
ธปท.คุม e-Money ฐานทุนต้องปึ้ก ชี้เงินอิเล็คทรอนิกส์ขยายตัวเกิน 20%
ธปท.ชี้ธุรกรรมกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวเกิน 20% เหตุประชาชนเข้าถึงง่าย-สะดวก ระบุปี 59 ยอดมูลค่า 8.88 หมื่นล้านบาท ลั่นผู้ประกอบการบัญชี ค.ต้องขอไลเซนส์ ฐานเงินทุน 200 ล้านบาท เผยอยู่ระหว่างให้เพิ่มอีก 10 ราย
นางนิศารัตน์ ไตรรัตน์วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มการทำธุรกรรมเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ยอยู่ที่ 20% ทั้งในแง่การใช้จ่ายและเติมเงิน แต่หากเทียบกับยอดธุรกรรมชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ที่มีอัตราการเติบโตทั้งหมดอยู่ที่ 18% เช่น โอนเงิน การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เป็นต้น ยังมีการใช้ผ่านระบบ e-Money ในสัดส่วนน้อย แต่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว และปริมาณธุรกรรมยอดเงินที่ไม่สูงมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตและบัตรเดบิต
ทั้งนี้ ในปี 2559 มีจำนวนผู้ใช้บริการ e-Money ทั้งสิ้น 38.3 ล้านบัตร/บัญชี แบ่งเป็นผู้ใช้ของสถาบันการเงิน 2.1 ล้านบัตร/บัญชี และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non Bank) จำนวน 36.2 ล้านบัตร/บัญชี มูลค่าการใช้จ่ายทั้งสิ้น 8.88 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.02% ของมูลค่า e-Payment ทั้งหมด และมีปริมาณธุรกรรม 900 ล้านรายการ คิดเป็น 34% ของรายการ e-Payment ทั้งหมด โดยมีมูลค่าเฉลี่ย 98 บาทต่อรายการ
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการ e-Money จะต้องได้รับการอนุมัติจากธปท.ก่อน เนื่องจากมีการเก็บเงินหรือรับเงินล่วงหน้าของประชาชนไว้ จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ภายใต้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว.58)
ส่วนผู้ประกอบการที่จะให้บริการ e-Money จะแยกเป็น 3 ประเภท คือ บัญชี ก. ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้าหรือรับบริการเฉพาะอย่าง เช่น บัตรศูนย์อาหาร ร้านกาแฟ เป็นต้น เพียงแจ้งให้ธปท.รับทราบเท่านั้น ส่วนบัญชี ข.การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้า และบริการเฉพาะอย่าง ณ สถานที่ที่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและการใช้บริการเดียว เช่น บัตรรถไฟฟ้า BTS MRT หรือบัตรกิ๊ฟการ์ดของเซ็นทรัล ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องขอขึ้นทะเบียน
ขณะที่บัญชี ค.การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้า โดยไม่จำกัดสถานที่และไม่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและการให้บริการเดียวกัน เช่น M-Pay, บัตรแรบบิท เป็นต้น ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องขอใบอนุญาต (ไลเซนส์) โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต e-Moneyจำนวนทั้งสิ้น 29 ราย แบ่งเป็น บัญชี ก.จำนวน 1 ราย บัญชี ข.จำนวน 6 ราย และบัญชี ค.จำนวน 22 ราย จากผู้ให้บริการ e-Payment ทั้งหมด 103 ราย และได้รับใบอนุญาตทั้งสิ้น 181 ใบ และอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตอีก 10 ราย เช่น Bill Payment, Payment Gate Way เป็นต้น
สำหรับคุณสมบัติผู้ประกอบการที่จะขอใบอนุญาตให้บริการ e-Money โดยเฉพาะบัญชี ค. จะต้องมีสถานะการเงินที่เข็มแข็ง และมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 200 ล้านบาท แต่เงินทุนดังกล่าวสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามขนาดของธุรกิจหรือผลการดำเนินงาน แต่กำหนดให้เงินทุนคงเหลือจะต้องไม่ต่ำกว่า 8% ของมูลค่าเงินเติมล่วงหน้าลูกค้า เช่น มีรับเงิน 1,000 ล้านบาท จะต้องมีเงินทุนไม่ต่ำกว่า 80 ล้านบาท เป็นต้น
ส่วนบทลงโทษผู้ให้บริการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎภายใต้ 2 ฉบับ มีบทลงโทษทั้งจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับดุจพินิจของศาล ซึ่งที่ผ่านมาจะพบผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตาม เช่น การเก็บเงินไม่แยกบัญชี ไม่ฝากเงินกับธนาคารของจำนวนเงินที่ลูกค้าเติมล่วงหน้า หรือไม่ดำรงเงินไม่ครบตามเงินหมุนเวียนของลูกค้า เป็นต้น
ด้านนายณพงศ์ธวัช โพธิกิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธปท. เปิดเผยว่า สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาร่วมมือกับบริษัทในไทยในการให้บริการ เช่น AliPay หรือ WeChat ธปท.จะกำกับดูแลและควบคุมผ่านบริษัทในแทน หรือร้านค้าที่รับบัตรเหล่านี้ ส่วนผู้ประกอบการ PayPal ได้เข้ามาพูดคุยและอยู่ระหว่างดูแผนการทำธุรกิจ
นางนิศารัตน์ ไตรรัตน์วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มการทำธุรกรรมเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ยอยู่ที่ 20% ทั้งในแง่การใช้จ่ายและเติมเงิน แต่หากเทียบกับยอดธุรกรรมชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ที่มีอัตราการเติบโตทั้งหมดอยู่ที่ 18% เช่น โอนเงิน การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เป็นต้น ยังมีการใช้ผ่านระบบ e-Money ในสัดส่วนน้อย แต่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว และปริมาณธุรกรรมยอดเงินที่ไม่สูงมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตและบัตรเดบิต
ทั้งนี้ ในปี 2559 มีจำนวนผู้ใช้บริการ e-Money ทั้งสิ้น 38.3 ล้านบัตร/บัญชี แบ่งเป็นผู้ใช้ของสถาบันการเงิน 2.1 ล้านบัตร/บัญชี และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non Bank) จำนวน 36.2 ล้านบัตร/บัญชี มูลค่าการใช้จ่ายทั้งสิ้น 8.88 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.02% ของมูลค่า e-Payment ทั้งหมด และมีปริมาณธุรกรรม 900 ล้านรายการ คิดเป็น 34% ของรายการ e-Payment ทั้งหมด โดยมีมูลค่าเฉลี่ย 98 บาทต่อรายการ
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการ e-Money จะต้องได้รับการอนุมัติจากธปท.ก่อน เนื่องจากมีการเก็บเงินหรือรับเงินล่วงหน้าของประชาชนไว้ จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ภายใต้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว.58)
ส่วนผู้ประกอบการที่จะให้บริการ e-Money จะแยกเป็น 3 ประเภท คือ บัญชี ก. ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้าหรือรับบริการเฉพาะอย่าง เช่น บัตรศูนย์อาหาร ร้านกาแฟ เป็นต้น เพียงแจ้งให้ธปท.รับทราบเท่านั้น ส่วนบัญชี ข.การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้า และบริการเฉพาะอย่าง ณ สถานที่ที่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและการใช้บริการเดียว เช่น บัตรรถไฟฟ้า BTS MRT หรือบัตรกิ๊ฟการ์ดของเซ็นทรัล ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องขอขึ้นทะเบียน
ขณะที่บัญชี ค.การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้า โดยไม่จำกัดสถานที่และไม่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและการให้บริการเดียวกัน เช่น M-Pay, บัตรแรบบิท เป็นต้น ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องขอใบอนุญาต (ไลเซนส์) โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต e-Moneyจำนวนทั้งสิ้น 29 ราย แบ่งเป็น บัญชี ก.จำนวน 1 ราย บัญชี ข.จำนวน 6 ราย และบัญชี ค.จำนวน 22 ราย จากผู้ให้บริการ e-Payment ทั้งหมด 103 ราย และได้รับใบอนุญาตทั้งสิ้น 181 ใบ และอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตอีก 10 ราย เช่น Bill Payment, Payment Gate Way เป็นต้น
สำหรับคุณสมบัติผู้ประกอบการที่จะขอใบอนุญาตให้บริการ e-Money โดยเฉพาะบัญชี ค. จะต้องมีสถานะการเงินที่เข็มแข็ง และมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 200 ล้านบาท แต่เงินทุนดังกล่าวสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามขนาดของธุรกิจหรือผลการดำเนินงาน แต่กำหนดให้เงินทุนคงเหลือจะต้องไม่ต่ำกว่า 8% ของมูลค่าเงินเติมล่วงหน้าลูกค้า เช่น มีรับเงิน 1,000 ล้านบาท จะต้องมีเงินทุนไม่ต่ำกว่า 80 ล้านบาท เป็นต้น
ส่วนบทลงโทษผู้ให้บริการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎภายใต้ 2 ฉบับ มีบทลงโทษทั้งจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับดุจพินิจของศาล ซึ่งที่ผ่านมาจะพบผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตาม เช่น การเก็บเงินไม่แยกบัญชี ไม่ฝากเงินกับธนาคารของจำนวนเงินที่ลูกค้าเติมล่วงหน้า หรือไม่ดำรงเงินไม่ครบตามเงินหมุนเวียนของลูกค้า เป็นต้น
ด้านนายณพงศ์ธวัช โพธิกิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธปท. เปิดเผยว่า สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาร่วมมือกับบริษัทในไทยในการให้บริการ เช่น AliPay หรือ WeChat ธปท.จะกำกับดูแลและควบคุมผ่านบริษัทในแทน หรือร้านค้าที่รับบัตรเหล่านี้ ส่วนผู้ประกอบการ PayPal ได้เข้ามาพูดคุยและอยู่ระหว่างดูแผนการทำธุรกิจ






