thansettakij
thansettakij
พฤกษา-LPNตํ่าเป้า ปิดงบปี59‘รายได้-กำไร’หดผลพวงกำลังซื้อแผ่ว

พฤกษา-LPNตํ่าเป้า ปิดงบปี59‘รายได้-กำไร’หดผลพวงกำลังซื้อแผ่ว

02 มี.ค. 60 | 02:00 น.
เปิดไส้ในผลประกอบการปี 59 บิ๊กอสังหาฯ ผู้นำเซ็กเมนต์กลาง-ล่างทั้ง “พฤกษา” และ “แอล.พี.เอ็น.”รายได้รวม-กำไร หดทั้ง 2 ขา แต่เจ้าตลาดกำไรติดลบหนักเกือบ 23% ส่วนแอล.พี.เอ็น. รายได้ลด 13%นักวิเคราะห์หลักทรัพย์อสังหาฯ เอเซีย พลัส ฟันธงแอล.พี.เอ็น. กำไรลดอีกไม่ตํ่ากว่า 40%

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ฯทยอยแถลงผลการดำเนินงานปี 2559 อย่างต่อเนื่อง พบว่า บางบริษัทผลประกอบการมีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ กำไรสุทธิเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลัก บางบริษัทก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ในกลางสถานการณ์ตลาดอสังหาฯชะลอตัว ผลจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคถดถอย ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อผู้ซื้อบ้าน

ในบรรดาบริษัทอสังหาฯชั้นนำของตลาด ที่รายงานผลประกอบการออกมานั้น บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) รายได้รวมทั้งปีทำได้กว่า 4.6 หมื่นล้านบาท มีกำไร 5,940 ล้านบาท เทียบกับปี 2558 รายได้รวม 5.06 หมื่นล้านบาท กำไร 7,680 ล้านบาท ลดลงประมาณ 7% และ 22.7% ตามลำดับ อีกบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) รายได้รวมกว่า 1.38 หมื่นล้านบาท กำไร 2,176 ล้านบาท เทียบกับปี 2558 รายได้รวม 1.59 หมื่นล้านบาท และกำไร 2,413 ล้านบาท ลดลงทั้งรายได้รวมและกำไรในอัตรา 13% และ 9.8% ทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวเป็นผู้นำในตลาดระดับกลาง-ล่าง โดยเฉพาะแอล.พี.เอ็น.เน้นคอนโดมิเนียมเป็นหลัก

ซึ่งนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เคยกล่าวเมื่อเร็วๆนี้ครั้งแถลงผลประกอบการปี 2559 ว่า การที่รายได้รวมลดลง เนื่องจากยอดปฏิเสธสินเชื่อสูง สินค้าของบริษัทส่วนใหญ่เน้นกลุ่มลูกค้ากลาง-ล่าง อีกประการการเปิดขายโครงการไม่เป็นตามเป้า เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่ปกติ ด้านกำไรที่ลดลงมาจากในปีที่ผ่านมาบริษัทมีการใช้จ่ายในส่วนของค่าที่ปรึกษากว่า 200 ล้านบาท แม้กำไรจะลดลง แต่บริษัทก็ยังสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ ซึ่งจะอยู่ในอัตราที่เท่าไหร่นั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้

สำหรับบริษัทอสังหาฯที่มีผลการดำเนินงานค่อนข้างโดดเด่นคือ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ทำรายได้รวม สูงกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ทำได้ 1.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นเติบโต 11% ด้านกำไรเพิ่มสูงถึง 24% บริษัท ศุภาลัย มีรายได้รวมสูง 2.35 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 9% และกำไรเพิ่มขึ้น 12% ขณะที่บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคฯ มีรายได้รวม 1.25 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนถึง 21% แต่กำไร กลับตรงกันข้าม ปีนี้ลดลงกว่า 38% ก็เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจอสังหาฯเพื่อเช่า คือธุรกิจโรงแรม

ส่วนมุมมองของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์บริษัทอสังหาฯ นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดไม่มีการเติบโต สืบเนื่องจากในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2559 เป็นช่วงเวลาของการระบายสต๊อกสินค้าพร้อมอยู่ เพื่อสอดรับกับมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จึงไม่มีการเปิดขายโครงการใหม่

ดังนั้นทุกบริษัทตั้งเป้าที่จะเปิดขายโครงการใหม่ในปลายไตรมาส 3-4 ปี 2559 แต่ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสียก่อน จึงทำให้ไม่สามารถเปิดขายโครงการใหม่ได้ รวมทั้งไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการตลาดได้เช่นกัน ประกอบกับปัญหาหนี้สินภาครัวเรือนและการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผลประกอบการปี 2559 ไม่เติบโตอย่างที่คาด โดยเฉพาะบริษัทที่มีสินค้าหลักเป็นคอนโดมิเนียม

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มีผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด มีการปรับลดลงทั้งรายได้รวมและกำไรสุทธิ และในปีนี้ก็คาดว่าในส่วนของกำไรสุทธิของแอล.พี.เอ็น.จะลดลงกว่า 40% เนื่องจากในปีที่ผ่านมาไม่สามารถเปิดขายโครงการใหม่ได้ตามเป้า ทำให้ต้องยกมาเปิดปีนี้และต้องใช้เวลาในการก่อสร้างอย่างน้อย 2-3 ปี ประกอบกับตลาดคอนโดมิเนียมยังชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ยอดการปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มกลาง-ล่างอยู่ในระดับที่สูง

แม้ว่า 2 ค่ายใหญ่อสังหาฯ จะมีอัตรากำไรลดลง แต่ก็พบว่ายังมีอีกหลายบริษัทที่มีอัตรากำไร และรายได้ดีขึ้น เช่น บริษัท อนันดา ดีเวลลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ที่แม้จะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม แต่หากพิจารณาให้ดีก็จะพบว่าโครงการคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่เป็นโครงการร่วมทุนที่มารับรู้รายได้ในช่วงปลายปี

ด้านนางสาวเติมพร ตันติวิวัฒน์ นักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับบริษัทที่มุ่งเน้นพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแต่กลับมีอัตราการเติบโตอย่างมาก เนื่องมาจากโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการร่วมทุนกับต่างประเทศที่เปิดขายมาตั้งแต่ 2-3 ปีก่อนหน้า และเริ่มทยอยโอนในช่วงปลายปี 2559 จึงกล่าวได้ว่าเป็นการกินบุญเก่า แต่ก็มีบางบริษัทที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการวางแผนการดำเนินงานที่ดี

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline