svasdssvasds

‘ทรัมป์’กดค้าเงินแผ่ว ตลาดผันผวนแห่ซื้อประกันเสี่ยง แบงก์กำไรปริวรรต3.7หมื่นล้าน

16 ก.พ. 2560 เวลา 1:00 น.
แบงก์จับตานโยบาย“ทรัมป์”กดธุรกรรมปริวรรตเงินตราปีนี้ขยายตัวแผ่ว 5-10% จากยอดปีก่อน 3.7 หมื่นล้านบาท เหตุตลาดผันผวน ลูกค้าแห่ซื้อประกันมากกว่าเทรดเงิน ธนชาตเผยยอด 2เดือนยังซบ เหตุลูกค้าชะลอซื้อสินค้า

ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบรายงานกำไรสุทธิปี 2559 กว่า 1.99 แสนล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากดอกเบี้ย จำนวนกว่า 6.67 แสนล้านบาท ขณะที่รายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยมีจำนวนประมาณ 2.75 แสนล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปี 2558 ที่มีจำนวน 2.77 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นของ 6 ธนาคารใหญ่คือ ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงศรีอยุธยา และ ทหารไทย กว่า 2.47 แสนล้านบาท

ธนาคารรายงานกำไรปริวรรตเงินตราปี 2559 ซึ่งมาจาก 2 ธุรกรรมหลักคือการประกันความเสี่ยงค่าเงินและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มีกำไรรวมกว่า 3.78 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีจำนวน 4.01 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 5.8%

ขณะที่กฎใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่กำหนดให้ภายในเดือนกันยายน 2560 นักค้าเงินของธนาคารกว่า 700 คน จะต้องมีใบรับรองการค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารประเมินว่าไม่ได้ส่งผลต่อธุรกรรมปริวรรตเงินตราในปีนี้เป็นเพียงการยกระดับนักค้าเงินให้ได้มาตรฐานสากลเท่านั้น

ทั้งนี้กลุ่ม 6 ธนาคารใหญ่มีกำไรปริวรรตเงินตรารวมกันถึง 3.53 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีกำไร 3.65 หมื่นล้านบาท หรือ 3.4% โดยกำไรปริวรรตเงินตราของกลุ่มธนาคารใหญ่ มีสัดส่วนมากถึง 93% ของกำไรทั้งระบบ โดยธนาคารกสิกรไทยมีกำไรมากที่สุดจำนวน 8,746 ล้านบาท ลดลง 1.59% จากปีก่อน ตามมาด้วยธนาคารกรุงเทพ จำนวน 7,459 ล้านบาท ลดลง 4%

นายฐานิศร์ ศาสตราวาหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายปริวรรตเงินตราต่างประเทศ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมธุรกรรมปริวรรตเงินตราต่างประเทศในปีนี้ยังคงมีทิศทางชะลอตัว ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขปริมาณธุรกรรมในช่วง 2 เดือนแรกอยู่ในทิศทางทรงตัวเนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูง

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีมาตรการกีดกันทางการค้า และคาดการณ์สถานการณ์ค่อนข้างลำบาก ทำให้คนที่สั่งซื้อสินค้าชะลอรอดูสถานการณ์ เป็นผลให้ดีมานด์ด้านปริมาณการค้าขายและบริการลดลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกรรมปริวรรตเงินตราที่ปรับลดลงไปด้วย

ดังนั้นในปีนี้จะเห็นอัตราการเติบโตในระดับสูงค่อนข้างยาก โดยธนาคารตั้งเป้าเติบโตของมูลค่าการซื้อขายปริวรรตเงินตราอยู่ที่ 5-10% สอดคล้องกับการเติบโตสินเชื่อและปริมาณการค้าต่างประเทศ ซึ่งใกล้เคียงกับระบบที่คาดว่าจะเติบโตในระดับดังกล่าวเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง และสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีความผันผวนมาก จะมีผลต่อปริมาณธุรกรรมซื้อขายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) เติบโตเพิ่มขึ้นในส่วนของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น กรณีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯปรับลดลง จะเห็นผู้นำเข้าจะเข้ามาซื้อประกัน เป็นต้น ขณะที่ธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยสกุลเงินที่ได้รับความนิยม 3 อันดับแรก ได้แก่ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร และเยน-ญี่ปุ่น

“ปีนี้มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ภาพรวมการเติบโตจะสโลว์ดาวน์ลง เพราะการค้าโลกยังมีความไม่แน่นอนจากหลักๆ มาจากนโยบายทรัมป์ ทำให้คนกล้าๆ กลัว ไม่กล้าตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า ทำให้ยอดทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศลดลงไปด้วย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ของธปท.ที่ให้นักค้าเงินต้องสอบใบรับรอง เพราะเป็นการทำตามหลักมาตรฐานโลก”

นายแพททริก ปูเลีย ผู้อำนวยการอาวุโสขายผลิตภัณฑ์ตลาดการเงินธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าภาพรวมอัตราการเติบโตของธุรกรรมปริวรรตเงินตรายังคงขยายตัวตามเศรษฐกิจ ภาคการส่งออกและนำเข้า แต่อัตราการเติบโตจะไม่ได้หวือหวามากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะต้องรอดูนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อปริมาณการค้าขาย ทำให้ธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น

ขณะที่ภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ จะเห็นการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่เคลื่อนตัวแข่งขันเร็วขึ้น เพื่อเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด(มาร์เก็ตแชร์) มีผลต่อ 4 ธนาคารใหญ่ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ต้องพยายามรักษามาร์เก็ตแชร์ เช่นเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ยังคงตั้งเป้าเติบโตปริวรรตเงินตราต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 5% รวมถึงพยายามรักษามาร์เก็ตแชร์ไว้ผ่านการเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ใหญ่ของธนาคารที่ต้องการเป็น The Most Admired Bank ตลอดจนการเพิ่มบริการลูกค้าและการทำการตลาด จะช่วยให้ธุรกรรมเติบโตเพิ่มขึ้นได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,236 วันที่ 16 - 18 กุมภาพันธ์ 2560
logo-pwa

เพิ่ม Thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด