
เฟดกดบาทอ่อนหุ้นซึม
ตลาดหุ้นเอเชียร่วง ค่าเงินภูมิภาคอ่อน เงินดอลลาร์สหรัฐ เทน้ำหนักเฟดขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. คาดเงินต่างชาติไหลออกจากไทยไม่มาก เงินบาทแกว่งแถว 35 บาท ไทยพาณิชย์คาดสิ้นปีนี้ 37 บาท
สัปดาห์ที่ผ่านมา(27 กุมภาพันธ์-3มีนาคม2560) ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวช่วงแคบท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายเบาบาง สวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ร้อนแรง ดัชนีดาวโจนส์ที่พุ่งแรง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งขึ้นขึ้น ทำให้ค่าเงินเอเชียรวมถึงค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเล็ก
โดยวันที่ 3 มีนาคม ปิดที่ระดับ 35.06 บาท/ดอลลาร์ และนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออก 2,000 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนรอดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14-15 มีนาคมนี้ รวมถึงรอฟังสุนทรพจน์ของ เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด เพื่อหาสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด
นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัดกล่าวว่า ยังฟันธงไม่ได้ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้หรือไม่ แต่จากการสำรวจความคิดเห็นในต่างประเทศพบว่ามีโอกาสสูงถึง 80% แต่จะต้องติดตามดูหลายปัจจัย เช่น ทรัมป์ไม่ต้องการเห็นดอลลาร์แข็งขึ้น หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยก็จะส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จึงต้องดูว่าทรัมป์จะแทรกแซงการทำงานของเฟดหรือไม่
ทั้งนี้ หากเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้แล้วจะมีผลกระทบต่อไทยอย่างไร ยังจะต้องรอดู แต่คาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลออกไปบ้างแต่คงไม่มากนัก เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มแพง เช่น เอสแอนด์พี 500 ซื้อขายที่ระดับพี/อ18 เท่า ดังนั้น เงินคงจะไม่เฮโลกลับเข้าไปลงทุน
ส่วนเงินลงทุนจากยุโรป ที่ยังมีปัญหาทางการเมือง การเลือกตั้งในฝรั่งเศลและเยอรมัน จึงคาดว่าเม็ดเงินที่กระจายเข้ามาลงทุนในเอเชียก็ยังไม่กลับไปมากนัก ส่วนจีน ยังเผชิญปัญหาเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ต่อต่อกัน 2 เดือน
“บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ของไทยมีกำไรสุทธิออกมาดีมาก เอเชียเวลท์ คาดในปี2559 มีกำไรสุทธิรวมถึง 9 แสนล้านบาท เติบโตประมาณ 16% และยังนำกำไรไปจ่ายเงินปันผลเกือบ 50% สัดส่วนใกล้เคียงกับเงินปันผลของปี 2558 ที่จ่ายในอัตรา ประมาณ 47% แต่คิดเป็นเม็ดเงินแล้วสูงกว่าเนื่องจากกำไรที่เพิ่มขึ้น”นายวรุต์ กล่าว
นายวัชระ แก้วสว่าง หรือเสี่ยป๋อง นักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ผลประกอบการตลาดหุ้นไทยที่ออกมาดี ช่วยไม่ให้นักลงทุนตื่นตระหนกจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด )ที่จะประชุมวันที่ 14-15 มีนาคมนี้ จึงเชื่อว่าไม่น่าส่งผลกระทบกับดอกเบี้ยไทยมากนัก
สำหรับการลงทุนของเสี่ยป๋อง คงถือหุ้นลงทุนและเก็บเงินสด 20-30 % เพื่อรอซื้อ โดยนโยบายการลงทุนปีนี้ เน้นหุ้นพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ราคายังต่ำกว่าพื้นฐาน เช่นกลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มพลังงานและคอมมูนีตี้ที่ราคายังถูก เชื่อว่าดัชนีตลาดที่เคลื่อนไหวระดับนี้ ไม่น่าหลุด 1,550 จุด ซึ่งตามสัญญาณเทคนิคแล้ว หากหลุด 1,550 จุด ตลาดจะพักฐานสักระยะ
“ ขณะนี้ผมไม่ได้ซื้อหุ้นเพิ่ม รอดูท่าทีของเฟดขึ้นดอกเบี้ย หากขึ้นก็คิดว่าไม่น่ามีผลกระทบกับไทย เพราะหลัก ๆ ผลประกอบการของตลาดทุนไทย ที่ออกมาดี นโยบายลงทุนของผมเน้นหุ้นบิ๊กแคป ราคาถูกเป็นหุ้นคอมมูนิตี้ เช่น พลังงาน และปิโตรเคมี “ เสี่ยป๋อง กล่าว
นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ( EIC)ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน)ระบุว่า ทิศทางค่าเงินบาทที่ผ่านมาสะท้อนแข็งค่าประมาณ 1% เมื่อเปรียบเทียบวันที่ 3มีนาคม อยู่ที่ 35 บาท/ดอลลาร์จากเดือนธันวาคม 2559 อยู่ที่ 35.80บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยพื้นฐานปีนี้เงินบาทยังสนับสนุนผู้ประกอบการส่งออก ซึ่งตลาดจับตาผลประชุมเฟด
แนวโน้มค่าเงินบาท กรณีเฟดส่งสัญญาณปรับเพิ่มดอกเบี้ย จะส่งผลให้ความน่าจะเป็นที่อยู่ในระดับ 50% จะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงสวนทางดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยโดยปลายปีไทยพาณิชย์มองค่าเงินบาทเคลื่อนไหวถึง 37บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5ปี 10ปีน่าจะดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อยังต่ำแม้ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่ม แต่ความผันผวนจากต่างประเทศยังต้องติดตามขณะที่ความเสี่ยงทรัมป์ก็ยังไม่นิ่ง รวมทั้งการเลือกตั้งยุโรป เช่น หากผลเลือกตั้งผู้นำประเทศที่มีแนวคิดจะออกจากสหภาพยุโรปชนะ อาจทำให้ประเทศอื่นเอนเอียงซึ่งเป็นอันตรายต่อยุโรป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,241 วันที่ 5 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2560
สัปดาห์ที่ผ่านมา(27 กุมภาพันธ์-3มีนาคม2560) ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวช่วงแคบท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายเบาบาง สวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ร้อนแรง ดัชนีดาวโจนส์ที่พุ่งแรง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งขึ้นขึ้น ทำให้ค่าเงินเอเชียรวมถึงค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเล็ก
โดยวันที่ 3 มีนาคม ปิดที่ระดับ 35.06 บาท/ดอลลาร์ และนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออก 2,000 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนรอดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14-15 มีนาคมนี้ รวมถึงรอฟังสุนทรพจน์ของ เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด เพื่อหาสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด
นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัดกล่าวว่า ยังฟันธงไม่ได้ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้หรือไม่ แต่จากการสำรวจความคิดเห็นในต่างประเทศพบว่ามีโอกาสสูงถึง 80% แต่จะต้องติดตามดูหลายปัจจัย เช่น ทรัมป์ไม่ต้องการเห็นดอลลาร์แข็งขึ้น หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยก็จะส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จึงต้องดูว่าทรัมป์จะแทรกแซงการทำงานของเฟดหรือไม่
ทั้งนี้ หากเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้แล้วจะมีผลกระทบต่อไทยอย่างไร ยังจะต้องรอดู แต่คาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลออกไปบ้างแต่คงไม่มากนัก เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มแพง เช่น เอสแอนด์พี 500 ซื้อขายที่ระดับพี/อ18 เท่า ดังนั้น เงินคงจะไม่เฮโลกลับเข้าไปลงทุน
ส่วนเงินลงทุนจากยุโรป ที่ยังมีปัญหาทางการเมือง การเลือกตั้งในฝรั่งเศลและเยอรมัน จึงคาดว่าเม็ดเงินที่กระจายเข้ามาลงทุนในเอเชียก็ยังไม่กลับไปมากนัก ส่วนจีน ยังเผชิญปัญหาเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ต่อต่อกัน 2 เดือน
“บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ของไทยมีกำไรสุทธิออกมาดีมาก เอเชียเวลท์ คาดในปี2559 มีกำไรสุทธิรวมถึง 9 แสนล้านบาท เติบโตประมาณ 16% และยังนำกำไรไปจ่ายเงินปันผลเกือบ 50% สัดส่วนใกล้เคียงกับเงินปันผลของปี 2558 ที่จ่ายในอัตรา ประมาณ 47% แต่คิดเป็นเม็ดเงินแล้วสูงกว่าเนื่องจากกำไรที่เพิ่มขึ้น”นายวรุต์ กล่าว
นายวัชระ แก้วสว่าง หรือเสี่ยป๋อง นักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ผลประกอบการตลาดหุ้นไทยที่ออกมาดี ช่วยไม่ให้นักลงทุนตื่นตระหนกจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด )ที่จะประชุมวันที่ 14-15 มีนาคมนี้ จึงเชื่อว่าไม่น่าส่งผลกระทบกับดอกเบี้ยไทยมากนัก
สำหรับการลงทุนของเสี่ยป๋อง คงถือหุ้นลงทุนและเก็บเงินสด 20-30 % เพื่อรอซื้อ โดยนโยบายการลงทุนปีนี้ เน้นหุ้นพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ราคายังต่ำกว่าพื้นฐาน เช่นกลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มพลังงานและคอมมูนีตี้ที่ราคายังถูก เชื่อว่าดัชนีตลาดที่เคลื่อนไหวระดับนี้ ไม่น่าหลุด 1,550 จุด ซึ่งตามสัญญาณเทคนิคแล้ว หากหลุด 1,550 จุด ตลาดจะพักฐานสักระยะ
“ ขณะนี้ผมไม่ได้ซื้อหุ้นเพิ่ม รอดูท่าทีของเฟดขึ้นดอกเบี้ย หากขึ้นก็คิดว่าไม่น่ามีผลกระทบกับไทย เพราะหลัก ๆ ผลประกอบการของตลาดทุนไทย ที่ออกมาดี นโยบายลงทุนของผมเน้นหุ้นบิ๊กแคป ราคาถูกเป็นหุ้นคอมมูนิตี้ เช่น พลังงาน และปิโตรเคมี “ เสี่ยป๋อง กล่าว
นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ( EIC)ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน)ระบุว่า ทิศทางค่าเงินบาทที่ผ่านมาสะท้อนแข็งค่าประมาณ 1% เมื่อเปรียบเทียบวันที่ 3มีนาคม อยู่ที่ 35 บาท/ดอลลาร์จากเดือนธันวาคม 2559 อยู่ที่ 35.80บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยพื้นฐานปีนี้เงินบาทยังสนับสนุนผู้ประกอบการส่งออก ซึ่งตลาดจับตาผลประชุมเฟด
แนวโน้มค่าเงินบาท กรณีเฟดส่งสัญญาณปรับเพิ่มดอกเบี้ย จะส่งผลให้ความน่าจะเป็นที่อยู่ในระดับ 50% จะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงสวนทางดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยโดยปลายปีไทยพาณิชย์มองค่าเงินบาทเคลื่อนไหวถึง 37บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5ปี 10ปีน่าจะดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อยังต่ำแม้ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่ม แต่ความผันผวนจากต่างประเทศยังต้องติดตามขณะที่ความเสี่ยงทรัมป์ก็ยังไม่นิ่ง รวมทั้งการเลือกตั้งยุโรป เช่น หากผลเลือกตั้งผู้นำประเทศที่มีแนวคิดจะออกจากสหภาพยุโรปชนะ อาจทำให้ประเทศอื่นเอนเอียงซึ่งเป็นอันตรายต่อยุโรป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,241 วันที่ 5 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2560






