ์นี้

“การบริหารของคสช.ขณะนี้เริ่มอยู่ในสภาพเรือแป๊ะพายวน โดยเฉพาะเกี่ยวกับมาตรการสร้างความปรองดอง และการวางแผนยุทธศาสตร์ต่างๆที่ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ชุด กรรมการปฏิรูป 2 ชุดกำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปีรวม 3 แผนใหญ่ แต่ไม่มีผลงานที่ให้ความมั่นใจได้ว่า จะแก้ปัญหาได้จริงแม้แต่ชุดเดียว”

นายธีรยุทธ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คสช.ตั้งธงความคิดกับยุทธศาสตร์แก้ปัญหาประเทศผิดพลาดหรือไม่ มองว่าพรรคการเมือง นักการเมือง คือ ที่มาของวิกฤต เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติจึงต้องทอนอำนาจและบทบาทหน้าที่ลงซึ่งจริงๆ แล้วจากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นก็ทำให้พรรคการเมืองปฏิรูปตัวเองอยู่แล้ว แต่มองว่าควรไปจัดวางยุทธศาสตร์ให้ภาคสังคม ประชาชน เข้ามามีสิทธิอำนาจควบคู่กับความรับผิดชอบมากขึ้น สร้างความเข้มแข็งเพื่อถ่วงดุลกับภาคการเมือง

นายธีรยุทธได้เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา โดยให้รัฐบาลปฏิรูปประเทศในลักษณะเป็นแผนดำเนินการ ไม่ใช่โปรแกรมทางความคิด ซึ่งในทางปฏิบัติสามารถทำได้ทีละเรื่อง หรือทำได้ไม่กี่เรื่อง ซึ่งเป็นศิลปะการใช้อำนาจและเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำ โดยส่วนตัวมองว่า การเลือกเรื่องที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จจริง ประเด็นที่ทำได้ง่ายที่สุด เริ่มที่การแก้ความเหลื่อมล้ำทางกายภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรถไฟฟ้ามูลค่าเกือบล้านล้านบาทที่รัฐบาลกำลังจะลงเพิ่มขึ้นจะมีส่วนผลักดันให้คนจนลำบากขึ้นในทุกๆด้าน ถ้ายังมีนโยบายพัฒนาระบบคมนาคมแบบเดิมจะเป็นการปล่อยให้เมืองใหญ่เติบโตแบบไล่ถีบเตะคนจนไปเรื่อยๆจนสักวันจะอยู่ด้วยกันไม่ได้

ทางแก้ คือ ต้องบูรณาการเรือ รถไฟ รถจักรยาน มอเตอร์ไซต์เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางกายภาพ ดังนั้น ทุกโครงการใหญ่ เช่น รถไฟรางคู่ ทุกสถานีใหญ่ต้องจัดสรรงบประมาณ 15-20% เพื่อพัฒนาระบบถนน รถสาธารณะเชื่อมโยงพื้นที่ใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ต้องพิจารณาเชื่อมโยงการขยายถนนหรือเพิ่มรถสาธารณะ ต้องบังคับให้เชื่อมโยงกับรถขนส่งต่างจังหวัด และรถไฟธรรมดา เป็นต้น

นอกจากนั้นควรปฏิรูปการศึกษา โดยรัฐบาลน่าจะพิจารณาแนวทางปฏิรูปแบบ 2 ทาง คือ สร้างระบบจูงใจแล้วคัดกรองครู อาจารย์ โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ที่จะเข้ามาเป็นสถานศึกษาในระบบปฏิรูป เริ่มต้นเพียงจังหวัดละหนึ่งแห่ง ภาคละหนึ่งแห่งแล้วจึงขยายต่อไป รวมถึงปรับปรุงหลักสูตรให้ง่ายขึ้นเพื่อเหมาะสมกับโลกาภิวัฒน์ หากรัฐบาลทำเป็นเรื่องๆเชื่อว่า ภายใน 6 เดือนจะเห็นผล

ส่วนเรื่องการปรองดองนั้น ต้องใช้เวลาจะเกิดขึ้นได้จริงต่อเมื่อ 2 ฝ่ายอยู่ในฐานะที่ชัดเจนแล้ว อาทิ มองผลลัพธ์สุดท้ายได้ว่า ถ้ายื้อต่อไปต่างฝ่ายต่างสูญเสียเพิ่ม ถ้าหันมาพูดจากันทุกฝ่ายต่างชนะ(วิน-วินที่สำคัญ ต้องมีแนวนโยบายที่ถูกต้อง สำหรับ คสช.การสร้างความปรองดองที่ดีที่สุด คือ ทำงานของตนเองโดยเฉพาะการปฏิรูปให้ได้ผล จะช่วยลดทอนเลี่ยงที่จะขัดแย้งกันได้ผลชะงัดที่สุด

อย่างไรก็ดี การปฏิรูปจะสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจมีศิลปะในการใช้อำนาจนั้นหรือไม่ มีเจตจำนงในการปฏิรูปหรือไม่ ซึ่งขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ถืออำนาจพิเศษในสถานการณ์พิเศษ ต้องยึดหลักการว่า การปฏิรูปจะสำเร็จต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมและต้องขยายอำนาจให้ประชาชนมาช่วยค้ำจุน

สำหรับประเทศไทยการปฏิรูปมีความเป็นไปได้ว่า อาจต้องเดินไปตามบุญตามกรรม เพราะอาจเกินกำลังของกลุ่มบุคคลใด บุคคลหนึ่งเนื่องจากไม่มีวัฒนธรรมที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหาใหญ่ด้วยตัวเอง เชื่อว่าหลังรัฐบาลคสช.หมดอำนาจปัญหาที่มีแก้ไข หรือ จัดระเบียบไปประมาณ 60-70 % จะกลับมาเหมือนเดิม

“หน้าที่ของคสช. คือแก้ต้นตอของปัญหา ทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าไปเหนื่อยกับภาระหน้าที่ของรัฐบาล อย่าเสียคำพูดเรื่องโรดแมป งานในระดับจัดระเบียบ ปัญหาพื้นผิว หรืองานเชิงเร่งรัดนโยบาย อาทิ รถไฟฟ้ารางคู่ รถไฟฟ้า จะไม่ทำให้รัฐบาลได้รับความนิยมเพิ่มมากนัก แต่ควรมุ่งเน้นเกี่ยวกับงานโครงสร้างอำนาจ หรือการวางรากฐาน เช่น การปราบคอร์รัปชั่น เร่งรัดคดีคอร์รัปชั่นที่ค้างคาที่ยังไม่มีความคืบหน้า รวมถึงจัดการกับคดีใหม่เช่น เชฟรอน รถญี่ปุ่นเลี่ยงภาษี ปตท. ไม่ยอมคืนท่อก๊าซ ปราบปรามอิทธิพลนอกระบบให้มีความคืบหน้า งานระดับนี้จึงจะช่วยดึงศรัทธาจากประชาชนกลับมาได้ ไม่เช่นนั้นประชาชนอาจจะนึกถึงภาพรัฐบาล “ตู่ต้นเตี้ย” หรือ “ตู่เตี้ยลง” ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ก่อนที่จะจบโรดแมปของ คสช.

" ขอทำความเข้าใจว่า ตู่ต้นเตี้ย เป็นคำโบราณ หมายถึงว่าอย่ามายอฉันเลย เหมือนเตยต้นเตี้ย คือ เป็นคนดีแต่อาภัพอับวาสนา ที่เปรียบแบบนี้ เพราะลุงตู่ชอบน้อยใจอยู่เรื่อยว่าทำงานเหนื่อย แต่ไม่มีคนเห็นใจ ส่วนตู่เตี้ยลง ก็เหมือนสาละวันเตี้ยลง แต่ลุงตู่ก็มีผู้สนับสนุน เดี๋ยวก็มีคนมาเชียร์ให้ลุกขึ้น เหมือนเพลง สาละวันลุกขึ้น ลุกขึ้นสาละวัน พุดแบบนี้เป็นการแหย่กันในเชิงกวี เพราะเห็นว่านายกฯ ก็เป็นนักเลงกลอน"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,241 วันที่ 5 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline