
สงครามน้ำมันยกที่ 2
ที่ผมให้หัวเรื่องว่า เป็นสงครามน้ำมันยกที่ 2 นั้น แล้วต้องถามตอบไปว่า ยกที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร?
สงครามราคาน้ำมันยกที่ 1 นั้นระเบิดขึ้นมาตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มโอเปก ไม่ยอมปรับลดกำลังการผลิตลง แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงต่อเนื่อง หากจำกันได้ราคาน้ำมันเคยทำสถิติพีกสุดๆไปอยู่ที่ราว 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงกลางปี 2014 ก่อนที่จะปรับลดลงมาต่ำติดดินแบบสุดๆเมื่อปีที่แล้วก็เกือบลงไปแตะที่ 25-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น
สงครามราคาน้ำมันในครั้งนั้น เป็นเพราะซาอุดีอาระเบีย ยังต้องการครองตลาดน้ำมันในตลาดโลกอยู่ แต่ที่สำคัญก็คือ การทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำเพื่อทำลายอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ ( shale oil เป็นน้ำมันดิบที่พบในชั้นหินดินดาน) ในสหรัฐฯ ให้ล้มหายตายจากไป เพราะว่าผลิตน้ำมันไปก็ไม่คุ้มทุนในครั้งนั้น มีผู้ผลิตน้ำมันขนาดเล็ก และขนาดกลางเป็นจำนวนมากที่ขาดทุนอย่างหนักถึงขั้นล้มละลายไปเยอะก็มีครับ
และการผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ ในสหรัฐนี่เอง ที่ทำให้เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดโลกส่วนหนึ่งด้วย เพราะในสหรัฐมีการผลิตน้ำมันออกมาเป็นจำนวนมาก และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ถึงขีดตกต่ำอย่างที่สุด
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่า ทั้งสองฝ่ายต้องเจ็บพอๆกันไป เพราะในขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐที่เป็นขนาดเล็ก และกลางจะล้มหายตายจากไปมาก แต่โอเปกเอง ก็ต้องเจ็บหนักจากการที่ราคาน้ำมันตกต่ำอย่างหนักเช่นกัน ทำให้ในที่สุด โอเปก ซึ่งดูเหมือนว่าจะ “ทนไม่ได้” กับราคาที่ตกต่ำอย่างขีดสุด และต้องหันมาตกลงพร้อมใจทำการลดกำลังการผลิตเพื่อพลิกฟื้นราคาน้ำมันให้กลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากกลุ่มประเทศนอกโอเปกอื่นๆ เช่น รัสเซีย ที่ร่วมมือจะลดกำลังการผลิตลงด้วย
ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมาก็ถือว่ากลุ่มโอเปกได้ลดกำลังการผลิตตามที่บอกเอาไว้ได้จริงครับ ขณะที่รัสเซีย และกลุ่มประเทศนอกโอเปกอื่นๆ ในขณะนี้จะยังไม่สามารถลดกำลังการผลิตได้เต็มที่ แต่ก็มีการลดการผลิตตามที่บอกเอาไว้บ้างแล้ว โดยในกลางปีนี้ราวเดือนมิถุนายน จะต้องประเมินสถานการณ์กันอีกที ว่าราคาน้ำมันกลับขึ้นมามีความเสถียรได้มากน้อยแค่ไหน และโอเปก จะเดินหน้าลดกำลังการผลิตต่อไปอีก 6 เดือนหรือไม่
แต่กระนั้น เมื่อราคาน้ำมันเริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น ก็ทำให้การผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ในสหรัฐก็ กลับมาฟื้นตัวตามเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่า ในสหรัฐเริ่มมีการกลับมาผลิตน้ำมันกันมากขึ้นอีกครั้ง
และอีกปัจจัยที่ลืมกันไม่ได้ก็คือ นโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ที่สนับสนุนการใช้พลังงานจากแหล่งฟอสซิลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีการผลิตน้ำมันในสหรัฐมากขึ้นตามไปด้วย โดยจะเห็นได้ว่า ทรัมป์ เพิ่งจะใช้คำสั่งพิเศษให้รื้อฟื้นการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันสายคีย์สโตน จากแคนาดาส่งมายังดาโกตา ซึ่งโครงการนี้ถูกพับไปในอดีต เพราะเส้นทางก่อสร้างไปพาดผ่านพื้นที่สำคัญของชาวพื้นเมืองอเมริกันครับ
ดังนั้น ในขณะที่โอเปก และกลุ่มนอกโอเปก พยายามอย่างเต็มที่ๆจะดันราคาน้ำมันให้กลับขึ้นมามีเสถียรภาพมากขึ้น แต่การลดกำลังการผลิตของโอเปกกลับจะทำให้การผลิตน้ำมันในสหรัฐกลับมาฟื้นชีพขึ้นใหม่ และเมื่อมีปริมาณน้ำมันจากสหรัฐฯเข้ามามากขึ้นก็จะทำให้ราคาน้ำมันไม่อาจจะพื้นตัวได้อย่างเต็มที่นัก เพราะปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะยังไม่อยู่ในระดับที่ขาดแคลนนัก
นี่ล่ะครับ คือ สิ่งที่เรียกว่า “สงครามราคาน้ำมันยกที่สอง” ระหว่างกลุ่มโอเปกที่จะผนึกกำลังกับกลุ่มผู้ผลิตนอกโอเปก ส่วนอีกฝ่ายก็มีสหรัฐ ที่มีผู้ผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ เป็นผู้เล่นสำคัญ
ถามว่าใครเสียเปรียบกว่ากันสำหรับสงครามราคาน้ำมันยกที่สองนี้ ก็ต้องบอกว่า กลุ่มโอเปก และกลุ่มนอกโอเปกนี่ละครับที่เสียเปรียบ เพราะประเทศพวกนี้ ส่วนใหญ่จะพึ่งพารายได้จากการขายน้ำมันเป็นหลัก จะลดกำลังการผลิตมากเกินไปก็ไม่สามารถกระทำได้นัก เพราะรายได้ที่เข้าประเทศหลักๆก็คือการขายน้ำมันนี่เอง ลดมากเกินไป ก็ทำให้รายได้ของประเทศหายไป แต่ถ้าหากไม่ลดการผลิตให้พอดี ก็จะไม่สามารถกระตุ้นราคาน้ำมันขึ้นมาได้
นักวิเคราะห์ต่างมองครับว่า สงครามราคาน้ำมันยกที่ 2 นี้ อาจจะไม่รุนแรงเหมือนกับครั้งแรกครับ อาจจะไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันดิ่งลงหนัก หรือพุ่งขึ้นร้อนแรงจนทะลุเพดาน
แต่ประเด็นสำคัญก็คือ สงครามราคาน้ำมันในครั้งนี้ จะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ชัดเจนว่า โอเปก ยังเป็นผู้มีอิทธิพลในตลาดโลกมากที่สุดหรือไม่ เพราะเอาเข้าจริง ต้องบอกกันตรงๆครับว่า การผลิตน้ำมันจากแหล่งหินดินดาน หรือเชลออยล์ในสหรัฐนั้น ถือว่าทำให้โอเปกปวดหัวมาแล้วหลายรอบ และก็ดูเหมือนว่า ผู้ผลิตในสหรัฐจะไม่ตายง่ายๆเสียด้วยครับ
ราคาฟื้นเมื่อไหร่ ก็กลับมาผลิตได้ทุกๆ เมื่อครับ และยิ่งขณะนี้ ยังได้คนที่ชื่อ โดนัลด์ทรัมป์ มาเป็นแรงหนุนอีกด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560






