
"สหรัฐฯ" ศัตรูที่ต้องไม่วางใจ
"สหรัฐฯ" ศัตรูที่ต้องไม่วางใจ
"บารัค โอบามา"หมดวาระไป "โดนัลด์ ทรัมป์" เข้ามาแทนที่
บรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าประเทศไทยจะได้รับผลดี จากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์!!!!!
ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญข่าวสารทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่จากการติดตามข่าวสารในประเทศมาโดยตลอด เชื่อว่านโยบายลึกๆ ของ "สหรัฐอเมริกา" ที่มีต่อไทยนั้นยังเหมือนเดิม คือท่าทีที่เป็น "ศัตรู" และบ่อนทำลายความมั่นคงของไทย
นับตั้งแต่ "ระบอบทักษิณ" มีปัญหากับ "สถาบันหลัก" ของไทยในทุกสถาบันตั้งแต่ "สถาบันระดับสูง" มาจนถึง "กองทัพ"และ "ประชาชนส่วนใหญ่" สหรัฐอเมริกาได้แสดงท่าทีในการยืนข้างกับ "ระบอบทักษิณ" มาโดยตลอด
แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะ "ระบอบทักษิณ" ได้เชื่อมโยงผลประโยชน์กับ "กลุ่มทุนข้ามชาติ" ที่บงการรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอยูข้างหลังและอีกด้านหนึ่งท่าทีของ "สถาบันหลัก" ของไทยนั้น ได้ให้ความสำคัญกับการถ่วงดุลอำนาจโดยเปิดความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับรัสเซียและจีนอย่างเห็นได้ชัด
"สหรัฐอเมริกา" ขอใช้ "ฐานทัพอู่ตะเภา" โดยมีข้ออ้างว่าจะให้ "นาซ่า" เข้ามาสำรวจสภาพอากาศ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์"ในขณะนั้นยินยอมตามข้อเสนอ แต่ปรากฏว่า " 3 เหล่าทัพ" คัดค้านอย่างเปิดเผย จนโครงการนี้มีอันตกไป "สหรัฐอเมริกา"โกรธมาก เพราะฐานทัพอู่ตะเภานั้นสร้างมาเองกับมือ รู้ที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่และตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เหมาะสมในการเคลื่อนกำลังรบเข้าสู่ทะเลจีนใต้
ทูต"สหรัฐอเมริกา" ในระยะหลังจึงออกมาแสดงบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยอย่างออกหน้าออกตาเพื่อเป็นการตอบโต้และแสดงท่าทีที่เป็นศัตรูกับคนไทยอย่างเปิดเผย ให้รู้ว่า "ข้าไม่พอใจนะโว้ย"
ที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ การโดดเข้ามา "ปกป้องและสนับสนุน" ผู้ที่กระทำความผิดตาม "มาตรา 112" ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงความเห็นอย่าง "สุจริต" แต่เป็นส่วนหนึ่ง ของขบวนการต่อสู้ทางการเมืองของ "ระบอบทักษิณ" ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้กฎหมายฉบับนี้มีมานานนับ 100 ปี แต่ก่อนหน้าที่จะมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงกับ "ระบอบทักษิณ" นั้น มีผู้กระทำความผิดเพียงแค่ 10 กว่าราย แต่หลังจากปี 2548 เป็นต้นมามีถึง 5,000 กว่าราย และในทางการข่าวด้านลึกก็รู้กันดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการกระทำอย่างเป็นระบบและกระบวนการ "สหรัฐอเมริกา" มี หน่วยสืบราชการลับที่ชื่อว่า "ซีไอเอ" ที่โคตรเก่ง จะไม่รู้เรื่องราวนี้เชียวหรือ?
"กลิน ที. เดวี่ส์" ทูต"สหรัฐอเมริกา"คนปัจจุบันได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนในเรื่องมาตรา 112 ในการ"กดดัน"ไทย ล่าสุดมีโครงการ YSEALI ที่"บารัค โอบามา" เปิดตัวเมื่อปี 2556 ชื่อเต็มคือ "Young Southeast Asian Leaders Initiative" เป็นการรวมตัวของผู้นำรุ่นเยาว์อายุระหว่าง 18-35 ปี จากบรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ลาว สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อมุ่งจัดการกับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็น ความท้าทายสำคัญของภูมิภาคอาเซียนในยุคสมัยของตน
ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การศึกษา และการมีส่วนร่วมของประชาสังคม ในทุกๆ วัน บรรดาผู้นำรุ่นเยาว์ได้นำเสนอหลากหลายแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ อาทิเช่น การนำจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มาใช้ทำความสะอาดแม่น้ำ หรือสร้างโอกาสด้านอาชีพด้วยการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฯลฯ นั้นเป็น "ข้ออ้าง" แต่จริงๆ คือโครงการ "ล้างสมอง" ซึ่งภายใต้โครงการนี้เล่นเอา "กลิน ที. เดวี่ส์" ถึงกับลงทุนออกเดินสายเองไปพบกับบรรดาผู้นำนักศึกษา ในต่างจังหวัด แสดงท่าทีอันเป็นกันเองโน้มน้าวจิตใจให้เห็นว่า "สหรัฐอเมริกา" คือ "มหามิตร" ที่เชิดชู "ประชาธิปไตย" และจะฝึกฝนให้เด็กๆ เหล่านี้ เป็นผู้นำที่มีศักยภาพและศรัทธาเชิดชูระบอบประชาธิปไตยเห็นไหมล่ะ?
"คสช." และ "รัฐบาล" ต้องติดตามเอาใจใส่โครงการนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าราชการส่วนภูมิภาคเข้ามาสนับสนุนเป็นเจ้ากี้เจ้าการ ช่วยดำเนินการอย่างรู้สึกภาคภูมิใจ?
ที่สำคัญคือประชาชนคนไทยผู้"จงรักภักดี" ต่อ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ต้องตระหนักถึง"อันตราย" ของ"สหรัฐอเมริกา" ว่าวันนี้ไม่ได้อยู่ในฐานะของ"มิตร"แต่จริงๆแล้วคือศัตรูตัวฉกาจ!
คอลัมน์ : ทางเดียวไม่เลี้ยวไปไหน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 14 ฉบับ 3236 ระหว่าง 16-18 ก.พ.2560






